motortrivia.com
m2 TEST DRIVE SECTION | BACK TO TEST DRIVE MAIN PAGE | HOME | ABOUT MT | CONTACT MT m3
 
LT CT RT
LC RC
LB CB RB
เรื่อง - ภาพ - วีดิโอ : นาธัส แสงสุริยะ Friday, 28 January, 2011 1:29 PM
800x
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
ฉลามแรกรุ่น ให้อะไรคุณบ้าง
 
baมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ หรือที่มีชื่อเล่นว่า ‘หน้าฉลาม’ เปิดตัวเมืองไทยปีกว่าๆ ในช่วงที่เปิดตัวใหม่ๆ ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ร่วมทดสอบแบบกลุ่ม ที่สนามบินดอนเมือง หลังจากทิ้งช่วงไปนานจึงมีโอกาสได้ทดสอบเดี่ยวกับรุ่นพื้นฐาน 1.8 GLX มีจุดเด่นที่ระบบแปรผันวาล์ว MIVEC II และเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT 6 จังหวะ พร้อม Sport Mode และใช้แก๊สโซฮอล์ได้ถึง E85

baแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ แม้เปิดตัวในไทยช้ากว่าตลาดโลกหลายปี แต่ก็ยังสดใหม่ที่สุดในกลุ่ม ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC MIVEC II 16 วาล์ว แบ่งเป็น 2 ระดับความแรง รหัส 4B10 ความจุ 1,800 ซีซี 139 แรงม้า ใช้แก๊สโซฮอล์ได้ถึง E85 และรหัส 4B11 ความจุ 2,000 ซีซี 154 แรงม้า ใช้แก๊สโซฮอล์ E20 โดยทั้ง 2 รุ่นเครื่องยนต์ต้องการออกเทนขั้นต่ำ 91

baรุ่น 1,800 ซีซี FFV-Flexible Fuel Vehicle แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อยตามการตกแต่งคือ GLX, GLS และ GLS-Ltd ส่วนรุ่น 2,000 ซีซี มีรุ่นเดียวคือ GT ทีมงานมอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับรุ่นพื้นฐาน GLX ทดลองว่าอุปกรณ์ที่มีเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ หรือต้องเพิ่มเงินอีกครึ่งแสนขยับเป็นรุ่น GLS สมรรถนะโดยรวมเป็นอย่างไรเมื่อมีระบบ MIVEC II และ INVEC-III CVT
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
หน้าตาดุเอาเรื่อง
baด้วยพื้นฐานการออกแบบที่ดี ทำให้ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ยังคงดูดีแม้เป็นรุ่นพื้นฐานที่อุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ถูกลดทอนลงไปบ้าง ขอบกระจังหน้าสีดำไม่ใช่โครเมียม ผมกลับชอบเพราะดูสปอร์ตเหมาะกับทรงรถ โดยเฉพาะกับรถสีนี้ โคมไฟหน้าทรงเฉียง วางลึกเป็นคนละมิติกับกระจังหน้า เป็นที่มาของชื่อเล่น ‘หน้าฉลาม’ กันชนหน้าและกระจัง อยู่ในระนาบเดียวกัน มองด้านข้างเหมือนรถไม่มีกันชน

baพื้นกระจังและช่องดักลมด้านล่างเป็นลายตะแกรงดูสปอร์ต เนื่องจากเป็นรุ่น GLX จึงไม่มีสปอตไลต์ทรงกลมที่มุมกันชนหน้าด้านล่าง ด้านข้างดูโล่งไปนิดเพราะไม่มีคิ้วและสเกิร์ต มีเพียงเส้นคาดบางๆ บนตัวถังจากด้านหน้าจรดด้านท้าย ล้อแม็กลาย 5 ก้านขนาด 16 นิ้ว ล้อมรัดด้วยยาง 205/60 R16 ดูเล็กไปนิดเมื่อเทียบกับขนาดตัวถัง ซุ้มล้อ และโป่งล้อหลังขนาดใหญ่

baชุดไฟท้ายทรงเฉียงเช่นเดียวกับด้านหน้า ภายในติดตั้งไฟเบรก ไฟท้าย และไฟถอยหลังทรงกลม ฝากระโปรงหลังยกสันคล้ายเป็นสปอยเลอร์ในตัว ฝังไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED กันชนท้ายติดตั้งแถบสะท้อนแสง แทรกกลางด้วยช่องใส่ป้ายทะเบียน สำหรับภายนอกถ้าอยากสวยเหมือนรุ่น 2.0 GT ก่อนซื้อต่อรองกับเซลส์ดีๆ ก็น่าจะเพิ่มเงินไม่มาก

baมิติตัวถังมีความยาว 4,570 มิลลิเมตร กว้าง 1,760 มิลลิเมตร สูง 1,490 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,635 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,530/1,530 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น 150 มิลลิเมตร น้ำหนักรุ่นที่ทดสอบ 1,325 กิโลกรัม
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
ภายในสลับขั้วกับภายนอก
baไม่ได้ติเพราะเป็นรุ่นพื้นฐานมีอุปกรณ์น้อย แต่ขัดใจตรงการออกแบบในบางจุด เมื่อเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สิ่งแรกที่มองเห็นคือชุดมาตรวัดทรงกลมสปอร์ต เน้นความเรียบและง่ายต่อการอ่าน มาตรวัดรอบฝั่งขวาเริ่มขีดแดงที่ 6,500 รอบต่อนาที ส่วนมาตรวัดความเร็วอยู่ฝั่งซ้าย แต่งขอบด้วยสีเมทัลลิก

baกลางมาตรวัดเป็นจอสารพัดประโยชน์ซึ่งมิตซูบิชิเรียกว่า TLD หรือ Twin type LCD Digital ควบคุมด้วยปุ่ม INFO ฝั่งขวาของชุดมาตรวัด เมื่อบิดกุญแจเตรียมสตาร์ตเครื่องยนต์จะมีข้อความต้อนรับ Welcome! และเมื่อดับเครื่องยนต์จะมีข้อความ Good-bye! เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ และในโหมดบอกข้อมูลจอจะเป็นสีแดง แต่ถ้าเป็นโหมดเตือนจอจะเป็นสีเหลือง

baจุดเด่นของจอนี้คือ การแสดงข้อมูลได้หลากหลาย เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบ Real Time และแบบเฉลี่ย, ความเร็วเฉลี่ย, ระยะทางที่ขับได้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลือ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าเมนู (ต้องบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง ON โดยยังไม่สตาร์ตเครื่องยนต์) เพื่อเปลี่ยนหน่วยวัดต่างๆ ได้หลายแบบ สั่งงานผ่านปุ่ม INFO เพียงปุ่มเดียว โดยใช้การกดสั้นๆ หรือกดแช่ สวิตช์ไฟเลี้ยวมีลูกเล่น ถ้ายกไม่ถึงล็อกจะกะพริบให้ 3 ครั้ง เสียงเตือนไฟเลี้ยวค่อนข้างเบา ถ้าขับเร็วๆ จะแทบไม่ได้ยิน

baห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนดำ-เบจ แผงหน้าปัดครึ่งบนเป็นสีดำทรงเรียบๆ ยกเว้นกรอบบังแสงชุดมาตรวัด ที่เล่นลวดลายโค้งไปตามมาตรวัด คอนโซลกลางติดตั้งชุดเครื่องเสียง 1 DIN ด้านล่างเป็นช่องใส่ของจุกจิก สามารถเปลี่ยนเป็นแบบ 2 DIN ได้ภายหลังเพราะไม่ได้เป็นแบบ Build-in คอนโซลและแผงประตูตกแต่งด้วยลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่ดูมีคุณภาพ พวงมาลัยหุ้มยูรีเธน ไม่ค่อยกระชับมือเท่าไร แต่ถอดไปหุ้มหนังเองได้ไม่ยาก

baครึ่งล่างของแผงหน้าปัด รวมไปถึงแผงประตูและเบาะนั่งเป็นสีเบจ เช่นเดียวกับเสาและผ้าบุเพดาน ให้ความรู้สึกกว้างขวางและดูหรูหรา แต่ก็ดูแลรักษายากกว่าสีดำล้วน สวิตช์ควบคุมระบบแอร์เป็นแบบหมุนและกดตรงกลาง คอนโซลเกียร์สีเมทัลลิกทรงเหลี่ยมดูทื่อไปนิด หัวเกียร์ยูรีเธนผสมเมทัลลิก ต่อเนื่องด้วยช่องใส่เหรียญที่วางแก้วหรือขวดน้ำซึ่งมีเบรกมืออยู่ข้างๆ และช่องขนาดใหญ่สำหรับใส่ของ ทั้งหมดเป็นแบบเปลือย ไม่มีฝาปิด

baแผงประตูมีที่ใส่ขวดน้ำ ฝั่งผู้ขับติดตั้งสวิตช์ควบคุมกระจกมองข้าง และกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน ฝั่งผู้ขับเป็น One-touch เฉพาะตอนเปิด แต่ตอนปิดต้องยกสวิตช์ค้างไว้ เข้าใจว่าเป็นระบบป้องกันการหนีบแบบง่ายๆ แต่ก็ไม่ค่อยสะดวกเวลาเปิดกระจกจ่ายค่าทางด่วนหรือรับบัตร แผงหน้าปัดฝั่งขวามีสวิตช์เปล่าเตรียมไว้ให้อีก 3 ชุด

baเบาะผู้ขับปรับสูง-ต่ำได้ ทรงออกไปทางแบนๆ ไม่โอบกระชับมากนัก เสียดายที่พวงมาลัยปรับได้แค่สูง-ต่ำ เบาะหลังออกแบบเป็นหลุมซ้าย-ขวา และแม้จะมีเข็มขัดนิรภัยแบบ 2 จุดสำหรับตำแหน่งตรงกลางมาให้ แต่คงไม่มีใครอยากนั่ง เพราะตัวเบาะก็ยกเป็นสันแคบๆ แถมพนักพิงยังเป็นที่เท้าแขนอีกด้วย ทำให้นั่งไม่สบายแน่ๆ ส่วนพื้นที่วางเท้ากว้างขวางพอควร ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีพื้นที่กว้างขวาง โดนซุ้มล้อเบียดบังไปไม่มาก ถ้าจะใส่ของที่มีความยาวก็พับเบาะหลังลงช่วยได้
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
MIVEC II + INVECS-III
baรถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์รหัส 4B10 เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC II ควบคุมจังหวะเปิด-ปิด วาล์วไอดีและไอเสีย แบบแยกอิสระ มีความจุ 1,798 ซีซี กำลังสูงสุด 139 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 17.52 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบต่อนาที ใกล้เคียงกับคู่แข่งในพิกัด 1,800 ซีซี ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ INVEC-III CVT ที่มีอัตราทดอยู่ในช่วง 2.349-0.394 ล็อกอัตราทดได้ 6 จังหวะพร้อมโหมด +/-

baการขับใช้งานทั่วไป แน่นอนว่าการเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวล เพราะไม่ได้ใช้ฟันเฟืองเกียร์ในการเปลี่ยนอัตราทด ขับเพลินๆ แทบจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์ มาเสียคะแนนเล็กน้อยตอนที่เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เช่น จาก N ไป D หรือ R เพราะมีอาการกระตุกแผ่วๆ สัมผัสบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาหรือน่ารำคาญแต่อย่างใด

baเกียร์รุ่นนี้มีโหมด +/- แถมมาให้เล่นแก้เหงามือซ้ายด้วย จากที่เคยขับรถเกียร์อัตโนมัติที่มีโหมด +/- พบว่าไม่ประทับใจเท่าไร เพราะเมื่อดันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง + หรือ - แล้วต้องรออีกเสี้ยววินาทีเกียร์ถึงจะเปลี่ยนให้ จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่เมี่อได้ลองใช้โหมด +/- ของรถรุ่นนี้ก็แปลกใจ เพราะเกียร์เปลี่ยนเร็วแทบจะทันทีที่ดันคันเกียร์ ทำให้กะจังหวะเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายไม่ต้องเผื่อ

baลองเปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 ตอนรถจอดนิ่ง...เกียร์ไม่ยอมเปลี่ยน ลองเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงที่ความเร็วต่ำ...เกียร์ไม่ยอมเปลี่ยน ลองคิ๊กดาวน์กดคันเร่งมิดตอนอยู่ในโหมด +/- เกียร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนให้อีกเหมือนกัน แต่ไม่ได้ลองเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำตอนความเร็วสูงๆ เพราะกลัวเกียร์พัง
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
baปิดท้ายด้วยการขับให้ได้ความเร็วถึงเกียร์ 6 จากนั้นลดความเร็วลงโดยไม่ดึงเกียร์มาที่ตำแหน่ง – พบว่าเกียร์จะค่อยๆ เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้เอง ไล่จาก 5-4-3-2 ตามลำดับ และเมื่อจอดนิ่งก็จะลงมาที่เกียร์ 1 อย่างนุ่มนวล ไม่ได้ลองว่าถ้ากดคันเร่งลากเกียร์ 1 ไปเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 จะมีอาการอย่างไร แต่จากการลองกับรถตัวเองที่มีโหมด +/- เหมือนกันพบว่า เครื่องยนต์จะตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อรอบแตะขีดแดง รถจะมีอาการสะดุด

baในช่วงการวัดอัตราเร่งพบว่าเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามาในห้องโดยสารมากไปนิด และอัตราเร่งช่วงต้นก็ดูอืดๆ แต่เมื่อเข็มวัดรอบตวัดไปค้างอยู่ที่ประมาณ 6,000 รอบต่อนาทีแล้ว อัตราเร่งก็จะเริ่มไหลขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วง 80-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพราะเป็นเกียร์ CVT ไม่มีช่วงรอบตกตอนเปลี่ยนเกียร์

baช่วงที่ทดสอบอัตราเร่งก็รู้สึกว่า ‘ไม่เท่าไร’ ออกไปทางอืดนิดๆ ด้วยซ้ำ แต่พอมาดูตัวเลขที่ได้ก็แปลกใจ และยิ่งแปลกใจยิ่งขึ้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรถคลาสสูงกว่าอย่าง Volvo S40 เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี 145 แรงม้า น้ำหนัก 1,369 กิโลกรัม พบว่าสมรรถนะใกล้เคียงกัน และในหลายจังหวะ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ทำได้ดีกว่าด้วย (วงเล็บในตารางคือตัวเลขของ วอลโว่ เอส40)

baส่วนความเร็วสูงสุดในครั้งนี้ เห็นว่าสภาพการจราจรไม่ปลอดภัย จึงไม่ได้กดคันเร่งแช่ยาว เดาว่าน่าจะได้ประมาณ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ช่วงหลังจาก 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปความเร็วจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมาตรวัดติดรถ บอกความเร็วมากกว่าเครื่องมือที่รับสัญญาณจากดาวเทียมประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
 
อัตราเร่ง
ความเร็ว (กม./ชม.) เวลา (วินาที)  
0 - 60 05.7 (5.3)  
0 - 100 11.3 (11.1)  
ระยะทาง (เมตร) เวลา (วินาที) ความเร็ว (กม./ชม.)
0 - 100 08.2 (7.9) 80.1 (81.5)
0 - 200 12.1 (11.8) 103.7 (103.7)
0-402 (0-400) 18.3 (17.9) 130.7 (130.4)
0 - 1000 32.7 (32.2) 162.6 (167.4)
 
อัตราเร่งแซง
ความเร็ว (กม./ชม.) เวลา (วินาที)
40 - 120 11.9 (12.0)
40 - 140 17.2 (17.6)
80 - 120 07.3 (7.4)
80 - 140 12.7 (12.8)
 
ความเร็วสูงสุด 184.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
baอีกข้อดีของรถรุ่นนี้คือ สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ได้สูงสุดถึง E85 ซึ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากจำนวนปั๊ม E85 ที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาจะขยับขึ้นมาบ้างเป็นประมาณ 21 บาทต่อลิตร แต่ก็ยังถูกกว่า E20 ที่มีราคาลิตรละประมาณ 31 บาท และ E10 ออกเทน 91 ราคาลิตรละประมาณ 32.50 บาท

baE85 จะกินน้ำมันมากกว่า E10 ประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ ในระยะทางที่เท่ากัน ถ้าใช้ E10 แล้วต้องเติม 100 ลิตร เมื่อเปลี่ยนเป็น E85 ต้องเติมเพิ่มเป็น 143 ลิตร หรือเปรียบเทียบอีกอย่างว่า ถ้าใช้ E85 100 ลิตร เมื่อเปลี่ยนเป็น E10 จะใช้เพียง 69 ลิตร เพื่อให้ขับได้ระยะทางเท่าเดิม และถ้าเปรียบเทียบกับ E20 แล้ว E85 จะกินมากกว่าประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์

baในส่วนของราคา E85 ถูกกว่า E10 ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ และถูกกว่า E20 ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรเมื่อเติม E85 จึงถูกกว่าทั้ง E10 และ E20 เนื่องจากสัดส่วนของราคาที่ถูกกว่า มากกว่าสัดส่วนการกินน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

baเริ่มทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตั้งแต่รับรถจาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่คลองหนึ่ง ปทุมธานี เซ็ต 0 อัตราสิ้นเปลืองและมาตรวัด Trip A ใช้ความเร็วตามสภาพการจราจร มายังบ้านแถวเมืองนนท์โดยไม่ขึ้นทางยกระดับโทลเวย์ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรวัด 14.7 กิโลเมตรต่อลิตร

baลองอีกครั้งช่วงประมาณ 1 ทุ่มบนทางยกระดับลอยฟ้าบางนา-ตราด เซ็ต 0 หลังจากผ่านด่านรับบัตร ใช้ความเร็ว 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออกจากด่านจ่ายเงินปลายทาง ลงจากทางลอยฟ้าชิดซ้ายเพื่อบันทึกผล ได้ระยะทาง 74.2 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 94 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร ขากลับทดสอบอัตราเร่ง 4 ครั้ง อัตราสิ้นเปลืองลดลงเหลือ 12.7 กิโลเมตรต่อลิตร

baถ้าไม่คาดหวังมาก ขับทางไกลแบบสบายๆ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะเห็น 12-14 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนในเมืองมีตั้งแต่ 8 กิโลเมตรต่อลิตร จากการขับขึ้นทางด่วนไปบางนาตอน 8 โมงเช้า ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชั่วโมง และตีกลับมาเป็น 12 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อนำรถไปคืนโดยใช้ทางด่วน ความเร็วประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
ช่วงล่างหลากอารมณ์
baแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ใช้ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังมัลติลิงก์ บนถนนเรียบให้ความรู้สึกนุ่มนวลตั้งแต่ความเร็วต่ำ-สูง แม้ใช้ความเร็วสูงจัดบนทางเรียบตรงก็ยังมั่นคงพอสมควร ไม่วูบวาบจนน่ากลัวหรือต้องเคร่งเครียดกับการบังคับควบคุม

baเวลาขับผ่านถนนขรุขระด้วยความเร็ว 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รู้สึกว่ายางดูดซับแรงกระแทกไปได้มาก แต่ช่วงล่างไม่ค่อยให้ตัวสักเท่าไร ตรงข้ามกับการขับผ่านเนินลูกระนาดขนาดใหญ่ กลับรู้สึกว่าช่วงล่างมีระยะยืด-ยุบมากและนิ่มไปนิด จนกลัวว่าถ้าลงจากลูกระนาดแรงๆ แล้วกันชนหน้าจะครูดพื้น

baส่วนระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อพร้อม เอบีเอส อีบีดี และ บีเอ มีผลงานเป็นที่น่าพอใจ โดยทดลองเบรกหนักๆ (แบบเน้นแป้นเบรก ไม่ใช่กระทืบ และเอบีเอส ยังไม่ทำงาน) หลังจากทำความเร็วเกิน 180 กิโลเมตร พบว่าความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวรถไม่มีอาการปัดเป๋หรือเสียการทรงตัว พวงมาลัยนิ่งตรง การควบคุมแรงเบรกผ่านแป้นเบรกทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ พวงมาลัยเพาเวอร์ให้ความรู้สึกหนืดๆ มั่นคงที่ความเร็วสูง ความรวดเร็วแม่นยำในการตอบสนองอยู่ในระดับกลางๆ

baแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ รุ่นพื้นฐาน 1.8 GLX อุปกรณ์มาตรฐานไม่ขาดแคลนแม้เป็นรุ่นต่ำสุด เด่นที่ระบบเกียร์ INVECS-III CVT 6 จังหวะ ที่ช่วยเสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ 1,800 ซีซี DOHC MIVEC II ได้เป็นอย่างดี ส่วนระบบ FFV ถือว่าช่วยลดภาษีสรรพสามิต และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อุ่นใจด้วยประกัน Diamond 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ถ้าลดราคาลงมาอีกนิด น่าจะสู้กับ 2 ผู้นำตลาดได้สูสีมากขึ้น

baขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ •
 
800x
ราคา Mitsubishi Lancer EX  
• GLX 1.8 MIVEC II FFV 831,000 บาท
• GLS 1.8 MIVEC II FFV 886,000 บาท
• GLS Ltd. 1.8 MIVEC II FFV 899,000 บาท
• GT 2.0 MIVEC II 1,034,000 บาท
• สีขาวประกายมุกเพิ่มเงิน 10,000 บาท
 
m2 MITSUBISHI LANCER EX  •  CLICK IMAGES TO ENLARGE m3
 
   
 
800x
Specification: Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLX
 
แบบตัวถัง ซีดาน 4 ประตู
ยาว x กว้าง x สูง 4,570 x 1,760 x 1,490 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,635 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 1,325 กิโลกรัม
แบบเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ DOHC MIVEC II 16 วาล์ว FFV
ความจุ 1,798 ซีซี
กระบอกสูบ x ช่วงชัก 86.0 x 77.4 มิลลิเมตร
อัตราส่วนการอัด 10.5:1
กำลังสูงสุด 139 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 17.52 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง INVECS-III CVT 6 จังหวะ พร้อม Sport Mode
ระบบขับเคลื่อน ล้อหน้า
ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์
ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน/ดิสก์ พร้อมเอบีเอส อีบีดี และบีเอ
ผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
โทรศัพท์ 02-529-9500
เวบไซต์ www.mitsubishi-motors.co.th
 
 
1000x
 
1000x
 
R E L A T E D - N E W S :
 
TEST DRIVE : Mitsubishi Triton Pajero Sport VG Turbo ลองกำลัง 178 แรงม้า จากเครื่อง 2,500 ซีซี
GRAND OPENING : เปิดตัว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต / มิตซูบิชิ ไทรทัน มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 2.5 วีจี เทอร์โบ
BIZZES NEWS : มิตซูบิชิ มอเตอร์ส วางศิลาฤกษ์ เปิดโรงงานประกอบแห่งใหม่ สำหรับ Eco Car ในประเทศไทย
 
800x
text: อ่านข่าวทั้งหมดของ มิตซูบิชิ คลิ๊กที่นี่ครับ : Mitsubishi News Section
800x
fcom
FLT   FRT
   
  760  
 
 
FBL   FBR
 
1000x
 
 
1000x
Copyright © 2009 MT Team | online automotive news and web video. all rights reserved | www.motortrivia.com | e-mail : [email protected]  mail