| |
 |
| |
|
Wednesday, 12 October, 2011 0:04 AM |
|
|
 |
| |
|
| |
เพื่อเป็นการต้อนรับรถยนต์รุ่นยอดฮิต Honda Civic โฉมใหม่โมเดลเชนจ์ เจนเนอเรชั่นที่ 9 ซึ่งจะเปิดตัวในเมืองไทยช่วง 2011 มอเตอร์ เอ็กซ์โป ธันวาคมนี้ ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย จึงเรียบเรียงประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ ซีวิค ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน มาให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกัน
รุ่นแรก ปี 1973-1979
ก่อนปี 1973 ผู้คนส่วนใหญ่รู้จัก ฮอนด้า ในฐานะผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ 2 สูบ 600 ซีซี ก่อนที่ ฮอนด้า จะเพิ่มบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวซีวิครุ่นแรกในปี 1972 มาพร้อมสโลแกน It will get you where you’re going จากนั้นจึงเริ่มทำตลาดในปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน ผู้บริโภคมีความต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน
สอดคล้องกับ ซีวิค ที่เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 1,169 ซีซี 50 แรงม้า จิบน้ำมันเพียง 17 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อขับบนไฮเวย์ ระบบส่งกำลังมีทั้งเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ Hondamatic 2 จังหวะ ตั้งราคาไว้ 2,000 เหรียญสหรัฐ คู่แข่งในยุคนั้นคือ Ford Pinto และ Chevrolet Vega จากนั้นในปี 1974 จึงเพิ่มความจุเป็น 1,237 ซีซี 52 แรงม้า |
| |
 |
| |
| • รุ่นเครื่องยนต์ CVCC |
 |
| |
ปี 1975 เพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ CVCC หรือ Compound Vortex Controlled Combustion ออกแบบฝาสูบเพื่อให้การเผาไหม้มีความสมบูรณ์มากที่สุด มีความจุ 1,488 ซีซี 54 แรงม้า ระบบ CVCC นอกจากจะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังสูงแล้ว ยังช่วยให้ผ่านข้อบังคับด้านมลพิษของสหรัฐอเมริกา และรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยไม่ต้องติดตั้งเครื่องแปรสภาพไอเสีย หรือแคตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ และไม่ต้องใช้น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว
ปี 1978 มีการปรับโฉมเล็กน้อยเช่น กระจังหน้าสีดำ ช่องระบายอากาศบนฝากระโปรงหน้า และไฟเลี้ยวใหม่ ฮอนด้า ซีวิค โฉมแรกนี้มีชื่อเรียกว่า 'ข้าวปั้น' เนื่องจากเป็นรถยนต์ญี่ปุ่น และมีขนาดเล็กทรงมน มีความยาวเพียง 3,550 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,200 มิลลิเมตร ใช้ล้อ 12 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 680 กิโลกรัม ผลิตระหว่างวันที่ 9 มกราคม 1973 ถึง 8 มกราคม 1979 จำนวนทั้งสิ้น 936,774 คัน |
| |
|
| |
รุ่นที่ 2 ปี 1980-1983
ฮอนด้า ซีวิค โฉมที่ 2 มีขนาดใหญ่ขึ้น และรูปทรงปราดเปรียวขึ้น ฐานล้อยาวขึ้นเป็น 2,250 มิลลิเมตรในรุ่นแฮทช์แบ็ก และ 2,320 มิลลิเมตรสำหรับรุ่นแวกอน ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ CVCC 1,335 ซีซี 55 แรงม้า และ 1,488 ซีซี 67 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 4 หรือ 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 2 จังหวะ
รุ่น 1300 และ 1500 DX มีอุปกรณ์มาตรฐานเช่น กระจกหลังมีไล่ฝ้า ที่ปัดน้ำฝนหน่วงเวลา และที่จุดบุหรี่ ส่วนรุ่น 1500 GL เพิ่มยางเรเดียล ที่ปัดน้ำฝนหลังพร้อมที่ฉีดน้ำ มาตรวัดรอบ และนาฬิกา ส่วนรุ่นแวกอนมีรุ่นย่อยเดียวคือ DX
ตัวถังซีดานเปิดตัวในปี 1981 พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 3 จังหวะแทนรุ่นเดิมแบบ 2 จังหวะ ส่วนรุ่นไฟหน้าทรงเหลี่ยมและกันชนสีดำ เปิดตัวในปี 1982 จากนั้นเพิ่มรุ่นประหยัด FE - Fuel Economy มาพร้อมอัตราสิ้นเปลือง 17.6 และ 23 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการใช้งานในเมือง และทางไกล
ในปี 1983 รุ่น 1500 GL ถูกแทนที่ด้วยรุ่น S ซึ่งหมายถึง Sport ติดตั้งช่วงล่างที่หนึบยิ่งขึ้น พร้อมเหล็กกันโคลงหลัง ยาง มิชลิน 165/70 R13 พร้อมติดโลโก้ S สีแดง |
| |
 |
| |
 |
| |
|
| |
รุ่นที่ 3 ปี 1984-1987
เปิดตัวกันยายน 1983 ยังคงบอดี้ 4 ประตูซีดาน ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Ballade เดือนมิถุนายน 1984 ทำตลาดในอังกฤษภายใต้แบรนด์ โรเวอร์ รุ่น 213/216 รุ่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู และสเตชั่นแวกอน ถูกจับรวมกันเป็นรุ่น 5 ประตู Shuttle Wagon หรือ Wagonvan ฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร มิถุนายน 1983 เพิ่มรุ่น CRX ตัวถัง 3 ประตูคูเป้ ทำตลาดญี่ปุ่นในชื่อ Ballade Sports ฐานล้อ 2,200 มิลลิเมตร
ทุกรุ่นใช้ระบบกันสะเทือนหน้าคอยล์สปริง ด้านหลังทอร์ชั่นบาร์พร้อมคอยล์สปริง เครื่องยนต์ยังคงใช้รหัส D และเพิ่มรุ่นใหม่ 1,500 ซีซี CVCC ปี 1984 เพิ่มรุ่นแรงรหัส Si สำหรับตลาดญี่ปุ่น ปรับปรุงระบบกันสะเทือนและใช้เครื่องยนต์ DOHC ZC 1,600 ซีซี 130 แรงม้า ส่วนรุ่นที่ทำตลาดในสหรัฐอเมริกาในชื่อ Civic Si 3 ประตู และ CRX Si ใช้เครื่องยนต์หัวฉีด 12 วาล์ว 91 แรงม้า
พฤศจิกายน 1984 เพิ่มระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นครั้งแรกในรุ่น Shuttle ช่วงแรกมีปุ่มกดสำหรับเข้า-ออกจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่เรียกว่า Realtime เพราะสามารถทำได้ขณะรถวิ่ง กุมภาพันธ์ 1985 เพิ่มรุ่น Quint Integra ตัวถังแฮทช์แบ็ก 3 ประตู ฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร จากนั้นเดือนพฤศจิกายนเพิ่มรุ่น 5 ประตูแฮทช์แบ็ก ฐานล้อ 2,520 มิลลิเมตร |
| |
 |
| |
|
| |
|
| |
รุ่นที่ 4 ปี 1988-1991
มีรหัสตัวถัง EC, ED, EE และ EF ที่คนไทยคุ้นเคย ตัวถังได้รับการออกแบบให้มีความลู่ลมและมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพิ่มพื้นที่กระจกเพื่อให้โปร่งโล่ง ทุกตัวถังมีฐานล้อยาว 2,500 มิลลิเมตร ยกเว้น CRX ฐานล้อ 2,300 มิลลิเมตร เครื่องยนต์ DOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี มีกำลังสูงสุด 70 และ 92 แรงม้าแล้วแต่รุ่นย่อย รุ่นประหยัด CRX HF เครื่องยนต์ 8 วาล์ว 1,500 ซีซี 62 แรงม้า อัตราสิ้นเปลือง 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนรุ่นมาตรฐานมีกำลังสูงสุด 92 แรงม้า และรุ่นแรง 1,600 ซีซี 16 วาล์ว 105 แรงม้า ในรุ่น CRX Si และ Civic Wagon 4WD
เปลี่ยนระบบกันสะเทือนเป็นปีกนก 2 ชั้นทั้ง 4 ล้อ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งสูตร 1 ให้การขับที่ฉับไวและสะดวกสบาย มีความแม่นยำในการบังคับควบคุม
ในรุ่นแรง SiR สำหรับตลาดญี่ปุ่น และ VTi ในตลาดยุโรป ใช้เครื่องยนต์รหัส B16A DOHC VTEC เจนเนอเรชั่นที่ 1 ความจุ 1,595 ซีซี 160 แรงม้า ที่ 7,600 รอบต่อนาที แรงบิด 15.5 กก.-ม. ที่ 7,000 รอบต่อนาที วางใน Civic และ CRX รหัสตัวถัง EF9 และ EF8 รุ่นปี 1989-1991
เมืองไทยมีเฉพาะตัวถังซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี SOHC 16 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์ 90 แรงม้า และมีรุ่นแรงพิเศษ LX-S คาร์บูเรเตอร์คู่ 1,600 ซีซี รุ่นแรกของ ซีวิค ไทย มีกำลังประมาณ 105 แรงม้า |
| |
|
| |
รุ่นที่ 5 ปี 1992-1995
เปิดตัวกันยายน 1991 พลิกแนวทางการออกแบบจากเหลี่ยมสันทรงกล่อง มาเป็นทรงมนท้ายลาด มีรหัสตัวถัง EG, EH, EJ1 และ EJ2 โด่งดังในเมืองไทยด้วยรุ่น 3 ประตู ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร และรุ่น 4 ประตูซึ่งทำตลาดญี่ปุ่นในชื่อ Civic Ferio ฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร และรุ่น CRX ทำตลาดอเมริกาในชื่อ Del Sol มีรุ่น Targa ฐานล้อ 2,370 มิลลิเมตร และรุ่นคูเป้ 2 ประตู ฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร พัฒนาในอเมริกา และเปิดตัวในปี 1993
พฤศจิกายน 1992 ฮอนด้าทำตลาดภายใต้แบรนด์ Isuzu Gemini สิงหาคม 1992 ซีวิค รุ่นนี้ก็ขึ้นสายการผลิตในอังกฤษ และทำตลาดในชื่อ Rover 400 ส่วนเมืองไทยทำตลาดด้วยรุ่น 4 ประตู ช่วงแรกทำตลาดด้วยเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น หัวฉีด VTEC ส่วนรุ่น 3 ประตูมีเฉพาะเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ |
| |
|
| |
|
| |
รุ่นที่ 6 ปี 1996-2000
รหัสตัวถัง EK4, EK5, EK3, EJ6, EJ7,EJ8, EJ9, EM1 และ EK9 ตัวถังยังคงสไตล์เดียวกับ EG ใช้เครื่องยนต์ VTEC 1,600 ซีซี 120 แรงม้า ในปี 1998 เพิ่มรุ่นคูเป้ จากนั้นช่วงต้นปี 1999 มีการปรับโฉมครั้งใหญ่เพิ่มความปราดเปรียว ปรับปรุงเครื่องยนต์เดิมให้มีมลพิษน้อยลงในรุ่น VTEC LEV หรือ Low Emission Vehicle 127 แรงม้า จากนั้นเพิ่มรุ่น 1,800 ซีซี เครื่องยนต์ B18B 145 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ส่วนในต่างประเทศช่วงแรกเน้นความประหยัดด้วยเครื่องยนต์ VTEC-E 1,600 ซีซี 115 แรงม้า จิบน้ำมัน 16.6 และ 19 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการใช้งานในเมืองและไฮเวย์ มีการเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT ในบางรุ่นย่อย จากนั้นเพิ่มรุ่น LEV ในเครื่องยนต์ 1,600 ซีซี 106 แรงม้า และรุ่น VTEC LEV 127 แรงม้า และมีรุ่นแรง Si กลับมาทำตลาดอีกครั้งในตัวถังคูเป้ ใช้เครื่องยนต์ B16A 4 สูบ 1,600 ซีซี DOHC VTEC 160 แรงม้า แรงสุดกับ Civic Type R ซึ่งรหัสตัวถัง EK9 เป็นต้นกำเนิด ใช้เครื่องยนต์ B16B 185 แรงม้า เปิดตัวในปี 1998 |
| |
|
| |
รุ่นที่ 7 ปี 2001-2005
กลับมาใช้ตัวถังทรงกล่องอีกครั้ง แต่มีความโค้งมนกลมกลืน มี 3 ตัวถังคือ ซีดาน, คูเป้ และแฮทช์แบ็ก มีรหัสตัวถัง EM2, ES1, EP3 และ EU1 เป็น ซีวิค รุ่นแรกที่มีรุ่นไฮบริดให้เลือก มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 19.5 และ 21.7 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการใช้งานในเมืองและไฮเวย์ ส่วนรหัสแรง Type R ตัวถัง EP3 เปิดตัวในปี 2001 ตัวถังแฮทช์แบ็ก 3 ประตูสำหรับตลาด UK ผลิตจากโรงงานในเมืองสวินดอน ประเทศอังกฤษ เครื่องยนต์ K20A เบนซิน 4 สูบ DOHC i-VTEC 2,000 ซีซี 200 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และส่งกลับมาทำตลาดในญี่ปุ่นโดยมีกำลังสูงสุด 215 แรงม้า
เมืองไทยมีเฉพาะรุ่นซีดาน ES1 เครื่องยนต์ 4 สูบ 1,700 ซีซี SOHC 120 แรงม้า และ VTEC LEV 130 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 4 จังหวะ เปลี่ยนระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแม็กเฟอร์สันสตรัตเนื่องจากใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่า และสามารถออกแบบให้รถต่ำลงได้ ส่วนด้านหลังยังคงเป็นปีกนก 2 ชั้น ช่วงปี 2003 เพิ่มรุ่นแรง 2.0 ใช้เครื่องยนต์ K20A บล็อกเดียวกับ CR-V และ Stream เป็นแบบ 4 สูบ DOHC VTEC LEV 155 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ |
| |
|
| |
รุ่นที่ 8 ปี 2006-2011
มีรหัสตัวถัง FD2, FA1, FG1, FG2, FA5, FK และ FN โดย ฮอนด้า แบ่ง ซีวิค รุ่นนี้ออกเป็น 2 แพล็ตฟอร์ม สำหรับตลาดญี่ปุ่นกับอเมริกาเหนือ มีตัวถังซีดานและคูเป้ ทำตลาดอเมริกาในชื่อ Acura CSX ส่วนตลาดยุโรปมี 2 ตัวถัง คือ แฮทช์แบ็ก 3 และ 5 ประตู ใช้เครื่องยนต์ VTEC 1,400 และ 1,800 ซีซี และรหัสแรง Type R ตัวถัง FN2 แบบ 3 ประตู เครื่องยนต์รหัส K20Z4 เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC 2,000 ซีซี 198 แรงม้า
ส่วนเวอร์ชั่นญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ เป็นตัวถังเดียวกับที่ทำตลาดในเมืองไทย รุ่นซีดาน 4 ประตูรหัสตัวถัง FD2 มีรุ่น Type R เช่นเดียวกัน ใช้เครื่องยนต์ K20A 225 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ส่วนรุ่นพื้นฐานที่ทำตลาดในเมืองไทยประกอบด้วย 1,800 ซีซี i-VTEC SOHC 16 วาล์ว 140 แรงม้า และ 2,000 ซีซี i-VTEC DOHC 16 วาล์ว 155 แรงม้า เกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ 5 จังหวะ หลังเปิดตัวโฉมแรกช่วงปี 2005 ก็มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ปลายปี 2009 เปลี่ยนไฟหน้า-ไฟท้าย กระจังหน้า และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน • |
| |
|
| |
|
| |
|
|
|