|
 |
| เรื่อง : เมอร์เซเดส เบนซ์ ประเทศไทย |
Wednesday, 15 June, 2011 4:19 AM
|
|
| |
| |
เมื่อรถยนต์คันแรกของโลก ซึ่งเป็นรถสามล้อที่มีชื่อว่า เบนซ์ เพเทนท์ มอเตอร์ คาร์ (Benz Patent Motor Car) ได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นโดย คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) หลังจากได้รับการจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1886 พร้อมสิทธิบัตรหมายเลข DRP No. 37435 จากนั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการคมนาคม และเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตของคนในสมัยนั้น โดยทั้ง คาร์ล เบนซ์ และ กอตต์ลีบ เดมเลอร์ (Gottlieb Daimler) ถือได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานของระบบการขนส่งรถยนต์ |
| |
 |
| |
| • คาร์ล เบนซ์ และกอตต์ลีบ เดมเลอร์ ผู้วางรากฐานของโลกยานยนต์ |
| |
 |
| |
| • เบนซ์ เพเทนท์ มอเตอร์ คาร์ ซึ่ง คาร์ล เบนซ์ ได้จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์คิดค้นรถยนต์คันแรกของโลก |
 |
| |
ทั้งสองได้ลงทุนพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดย เบนซ์ ก่อตั้งบริษัท เบนซ์ & ซี (Benz & Cie.) ในเดือนตุลาคม ปี 1883 ส่วน เดมเลอร์ ได้ก่อตั้ง บริษัท เดมเลอร์-มอร์ทัวร์เรน-เกเซลชาฟท์ หรือ ดีเอ็มจี (DMG: Daimler-Motoren-Gesellschaft) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1890 ซึ่งแต่ละบริษัท ต่างพยายามเฟ้นหาเครื่องหมายการค้าที่เหมาะสมของตน จนกระทั่งเมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เดมเลอร์-มอร์ทัวร์เรน-เกเซลชาฟท์ ก็ได้นำชื่อ 'เมอร์เซเดส' ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1902
จุดเริ่มต้นของการถือกำเนิดชื่อแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น เกิดจากชื่อของลูกสาวของ เอมิล เยลลิเน็ก (Emil Jellinek) ซึ่งมีชื่อว่า เมอร์เซเดส หมายถึง 'ความสง่างาม' โดย เอมิล นับเป็นลูกค้าคนสำคัญของ บริษัท เดมเลอร์-มอร์ทัวร์เรน-เกเซลชาฟท์ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ และจัดจำหน่ายรถยนต์ของ เดมเลอร์ ให้เป็นที่รู้จัก นอกจากนั้น เยลลิเน็ก ยังเป็นนักแข่งรถตัวยง โดยใช้นามแฝงว่า เมอร์เซเดส ในฐานะนักแข่งเป็นประจำ |
| |
 |
| |
| • เอมิล เยลลิเน็ก ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายรถยนต์ของเดมเลอร์ให้เป็นที่รู้จัก และยังเป็นนักแข่งรถตัวยง โดยใช้นามแฝงว่า เมอร์เซเดส |
| |
 |
| |
| • ชื่อของลูกสาวของเอมิล เยลลิเน็ก ซึ่งมีชื่อว่า เมอร์เซเดส จุดเริ่มต้นของการถือกำเนิดชื่อแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ |
| |
 |
| |
กระทั่งวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1900 ดีเอ็มจี ได้ส่งรถยนต์คันแรก ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 35 แรงม้า ซึ่งถือเป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์กำลังแรงสูง ติดตั้งเครื่องยนต์ตรงส่วนหน้ารถ และขับเคลื่อนด้วยแรงส่งของล้อด้านหลัง 2 ล้อ มีโครงสร้างเป็นเหล็กกล้า ดวงไฟ กระจังหม้อน้ำแบบรวงผึ้ง และมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทันสมัย นับเป็นประดิษฐกรรมชิ้นโบว์แดงในยุคนั้น โดย เยลลิเน็ก ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวลงสังเวียนแข่งขันความเร็วในสนามที่เมืองนีซ ในเดือนมีนาคม ปี 1901
จากวันนั้นรถยนต์ เมอร์เซเดส ได้แสดงความเป็นหนึ่งให้ทุกคนได้ประจักษ์ในทุกๆ ด้าน และกลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนมากขึ้น นอกจากนั้นรถยนต์ เมอร์เซเดส รุ่น 35 HP ยังเป็นยานพาหนะคันแรก ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบรถยนต์สมัยใหม่คันแรกของโลก และส่งผลให้แบรนด์ เมอร์เซเดส กลายเป็นตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ ในฐานะแบรนด์รถยนต์สมัยใหม่แบรนด์แรกของโลก นอกจากนั้นยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดรถยนต์คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ อีกมากมายแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ |
| |
 |
| |
| • รถยนต์เมอร์เซเดสรุ่น 35 HP เป็นยานพาหนะคันแรกที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบรถยนต์สมัยใหม่คันแรกของโลก |
 |
| |
กำเนิดสัญญลักษณ์ดาว 3 แฉก: The Three-Pointed Star
ตราสัญลักษณ์รูปดาวสามแฉกที่ทุกคนรู้จัก และจดจำมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มาจากการที่ กอตต์ลีบ เดมเลอร์ ได้นำรูปดาวไปติดไว้เหนือหลังคาบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ และเขียนจดหมายบอกกับภรรยาไว้ว่า 'สักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะเปล่งประกายเหนือโรงงานแห่งนี้' ซึ่งเขาได้นำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท ดีเอ็มจี และได้รับการยอมรับ จนได้นำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในรูปของ ดาวสามแฉก ในเดือนมิถุนายน ปี 1909 และติดตั้งเป็นตราสัญลักษณ์อันโดดเด่น เหนือกระจังหม้อน้ำรถยนต์ตั้งแต่ปี 1910 เป็นต้นมา |
| |
 |
| |
| • เครื่องหมายการค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ หลังจากที่ดีเอ็มจี และเบนซ์ & ซี รวมกิจการกลายเป็น เดมเลอร์-เบนซ์ เอจี |
 |
| |
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 อุตสาหกรรมรถยนต์อยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ ดีเอ็มจี และ เบนซ์ & ซี จึงได้ร่วมมือด้านการตลาดร่วมกันในปี 1924 เพื่อให้สามารถแข่งขัน และยืนหยัดอยู่ในสถานการณ์นั้นได้ แต่ทั้งสองบริษัท ยังคงใช้เครื่องหมายการค้ากันคนละแบบ
กระทั่งในเดือนมิถุนายน ปี 1926 ทั้งสองจึงได้รวมกิจการเป็นบริษัทเดียวกันภายใต้ชื่อ เดมเลอร์-เบนซ์ เอจี (Daimler-Benz AG) และได้มีการออกแบบเครื่องหมายการค้าใหม่ขึ้นมา โดยนำเอาลักษณะเด่นในสัญลักษณ์ของทั้งสองบริษัทมาใช้ คือ ดาวสามแฉกที่รอบล้อมด้วยชื่อ เมอร์เซเดส และ เบนซ์ โดยมีช่อชัยพฤกษ์เป็นตัวเชื่อม ทำให้กลายเป็นเครื่องหมายการค้า 'เมอร์เซเดส-เบนซ์' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคุณภาพและความปลอดภัย ที่มีความเป็นมาอันยาวนาน จนกลายเป็นคำสามัญที่ทุกคนทั่วโลกรู้จัก |
| |
 |
| |
| ♦ ตราสัญลักษณ์รูปดาวสามแฉกตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน |
 |
| |
ล่าสุดในปลายปี 2010 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ใหม่อีกครั้ง ให้ดูมีมิติมากขึ้น เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำ ที่พร้อมจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ แก่โลกของยานยนต์แห่งอนาคตอย่างยั่งยืน อาทิ การบุกเบิกรถไฟฟ้า smart fortwo, B-Class F-cell และ A-Class E-Cell การนำเสนอเครื่องยนต์ V6 และ V8 ด้วยเทคโนโลยีแบบ BlueDIRECT เป็นต้น
ทั้งนี้เนื่องจากตราสัญลักษณ์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นับเป็นสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก จึงทำให้ เมอร์เซเดส จำเป็นต้องพยายามรักษาคุณค่าของตราสัญลักษณ์ที่สื่อความเป็นผู้นำนี้ไว้ เพื่อแสดงถึงการเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยียานยนต์อย่างแท้จริง |
| |
 |
| |
| • 'สปอร์ตแห่งศตวรรษ' Mercedes-Benz 300 SL Gullwing |
 |
| |
จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน และน่าภาคภูมิใจของตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ และชื่อเสียงที่เกิดมาจากความมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำ (Ambition to lead) ในบทบาทของการเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่...
ความสมบูรณ์แบบ (perfection) หมายถึง มาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงมาตรฐานในระบบความปลอดภัย ซึ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่น และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์มาเป็นเวลากว่า 125 ปี
ความงดงามน่าหลงใหล (fascination) หมายถึง สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการออกแบบอันทันสมัย มีความเป็นสปอร์ต ซึ่งสามารถเพิ่มความเร้าใจ และน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Mercedes-Benz 300 SL หรือ เบนซ์ปีกนกนางนวล (Gullwing) ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็น 'รถสปอร์ตแห่งศตวรรษ' มาแล้ว
ปิดท้ายด้วย ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง ความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของการผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยี และพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม ด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน BlueEFFICIENCY ซึ่งเป็นการตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อการก้าวสู่บทบาทผู้นำแห่งอนาคต นอกจากนั้นยังรวมถึงการสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสม และการดูแลเอาใจใส่อย่างดีแก่ลูกค้า |
| |
 |
| |
| • รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น 28 HP เป็นรถยนต์ที่นำมาใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 |
 |
| |
สำหรับตำนานดาวสามแฉกในเมืองไทย เริ่มเข้ามามีบทบาทเมื่อรัชกาลที่ 4 ได้มีการตัดถนนสายแรกที่มีชื่อว่า ถนนเจริญกรุง เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของรถม้า และรถลาก จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย
ในปี 1904 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้สั่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดส โดยปรากฏหลักฐานการสั่งซื้อ ผ่านเอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส และมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 1904 โดย กรมหลวงราชบุรีฯ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 ทำให้รถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่น 28 HP 4 สูบ เครื่องยนต์ 35 แรงม้า หมายเลขแชสซี 2397 หมายเลขเครื่องยนต์ 4290
ปัจจุบันนี้ตำนาน 'ดาวสามแฉก' ได้ส่องแสงนำทางอยู่บนท้องถนนเมืองไทย นับเป็นเวลามากกว่า 100 ปี เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับความนิยมในฐานะรถยนต์คุณภาพชั้นนำ ที่รับใช้คนไทยสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยมาหลายยุคสมัย จวบจนวันนี้ได้มีรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โลดแล่นอย่างโดดเด่นเป็นสง่าทั่วประเทศไทยมาแล้วกว่า 100,000 คัน โดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมเลิศหรูในประเทศไทยอย่างแท้จริง • |
| |