| |
|
 |
|
| |
 |
| |
ไม่น่าแปลกใจที่สุดท้าย Brian O'Conner จะเลือกเจ้าก๊อดซิล่า Nissan GT-R ซึ่งในหนังน่าจะเป็นรุ่นปี 2010 กำลัง 485 แรงม้า ถ้าดูจากแม๊กลายเก่า และกันชนหน้าที่ไม่ใช่ตัว Facelift เพิ่มไฟ LED (รุ่นปี 2011 เขยิบขึ้นไปเป็น 530 แรงม้า) มานอนกอดไปพลางๆ ช่วงภรรยาท้องแก่ เพราะแต่ไหนแต่ไรพี่แกก็นิยมตระกูล GT-R มาแต่อ้อนแต่ออก ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน The Fast and the Furious ภาคแรก Brian O'Conner ยังเป็นแค่เกรียนในสายตานักเลงรถ ที่โผล่มากับ Mitsubishi Eclipse RS-T 420A ปี 1999
แน่นอน มันไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ เมื่อคู่แข่งแต่ละคันนั้นระดับโปร สุดท้ายจึงมาได้ Toyota Supra คันสีส้ม ที่แต่งมาเต็มๆ ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวที่เดียว เพราะยุคนั้นเครื่องตระกูล 2J ก็เป็นหนึ่งในตองอู เอามาโมฯ กันได้สุดๆ ไม่แพ้เครื่องตระกูล RB26 แต่ถ้าจะเล่นกันจริงๆ เหล่านักเลงรถก็จะเลือกเล่นตระกูล RB มากกว่า อีกทั้ง Supra ก็หยุดทำตลาดไป ของเล่นก็เลยไม่มีให้สนุก |
| |
 |
| |
| • Mitsubishi Eclipse ของเกรียน Brian จากภาคแรก (ภาพ : By IsaacMTSU จาก flickr) |
| |
 |
| |
| • หลังจากหายเกรียน Brian กลับมาอีกครั้งกับ Toyota Supra |
| |
 |
| |
| • Nissan Skyline GT-R ที่ Brian ใช้ใน 2 Fast 2 Furious |
 |
| |
มาถึงภาคต่อ 2 Fast 2 Furious หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร คราวนี้ Brian O'Conner กลับมาแบบเซียน และมี Nissan Skyline GT-R R34 เป็นรถคู่ใจ และเป็นรถที่ใครก็ยอมรับว่าเจ๋งจริง นี่แหละน่าจะเป็นที่มา 'รถในฝัน' ของตำรวจสายสืบคนนี้
ในภาค 4 Fast & Furious หนังนั้นวนเวียนอยู่บนทางฝุ่นเสียมากกว่าทางเรียบ Brian เลยหันไปคบกับสิงห์ทางฝุ่นอย่าง Subaru Impreza WRX STI ปี 2009 ที่ปรกติก็แรงเอาการ แต่ก็ยังแต่งเพิ่มด้วย ท่อไอดี Perrin, ท่อไอเสีย Remus และ ล้อ Enkei NT03+M โดยไม่ลืมชุดไนตรัส ที่ต้องมีในรถทุกคันของเรื่อง |
| |
 |
| |
| • Nissan Skyline GT-R ที่ Brian ใช้ใน Fast and Furious คันที่วิ่งไปมาในสตันท์ซีนทั้งหลาย คือ GT-S ที่ถูกแปลงโฉมเป็น GT-R เทอร์โบชาร์จ ด้วยบอดี้ไฟเบอร์กลาส มีด้วยกันทั้งหมด 6 คัน และทุกคันไม่มีเทอร์โบชาร์จ รวมทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หลังจากถ่ายทำเสร็จ มี GT-S รอดชีวิต 4 คัน ส่วน 2 คันที่เหลือจบชีวิตลง วิญญาณล่องลอยไปสู่จังค์ยาร์ด |
| |
 |
| |
| • ใน Fast and Furious ตัวแรง Subaru Impreza WRX STI คันนี้ ดอม ฉกมาให้ไบรอันดื้อๆ |
| |
 |
| |
| • GT-R ใน FAST FIVE |
 |
| |
มาถึงภาค 5 เมื่อต้องหนีไปอยู่บราซิล ครั้นจะให้ขับ GT-R รุ่นล่าสุด ก็คงจะไม่เหมาะสมกับสถานภาพอดๆ อยากๆ แต่ก็ไม่วายจะหา GT-R รุ่นแรกมาแต่งใช้แก้ขัดไปก่อน (ขอแยก GT-R 1972 ไปอีกไฟล์นึงนะครับ) พอภาระครั้งสุดท้าย จบแบบรอดตายมาได้ ส่วนแบ่งคนละ 11 ล้านดอลลาร์ จึงผันมาเป็นรถในฝัน Nissan GT-R รุ่นปี 2010 แม้ราคาจะไม่แพงเวอร์เหมือนคนอื่น แต่ราคาระดับ 85,000 ดอลลาร์ ก็เข้าขั้นรถสปอร์ตเทพเช่นกัน ถ้าไม่ใช่คันนี้ ด้วยจำนวนเงินที่พอๆ กันก็มีตัวเลือก เช่น BMW 6 Series, BMW M5, Chevrolet Corvette, Dodge Viper, Jaguar XF และ Porsche 911 • |
| |
 |
| |
| • ไอเดียในการนำ Skyline GT-R รุ่นปี 1972 มาขึ้นจอ เป็นของ Justin Lin ซึ่งเขาได้เลือก 5 อันดับรถในดวงใจ หลังการถ่ายทำออกมาดังนี้ อันดับหนึ่ง Skyline 1972 อันดับสอง GT-R 2008 อันดับสาม Charger 1970 อันดับสี่ Corvette Grand Sport 1965 และ Monte Carlo จากภาค Tokyo Drift |
| |
 |
| |
| |
ไม่รู้เพราะ ไครสเลอร์ จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Lin หรือเปล่า ที่ทำให้ ดอม เลือก Dodge Challenger SRT8 มาเป็นรถในฝันของตัว โธ่... มีเงินตั้ง 11 ล้านดอลลาร์ ไหงมาเลือกคันนี้เฉยเลย นึกแล้วมันขัดใจจริงๆ ถึงแม้ว่าตระกูล Challenger จะมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 40 ปี แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังไงมันก็ยังโด่งดังไม่สุดเหมือนคู่แข่ง Pony Car คันอื่นๆ อย่าง Ford Mustang, Chevrolet Camaro หรือ Plymouth Barracuda รวมถึง Pontiac Firebird
งานออกแบบภายนอก ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่มีอะไรโดดเด่น ภายในยิ่งแล้วใหญ่ โล้นเลี่ยนจนไม่มีอะไรให้มอง เส้นทางการทำตลาดเลยลุ่มๆ ดอนๆ ผลุบๆ โผล่ๆ ดังนั้นในระยะ 40 ปีของตำนาน Challenger จึงมีเพียงแค่ 3 เจเนอเรชั่นเท่านั้น เจเนอเรชั่นที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 70 - 74 ทำตลาดอยู่แค่ 4 ปีก็หยุดพักไป 4 ปีเท่าๆ กับที่ทำตลาด ถึงจะกลับมาอีกครั้งในปี 78 - 83 รอบนี้ทำตลาดอยู่ 5 ปีก็กลับหลุมไปอีกรอบ
ก็แน่ล่ะ... ไครสเลอร์ คิดเล่นง่ายๆ ไปเอา Mitsubishi Galant Lambda คูเป้ 2 ประตูในคลาส ซับคอมแพคท์ มาเปลี่ยนป้ายตั้งขายเอาดื้อๆ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุน แต่สุดท้ายก็ยิ่งขาดทุน หนำซ้ำยังจูงคุณค่าแบรนด์ลงเหวไปด้วยกันเลยในคราวเดียว แต่ก็นั่นแหละในยุค 70 - 80 น้ำมันแพงมหาโหด เหล่าค่ายรถอเมริกันปรับตัวไม่ทัน ก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ไม่เฉพาะ ไครสเลอร์ รายเดียวเสียเมื่อไหร่ กลยยุทธ์บริหารต้นทุนก็ยังเพิ่งจะเริ่มพัฒนา ลองผิดลองถูกกันไป |
| |
 |
| |
| • 1978 Dodge Challenger มากับคอนเซ็ปท์ Small but Sporty |
 |
| |
เอาเป็นว่า ถ้าจะหาทางออกให้ ดอม ว่าเหตุใดเฮียแกถึงชื่นชอบรถคันนี้ ก็ต้องมาลงลึกกับสัญลักษณ์เล็กๆ ตรงกระจังหน้าของรถ ที่มีแปะเครื่องหมาย SRT เอาไว้ เพียงแค่นี้แหละ ทำให้ Challenger ของพี่แกขยับสถานะจาก Pony Car ไปอยู่ในกลุ่ม Muscle Car ทันที ฟังดูเหมือนจะสมน้ำสมเนื้อกับศักดิ์ศรี และความรวยของเฮียแกหน่อย เพราะ SRT นั้นย่อมาจาก Street & Racing Technology แผนกโมฯ รถของ ไครสเลอร์ ที่เริ่มต้นกับโครงการ Dodge Viper ต่อมาจึงไปรวมเอาทีมพัฒนา Plymouth Prowler เข้ามา และเปลี่ยนชื่อเป็น Specialty Vehicle Engineering (SVE) แล้วก็เปลี่ยนอีกครั้งเป็น Performance Vehicle Operations (PVO) ก่อนจะกลับมาใช้ชื่อ SRT อีกครั้ง
ถึงบรรทัดนี้ แฟนหนังอย่าคิดนะครับว่า รถเฮียคันนี้น่ะเจ๋งแล้ว เพราะพอขยับคลาสขึ้นไป คู่แข่งก็ยิ่งโหด แค่ Ford Mustang ตระกูลเดียว ก็มีรุ่นโหดที่สามารถจัดเข้าไปอยู่ในคลาส Muscle Car ได้เป็นกระบุง ทั้ง Cobra II, King Cobra, McLaren M81, SVT Cobra, SVO Bullitt, FR500 และ AV8R ถ้าไปรวมเอาครอบครัว GT ของ Shelby มาด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่
ตระกูล Torino ของ Ford ที่เป็น Muscle Car แท้ๆ แม้จะเลิกทำตลาดไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงก็ไม่ได้มีอะไรให้ด่างพร้อย ผู้คนยังจดจำและฝันถึงเจ้า The Gran Torino ปี 1972 - 1976 มาตลอด (Torino รุ่นธรรมดาชื่อเสียงก็ธรรมดาเหมือนกัน ยกเว้น The Gran Torino ที่ขึ้นทำเนียบรถหายาก) |
| |
 |
| |
| • Road Runner - Plymouth Superbird |
 |
| |
ค่าย GM มี Pontiac GTO ตัวเจ็บ ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 64 จนถึงปัจจุบัน เรียกว่าแทบไม่ขาดช่วง จะมีก็ช่วงชุลมุนระหว่างปี 75 - 99 ที่สายการผลิตอย่างเป็นทางของ GM ได้ยกเลิก GTO ไป แต่ดีลเลอร์ก็ยังอยากมีขายเป็นออปชั่น จึงมีการเอาป้าย GTO ไปแปะรุ่นโน้นรุ่นนี้แบบดื้อๆ ทั้ง LeMans Sport Coupes และ Firebird Trans Am แต่ก็ไม่ทำให้เสียแบรนด์ GTO ซ้ำยังเป็นการตอกย้ำว่า GTO ยังไม่ตาย จน GM ต้องเอากลับมาใหม่ในปี 77 แต่เปลี่ยนไปใช้ชื่อ Can Am
แม้กระทั่งค่าย Plymouth ที่อยู่ใต้ชายคา ไครสเลอร์ ด้วยกัน ก็ยังมีตระกูล Road Runner ที่น่าเกรงขาม ยิ่งรุ่น Superbird ปี 70 ด้วยแล้ว SRT ยิ่งต้องหลบเข้าข้างทางให้ไว เพราะ Superbird นั้นผลิตมาเพื่อเป็นตัวแข่ง NASCAR โดยเฉพาะ แค่เครื่องแต่ละรุ่นที่ผ่านโมฯ มาใหม่ เห็นชื่อแล้วก็หนาว แรงสุดก็เห็นจะเป็นบล็อกในตำนานอย่าง 426 Hemi V8 รองลงมาเป็น 440 Super Commando คาร์บูเรเตอร์แบบ 3 พอร์ทชนิดคู่ และปิดท้ายด้วย 440 Super Commando คารบูเรเตอร์ 4 พอร์ท |
| |
 |
| |
จะว่าไปผมก็ลำเอียงเห็นๆ แหละครับ ด้วยความที่ไม่เคยประทับใจกับรูปทรงในอดีตของมัน และก็ไม่ชอบการออกแบบภายในของเจ้า Dodge Challenger เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ตัวปัจจุบันนี้เอามากๆ ความที่มันถูกออกแบบมาไม่สมกับความเป็นรถสปอร์ตเอาเสียเลย เห็นแล้วนึกว่าเป็นรถเกาหลีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่คนจะมองครับ อเมริกันที่มีอายุสักหน่อยก็จะชอบ เขาว่ามันใช้งานง่ายดี ขึ้นไปนั่งปุ๊ป รู้ปั๊ปว่าปุ่มไหนทำอะไร อยากทำอะไรต้องกดตรงไหน ไม่เสียเวลามาควานหา
แต่เราๆ คนเอเชีย ชอบของที่มีดีไซน์หน่อย มีปุ่มแพรวพราวไฮเทคแบบยุโรป ก็ว่ากันไป แต่ถ้าไปเทียบกับรถสปอร์ตระดับเดียวกัน ราคาประมาณ 45,000 ดอลลาร์ SRT8 คงหนาวๆ พิกล เพราะคู่แข่งท๊อปคลาสอย่าง Ford Shelby ราคาเริ่มต้นที่ 48,000 เท่านั้นเอง หรือถ้าชอบสปอร์ตเมืองเบียร์ Baby Porsche อย่าง Boxster ราคาก็เริ่มที่ 48,000 พอๆ กัน
ไม่น่าแปลกใจที่ Challenger ทำยอดขายป้วนเปี้ยนอยู่หลักหมื่น/ปี ต่างจากตระกูล Mustang ที่โกยอยู่ปีละ 150,000 คัน |
| |
 |
| |
| • Dodge Challenger SRT8 รุ่นปี 2008 |
| |
 |
| |
| • Dodge Challenger SRT8 รุ่นปี 2011 |
 |
| |
แต่ถ้ามองในแง่ดี... มันก็ดีเหมือนกันครับ ถือว่ารถไม่โหล ภายนอกดุดัน ทรวดทรงองค์เอวดีไซน์ได้โดนใจทีเดียว ยิ่งแต่งสีคาดลายสไตล์ Muscle car ยิ่งสวยดุขึ้นเป็นกอง จะน่าเสียดายเล็กน้อยก็ตรงลายคาดฝากระโปรงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ดอดจ์ แบบที่เห็นบนคันสีส้ม เพราะในรุ่นปี 2011 ลายคาดเปลี่ยนมาเป็นลาย Shelby ยังดีที่เครื่องยนต์แรงไม่แพ้ใคร บล็อก 392 วี 8 ขนาด 6.4 ลิตร ระบบวาวล์แปรผัน 470 แรงม้า ควอเตอร์ไมล์ได้ 12.4 วินาที |
| |
 |
| |
Dodge Challenger SRT8 2011 VS Nisan GT-R 2010
ฉากสุดท้าย ไบรอัน กับ GT-R ยังไม่หายข้องใจ เลยขอท้าดวล ดอม ที่โผล่มากับ Challenger SRT8 อีกสักรอบ ในหนังไม่มีผลให้ลุ้นว่าใครชนะ แต่ถ้าจะเดากันบนกระดาษ ก็ต้องบอกว่า ไบรอัน ฝีมือ ชื่อชั้น ประสบการณ์ เป็นรองอยู่นิดๆ แต่ควบรถ GT-R 485 แรงม้า ขับ 4 ล้อ นั้นได้เปรียบกว่า 470 แรงม้า ขับหลังแบบเห็นๆ ยิ่งไปทางคดเคี้ยวบนภูเขาตามฉากจบ ยิ่งได้เปรียบเข้าไปอีก
แม้ความเร็วสูงสุดอาจจะไม่ได้ใช้ แต่ Challenger มีแรงบิดมหาศาลในรอบต่ำสไตล์รถอเมริกัน ช่วงล่างเซ็ตมาแบบกลางๆ ขับสนุกได้ทุกวัน แชสซี FR มีดีพอตัว แต่ไม่สปอร์ต ระบบกันสะเทือนหน้าปรับปรุงมาจาก S-Class ตัวที่แล้ว W220 ระบบกันสะเทือนหลังปรับปรุงมาจาก E-Class ตากลม W210 ถ้า ไบรอัน ไม่ยางแตก หรือขับหลุดโค้งลงเหวไปก่อน Nisan GT-R ก็น่าจะชนะ Challenger SRT8 ของ ดอม ได้เหมือนกัน (ถ้าไม่โดนแกล้งสะกิดท้ายจนหมุนแบบใน Fast and Furious นะ) • |
| |