| |
|
 |
|
| |
 |
| |
สารภาพตามตรงครับ ว่าตอนที่รถ 2 คันนี้โผล่ออกมาตอนท้ายเรื่อง ผมก็สังเกตรายละเอียดแทบไม่ทันเหมือนกัน ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันเป็นรถรุ่นไหนกันแน่ เพราะมาแบบแว๊บๆ จริงๆ จอดไกลๆ แบบนี้ ยี่ห้อน่ะพอเดาออก แต่ชื่อรุ่นนี่สิ ยากจะฟันธง เพราะรถ Koenigsegg นี่หน้าตามันคล้ายๆ กันเหลือเกิน
Koenigsegg ถูกพัฒนาต่อกันมาเรื่อยๆ ทุก 2 ปี เลยไม่รู้ว่าแต่ละคันเป็น ไมเนอร์เชจน์ หรือ โมเดลเชนจ์ กันแน่ ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้คงจะลำบาก สุดท้ายมาสะดุดตอนที่ตา โรมัน ปากหวาน เอามาคุยว่ามีแค่ 4 คันในโลก ก็เลยพอจะเดาได้คร่าวๆ แต่ก็ยังสับสนอยู่เหมือนกัน เพราะหนังเรื่องนี้โม้เอาการกับฉากแอ็คชั่น เรียกว่าทำให้ดูเอามันส์ คนดูก็อย่าไปซีเรียสมาก พอถึงเรื่องข้อมูลความจริงก็เลยชักไม่เชื่อใจ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ทีมงานเขาทุ่มเทเรื่องข้อมูลมาก
เอาเป็นว่าพอตั้งสติได้ก็ต้องเชื่อครับ ว่าเจ้า Koenigsegg CCXR Edition รุ่นนี้มันมีแค่ 4 คันจริงๆ ราคา 2.13 ล้านดอลลาร์ อันนี้หนังไม่ได้ล้อเล่น บางคนสับสนว่ามันมี 6 คัน นั่นก็เพราะไปนับเอา CCX Edition ราคาคันละ 2 ล้านดอลลาร์ ที่ผลิตแค่ 2 คันเข้าไปด้วย ซึ่งรุ่น Edition นี้หมายถึง Limited Edition หรือ Special Edition ที่ปรับโน่นนิด แต่งนี่หน่อย เช่น ล้อคาร์บอนน้ำหนักเบาเพียง 3 กก. สปอยเลอร์หน้าและหลัง รวมถึงเบรกคาร์บอนเซรามิค (รวมๆ ก็เยอะเหมือนกัน) นั่นเอง |
| |
 |
| |
Koenigsegg ก่อตั้งบริษัทในปี 1994 โดยเจ้าของตั้งเป้าไว้ว่า จะผลิตซูเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในโลกให้ได้ หลังจากพัฒนาอยู่ 4 ปี จึงเปิดตัวซูเปอร์คาร์คันแรกในปี 1998 คือ CC และเมื่อโมเดลเชนจ์เป็น CC8S ในปี 2002 ความฝันจึงกลายเป็นจริง เมื่อ CC8S สามารถล้มแชมป์อย่าง McLaren F1 ที่ครองตำแหน่งมานานถึง 12 ปีลงได้ (ความเร็วทดสอบจริง 386.7 กม./ชม.) ด้วยสถิติความเร็ว 389 กม/ชม. (คำนวณในกระดาษ)
อีก 2 ปีถัดมา ในปี 2004 CCR ซูเปอร์คาร์ตัวใหม่ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากรุ่น CC8S จึงสามารถครองตำแหน่งได้อย่างสง่าผ่าเผย ด้วยสถิติความเร็วทดสอบจริง 387.37 กม./ชม. แต่สุดท้ายก็ต้องมาเสียตำแหน่งเจ้าความเร็วให้ Bugatti Veyron ในปี 2006 ที่ใช้เครื่องขนาดยักษ์ 8 ลิตร 16 สูบ 1200 แรงม้า ทำความเร็วไว้ 407.5 กม./ชม. จนวันนี้ก็ยังไม่มีใครแซงได้ |
| |
 |
| |
| • Koenigsegg CCR รุ่นปี 2004 |
 |
| |
เรื่องตำแหน่งเจ้าแห่งความเร็วนี่พูดลำบาก เพราะทุกปีตำแหน่งอาจมีเปลี่ยนแปลงได้ โดยบางครั้งตัวเลขที่เคลมกัน ก็เป็นตัวเลขในกระดาษ หรือแค่ทดสอบแบบส่วนตัว ไม่ใช่ตัวเลขขับจริงมีบุคคลภายนอกเป็นพยาน การจัดลำดับจึงมีความสับสนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องเคลม เพราะนี่คือตลาดรถเจ้าความเร็ว ผลิตจำนวนน้อยมาก คนซื้อจ่ายไม่อั้น เพื่อครอบครองความเป็นอันดับ 1 เท่านั้น อันดับรองไม่มีความหมาย
พอเสียตำแหน่งเจ้าความเร็ว Koenigsegg จึงเปิดตัวรุ่น CCX มาทดแทน แต่คราวนี้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ไม่ได้หวังจะมาแย่งชิงตำแหน่งกลับคืนจาก Veyron แต่มุ่งไปที่การบุกตลาดโลก ทีมงานจึงเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ของตัวเอง โดยพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานเดิม ที่มีพื้นฐานมาจากเครื่องของ ฟอร์ด โดยครั้งนี้ได้ Grainger & Worrall ผู้ผลิตชิ้นส่วนเกียร์ F-1 จากอังกฤษ มาจัดการขึ้นรูปให้ จนออกมาเป็นเครื่องวี 8 ขนาด 4.7 ลิตร DOHC 32 วาล์ว ทวินซูเปอร์ชาร์จ เสื้ออลูมินั่มอัลลอยด์ ที่ผ่านการปรับปรุงเพิ่มความแข็งแกร่งทนทานของเนื้อวัสดุตามขั้นตอน T7 หัวฉีดซีเควนเชียล |
| |
 |
| |
| • Koenigsegg CCX รุ่นปี 2006 |
 |
| |
เครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้ พัฒนาเพื่อให้ผ่านมาตรฐานควบคุมมลพิษของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ถือกันว่าเข้มงวดที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าผ่านมาตรฐานนี้ ก็สามารถผ่านมาตรฐานประเทศอื่นๆ ได้แน่ อีกทั้งรถสปอร์ตราคาแพงระยับขนาดนี้ ถ้าจะขายในสหรัฐ ก็ต้องมองหาลูกค้าจำพวก ดารา, นักร้อง, นักกีฬากระเป๋าหนัก ที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ย่านเบเวอร์รี่ฮิลล์ ไล่ไปถึงมาลิบู
เครื่องบล็อกนี้ในเวอร์ชั่นธรรมดา 817 แรงม้า (PS) จะวางอยู่ในรุ่น CCX ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที ด้วยตัวเลขนี้ CCX จึงแซง Mercedes-Benz McLaren SLR 722 Edition, Lamborghini Murcielago LP640, Porsche 997 GT2, Alpina B6 S (พื้นฐานจาก BMW 6 Series) และ Chevrolet Corvette Z06 ได้ทุกคัน
เครื่องเดียวกัน แต่มาในเวอร์ชั่นรักษ์โลก บริโภคเชื้อเพลิงชีวภาพ วางในรุ่น CCXR ใช้เอธานอล E 85 และ E 100 แม้จะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ที่หลายคนเหมาว่าทำให้กำลังลดถอยลง แต่ในทางกลับกัน Koenigsegg ได้ปรับปรุงให้เครื่องมีกำลังมากกว่าเดิมถึง 25% โดยใช้ประโยชน์จากค่าอ๊อกเทนของ E 100 ที่สูงถึง 113 RON
ในอเมริกา น้ำมันธรรมดามีค่าอ๊อกเทน 95 RON ในยุโรปมีค่า 100 RON กำลังของ CCXR จึงพุ่งพรวดกลายเป็น 1,079 แรงม้า (PS) เมื่อจับชนกับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ คลัชท์คู่ ล้อหน้าขอบ 19 นิ้ว ล้อหลังขอบ 20 นิ้ว ความเร็วสูงสุด (ในกระดาษ) จึงพุ่งไปถึง 420 กม./ชม. ความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที และจาก 0-200 ใน 13.7 วินาที
นึกภาพว่าถ้าเราขับ Honda Civic ไปแข่งกับเจ้าคันนี้ พอเข็มความเร็วของเราชี้ที่ 100 ก็จะเห็นท้ายของมันอยู่ลิบๆ โน่น
ปัจจุบัน Koenigsegg มี CCX และ CCXR เป็นรุ่นพื้นฐาน โดยรุ่นย่อยจะเป็นเวอร์ชั่นพิเศษ เช่น รุ่น Edition ที่เป็นการปรับปรุงสมรรถนะปลีกย่อย จึงใช้ชื่อว่า CCX Edition และ CCXR Edition ส่วนรุ่นย่อยของ CCXR ยังมีอีก 1 รุ่นคือ CCXR Trevita ที่นับว่าเป็นซูเปอร์คาร์ราคาแพงที่สุดโลก ด้วยค่าตัว 4.85 ล้านดอล์ลาร์ เหตุเพราะตัวถังคาร์บอนเคฟลาร์ลายใหม่ ที่ถักสานกันเป็นลายเพชรนั้น เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ Koenigsegg พัฒนาขึ้นมาเอง และจะผลิตออกมาเพียง 3 คันเท่านั้น |
| |
 |
| |
| • Koenigsegg CCXR Edition รุ่นปี 2008 |
| |
 |
| |
| • Koenigsegg CCXR Trevita โมเดลล่าสุด รุ่นปี 2010 |
 |
| |
ในหนังนั้น ตา โรมัน คุยว่าไปได้ Koenigsegg CCXR Edition คันงามมาจากชีคอาหรับ แต่ในเมื่อรุ่นนี้ผลิตมาแค่ 4 คัน ก็แปลว่าไม่ได้ซื้อต่อมาจาก ชีค Hamad Al Thani เจ้าของห้าง Harrods คนใหม่แน่ๆ เพราะชีคการ์ต้ารายนี้ เป็นเจ้าของคันสี turquois ไม่มีใครเหมือน ว่างๆ ลูกหลานก็เอามาขับโฉบไปมา เรียกน้ำลายชาวบ้านชาวช่องเล่น
แต่สุดท้ายไม่ว่าพ่อแม่จะใหญ่โตแค่ไหน ร่ำรวยเพียงไร นิสัยมักง่ายอวดเบ่งก็ไม่อาจง้างกฏหมายอังกฤษได้ เพราะแทนที่จะขับเข้าไปจอดในลานจอดรถของห้างตัวเองดีๆ (ค่าจอด ชม. แรก 8 ปอนด์ ถ้าจอดสัก 8-9 ชม. ก็เหมาไป 40 ปอนด์ ค้างคืนบวกเพิ่ม 50 ปอนด์) กลับขี้เกียจมักง่าย มาจอดแปะอยู่ข้างถนนหน้าห้างตัวเองนั่นแหละ เลยโดยล็อกล้อซะเสียสุนัข
ค่าปรับแค่คันละ 150 ปอนด์ ไม่มีคำว่ากระเทือนซางแน่ๆ แต่เรื่องนี้กลายเป็นที่โจษจันกันทั้งเมืองเมื่อกลางปีที่แล้ว เล่นเอาเสื่อมเสียชื่อวงศ์ตระกูล เพราะเป็นถึงสมาชิกราชวงศ์ เดือดร้อนโฆษกต้องออกมาแก้ตัวรายวันกับนักข่าว ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า นักข่าวอังกฤษชอบเล่นข่าวประเภทนี้กันนักแล |
| |
|
| |
| • Koenigsegg CCXR Edition สีพิเศษหวานฉ่ำ ฟ้าเทอร์คอยซ์ |
| |
 |
| |
| • ชาวบ้านละแวกนั้นตั้งชื่อเล่นเจ้า CCXR Edition สีพิเศษคันนี้ว่า Special one เนื่องจาก พิเศษที่มันหายาก, พิเศษที่มันราคาแพงมาก, พิเศษที่มันสีไม่เหมือนใคร, พิเศษที่เจ้าของรวยติดอันดับโลก (ใครๆ ก็รู้ แต่ยังขี้อวด) และ พิเศษที่เจ้าของมักง่าย : ภาพจาก team-bhp.com และ SWNS |
| |
 |
| |
CCXR / CCXR Edition / Trevita
Acceleration
• 0-100 km/h: 3.1 seconds
• 0-200 km/h: 8.9 seconds
• 0-200-0 km/h: 13.7 seconds
Braking distance: 32m (100-0 km/h)
• Lateral G-force: 1.4 G Acceleration:
• 0-100 km/h: 2.9 seconds
• 0-200 km/h: 8.75 seconds
• 0-200-0 km/h: 13.55 seconds
• 0-300-0 km/h: 27.8 seconds
Braking distance: 32m (100-0 km/h)
• Lateral G-force: 1.5 G
Engine
• Koenigsegg aluminium V8, 4 valves per cylinder, double overhead camshafts
• Displacement: 4700 cc
• Compression: 8.2:1
• Sequential, multipoint fuel injection
•
Twin Rotrex centrifugal superchargers with response system
•
1.6 bar boost pressure
• Dry sump lubrication with oil spray piston cooling
• Power output: 1018 Bhp at 7200 rpm
• Maximum torque: 1060 Nm (740 ft/lb) at 6100 rpm
•
Koenigsegg aluminium V8, 4 valves per cylinder, double overhead camshafts
• Displacement: 4800 cc
• Compression: 8.2:1
• Sequential, multipoint fuel injection
• Twin Rotrex centrifugal superchargers with response system
•
1.6 bar boost pressure
• Dry sump lubrication with oil spray piston cooling
• Power output: 1018 Bhp at 7000 rpm
• Maximum torque: 1080 Nm (796 ft/lb) at 5600 rpm |
 |
| |
Koenigsegg เป็นที่สุดของที่สุดอย่างแท้จริง นอกจากจะเคยครองแชมป์รถแรงที่สุดในโลกแล้ว มันยังครอง 'แชมป์ใบสั่ง' ด้วยข้อหาขับเร็วผิดกฏหมายที่ใช้ความเร็วสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันยังไม่มีใครกล้าล้มตำแหน่ง คนขับคือนาย Arthur Chirkinian เศรษฐีอเมริกันที่ควบ CC8S ลงแข่งขันแรลลี่ Gumball 3000 ในเดือนพฤษภาคม 2003
การแข่งขันเริ่มต้นที่ซานฟรานซิสโก สิ้นสุดที่ไมอามี่ เศรษฐีตีนผีรายนี้ถูกตำรวจโบกที่ความเร็ว 389 กม./ชม. บนทางหลวงในเท็กซัส ที่กำหนดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 75 กม. เท่านั้น (รายการ Topgear ทางช่อง BBC รายงานว่าเป็น CCR แต่ถ้าย้อนไปดูปีที่เปิดตัว จะพบว่า CCR เปิดตัวในปี 2004 ดังนั้นจึงเป็น CC8S ที่เปิดดัวในปี 2002) เดือดร้อนเพื่อนที่นั่งไปด้วย ต้องไปประกันตัวออกมา พอไปเอารถคืนจากลานจอดรถยึดได้แล้ว พี่แกก็ไม่วายพยายามทำเวลาไล่กวดคันหน้าจนรถฮีท พอจอดรถถึงมารู้ว่า ฝาปิดน้ำมันเครื่องหายไประหว่างรถถูกยึด |
| |
 |
| |
| • โฉมหน้าของ Koenigsegg CC8S รถที่โดนใบสั่งด้วยความเร็วที่เต็มเหนี่ยวที่สุดในโลก ในภาพประกอบไม่ใช่คันแชมป์นะครับ ส่วนตา Arthur Chirkinian หารูปประกอบใหญ่ๆ ไม่เจอจริงๆ |
 |
| |
ฟังดูน่าจะจบเห่กันพอดีตรงนี้ เพราะคงไม่มีร้านอะไหล่ข้างทางร้านไหนหาญกล้ามีสต็อกแน่ๆ แต่วิธีแก้ปัญหาของเขาแสนง่ายดายตามประสาคนรวย แค่ยกนิ้วโบกรถไปลงที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย โฟล์กสวาเกน ซื้อ โฟล์คฯ เต่า ขับกลับมา 1 คัน เพื่อที่จะเอาฝาของ โฟล์คฯ นั่นแหละมาใช้แทน เพราะมันเป็นแค่รุ่นเดียวเท่านั้น ที่ใส่กันได้พอดิบดี
หลังปิดฝา สตาร์ทเครื่อง พี่แกก็กระทืบคันเร่งออกไปเลย โดยทิ้งรถเต่ากับกุญแจไว้ตรงนั้นแหละ (อาจจะมีลูกน้องมาตามเก็บหรือเปล่าไม่รู้) แต่ที่แน่ๆ เฮียแกคงไม่เข็ดขยาดใบสั่ง เพราะสามารถตามขบวนได้ทันแถวๆ เมืองนิวออลีนในคืนนั้นเลย ว่ากันว่านาย Arthur Chirkinian นี่เป็นเศรษฐีที่มีนิสัยคล้ายกับ Tony Stark ใน Iron Man เพราะไม่ชอบทำตามกฏเกณฑ์ และไม่ชอบตำรวจสักเท่าไหร่
ตำนานใบสั่งบรรลือโลก 389 กม./ชม. ของ Koenigsegg นี่ว่าตลกแล้ว แต่ยิ่งตลกเข้าไปอีก ถ้าเอาไปเทียบกับใบสั่งความเร็วใบแรกของโลก ที่นาย Harry Myer โดนไปเมื่อ 1904 ทีโอไฮโอ เพราะเหยียบไป 19 กม./ชม. |
| |
 |
| |
| • Gumball 3000 แรลลี่ซูเปอร์คาร์ ที่แค่เห็นก็รู้สึกเร้าใจแล้ว |
 |
| |
การขับรถเร็วเป็นเรื่องสนุกยิ่ง ในประเทศที่รถยนต์ราคาไม่แพง ความรู้สึกที่หัวใจเต้นระรัวไปพอๆ กับน้ำหนักเท้าที่กดลงบนแป้นคันเร่งนั้น เหมือนกับตอนได้ยินเสียงไซเรนบนหลังคารถตำรวจดัง เพื่อเป็นสัญญาณให้เราชะลอเข้าข้างทาง ดังนั้นถ้าใครไปโดนตำรวจอเมริกันโบก ก็ควรทำตามคำแนะนำนี้ครับ
1. ทำตัวเป็นคนดี
•
เถียงกับตำรวจมีแต่จะโดนข้อหาเพิ่มเปล่าๆ ถ้าคิดว่าตัวเองถูก ก็ค่อยไปแก้ต่างที่ศาล ไม่มีประโยชน์ที่จะไปต่อล้อต่อเถียงบนถนน
2. จอดรถ ดับเครื่อง ดับไฟ เอามือวางไว้บนพวงมาลัย
• จอดรถ ดับเครื่อง ดับไฟส่องสว่างในรถ เอามือวางไว้บนพวงมาลัย ที่ตำแหน่ง 10 กับ 2 นาฬิกา ให้ตำรวจเห็นชัดว่าไม่มีปืน คุณตำรวจเขาก็กลัวเหมือนกันเวลาโบกรถชาวบ้าน เพราะมีคดีคนร้ายยิงตำรวจที่บังเอิญไปโบกมันเข้าออกบ่อย สังเกตุดีๆ จะเห็นว่าเวลาตำรวจเดินเข้ามา จะเข้าประชิดรถทางด้านขวา หรือด้านคนนั่งเสมอ เพื่อให้เห็นชัดๆ ว่า คนขับไม่มีปืนในมือ (รถขับซ้าย)
3. ทำตัวสุภาพ
•
อย่าพึ่งขอร้อง อ้อนวอน จนกว่าจะทำตัวได้เรียบร้อยตามสองข้อข้างบน และปล่อยโอกาสให้ตำรวจทำหน้าที่ของเขาให้เสร็จ ตามขั้นตอนที่ถูกกำหนดมา จากนั้นจึงค่อยอธิบายเหตุผล และขอร้องซ้ำ ถ้าโชคดีก็อาจแค่ตักเตือน หรือได้รับการช่วยลดความรุนแรงของความผิด เช่น ขับไป 75 ไมล์/ชม. ก็อาจเหลือแค่ 65 ไมล์/ชม. ค่าปรับจะได้น้อยลงหน่อย
ถ้าใครอดไม่ได้จริงๆ อยากไปสร้างชื่อระดับโลกในรายการ Gumball 3000 ก็ควรฟังตัวอย่างประสบการณ์ของเหล่าตำรวจ ที่เอามาบอกเล่าข้างล่างนี้ก่อนตัดสินใจ... |
| |
 |
| |
| • ภาพจาก GTA IV จัดไปให้เร้าใจเล่นๆ |
 |
| |
"ผมจับผู้ชายคนหนึ่งบนมอเตอร์ไซค์ ขณะขับที่ 117 ไมล์/ชม. เขายอมให้จับเมื่อรู้ตัวว่าหนีผมไม่ออกจริงๆ มันก็ยากเหมือนกัน ที่จะไล่ตามจับใครสักคน ที่ขับมาด้วยความเร็ว 135 ไมล์ /ชม. โดยเฉพาะเมื่อหยุดอยู่นิ่งๆ เพื่อใช้ปืนเรดาห์ แต่ไม่ว่าจะขับหนีได้เร็วแค่ไหน ก็ไม่มีทางเร็วกว่าวิทยุตำรวจหรอก และถ้าผมจับได้เมื่อไร มันจะโดนไปหลายกระทง รวมทั้งตั๋วฟรีไปนอนในคุก นอกเหนือจากนั้น ศาลก็อาจจะยึดใบขับขี่ สั่งปรับโหดๆ แม้กระทั่งให้ไปพักร้อนในคุก"
"ความเร็วสูงสุดที่ผมเคยจับได้คือ 162 ไมล์/ชม. มันเป็นวันแรกที่ผมลงภาคสนาม เราไล่ตามไปจนเขายางแตก และจำเป็นต้องจอด สุดท้ายเขาโดนไปนอนคุก 3 ปี เพราะข้อหาขับรถด้วยความเร็วเกิน 100 ไมล์/ชม. ในเขตโรงเรียน และข้อหาพยายามขับชนตำรวจ เพื่อนผมจับผู้ชายคนหนึ่งได้ที่ความเร็ว 142 ไมล์/ชม. เขาโดนนอนคุก 1 ปี และยึดใบขับขี่ 3 ปี"
"มาตรฐานของผมคือ ถ้าขับเกิน 100 ไมล์/ชม. คุณต้องไปนอนคุกสถานเดียว ด้วยข้อหาขับรถโดยประมาณอย่างร้ายแรง"
"เร็วที่สุดของผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งบน GSXR1000 ที่ความเร็ว 173 ไมล์/ชม. เราจับเขาได้ยังไง? อย่างแรก ไม่มีอะไรเร็วไปกว่าวิทยุ สุดท้ายก็ไปชนแถวถนนนิวยอร์ค อเวนิว เขาไปนอนโรงพยาบาลอยู่ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ไปต่อที่คุกอีก 3 สัปดาห์"
"ผมตามจับ Camaro ได้ที่ 150 ไมล์/ชม. สุดท้ายเขาไปชนท้าย Jeep ที่ความเร็ว 140 ไมล์/ชม. และเขาไม่รอดชีวิต"
ตำรวจบ้านอื่นเมืองอื่น แค่เขาขับรถเร็วยังต้องถึงกับไปนอนคุก แต่สำหรับเมืองไทยของเรา นายพยิก (นามสมมุติ) ขับรถเหยียบชาวบ้านซ้ำไปซ้ำมาจนตาย ยังกลับนอนบ้านได้สบาย รวมถึงสาวบีบี (นามสมมุติ) และกรณีชนกับรถตู้กระเด็นตกทางด่วน คนตายไปเกือบสิบ ก็ยังกลับมานอนบ้านสบายๆ เหมือนกัน...เฮ้อ
เอาเถิด...ทำใจซะ แล้วเดี๋ยวตอนหน้าเราไปต่อกันที่ Nissan GT-R ดีกว่า • |
| |