ปีนี้ถึงคิวของประเทศไทย เราได้พบ Otto หรือ G-Class คันสีฟ้าหม่น ในสภาพสมบุกสมบัน รอบคันมีร่องรอยบ่งบอกถึงการใช้งานมาแบบยาวนาน สภาพของ Otto ที่เราเคยเห็นจากรูปถ่าย หรือแผ่นพับเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันอย่างไรก็ยังอย่างนั้น บนหลังคารถเต็มไปด้วยสัมภาระ หีบใบใหญ่สองใบที่เต็มไปด้วยชุดอะไหล่รถกว่า 450 ชิ้น ยางอะไหล่อีกสองเส้นน้ำหนักมากถึง 400 กิโลกรัม ทำให้มีน้ำหนักรวมสัมภาระทั้งหมดถึง 3.3 ตันทีเดียว พื้นที่ใช้สอยทั่วทั้งตัว รถมีการใช้งานแทบทุกตารางนิ้ว ภายในรถถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่นอนสำหรับสองคน มีชุดเครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม เสื้อผ้า เปลญวณ โต๊ะ เก้าอี้ ชุดเครื่องครัว อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง ช้อน ส้อม มีด ตะเกียบครบครัน นอกจากนี้ยังมีอะไหล่รถเก็บไว้ยามฉุกเฉินอาทิ ยางอะไหล่ โช้คอัพ ผ้าเบรก คาร์ลิปเปอร์ วินส์ลากรถ แม่แรง และอื่นๆ เป็นต้น
แรงบันดาลใจที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิต Gunther ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มเฉกเช่นเดียวกับ white collar ทั่วไป แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการสายการบินใหญ่ระดับชาติของเยอรมนี บินไปมาหลายประเทศทั่วโลก แต่เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวันแบบจำเจ ครั้งใดที่เขามองไปเบื้องล่างจากบนเครื่องบิน เขาเห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของผืนแผ่นดินแบบไม่รู้จบ เขาเฝ้าบอกตัวเองว่า สักวันหนึ่งจะลงไปสัมผัสความกว้างใหญ่ไพศาลนั้นให้ได้ และนี่คือแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต
Gunther ในวัย 52 ปีตัดสินใจทำในสิ่งที่ปรารถนา จึงเริ่มเดินทางไปทวีปอัฟริกาพร้อมกับภรรยาเป็นทวีปแรก โดยก่อนหน้านั้นเขาได้ซื้อรถ G-Class รุ่นใหม่สุดในยุคนั้น ด้วยราคาคิดเป็นสกุลยูโรอยู่ที่ประมาณ 25,000 ยูโรหรือ 1 ล้านบาทต้นๆ และดัดแปลงสภาพภายในโดยทำเป็นที่นอนแทนเบาะนั่งตอนหลัง เพื่อสะดวกในการเดินทางชนิดค่ำไหนนอนนั่น ในตอนแรกนั้น Gunther มีแผนท่องเที่ยวไปในประเทศต่างๆ ในอัฟริกาแค่ปีเดียว แต่จวบจนปัจจุบัน กลับกลายเป็นกว่า 20 ปีแล้ว
แผนการเดินทาง เส้นทางการผจญภัยเริ่มต้นที่ประเทศแถบอัฟริกาก่อน โดยใช้เวลาประมาณ 5 ปีและต่อไปที่ทวีปอเมริกาใต้ กลุ่มประเทศละตินในอเมริกากลาง สหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาไปอีก 5 ปี จากนั้นเข้าแคนาดา และลงไปที่นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และจะจบที่เอเชียเป็นทวีปสุดท้าย โดยในปีนี้เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจที่ลาว เวียดนาม ประเทศไทย ซึ่งหลังจากนี้มีแผนจะเดินทางไปไต้หวัน โดยจะขนส่ง G-Class ไปทางเรือ และต่อไปยังญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ และใต้ ประเทศจีน ในภารกิจเดินทางรอบโลกนี้ได้มีการขนส่ง G-Class ทางเรือรวมแล้ว 16 ครั้งด้วยกัน และได้ผ่านประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้วมากมาย สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ 182
เหตุการณ์ที่ต้องจดจำ “ผมชอบท่องเที่ยวในอัฟริกามาก เพราะเป็นดินแดนที่สวยงามเต็มไปด้วยธรรมชาติ และสัตว์ป่ามากมาย จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมและภรรยาพร้อมด้วย Otto อยู่ในวงล้อมของสิงโตถึง 28 ตัว และล้อมอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานหลายชั่วโมงมาก ซึ่งเราไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย ได้แต่อยู่ในรถแบบนั้น รอจนกว่าสิงโตจะล่าถอยไปเอง และมีอีกครั้งหนึ่งในช่วงกลางดึกที่เงียบสงัด ได้ยินเสียงกุกกัก ผมจึงลืมตาขึ้นมา และพบว่ามีไฮยิน่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม อารามตกใจสุดขีด ผมจึงร้องเสียงดังออกไป เจ้าไฮยิน่าเองก็ตกใจเช่นเดียวกัน โชคดีที่มันวิ่งหนีไปทันที"
"ในการเดินทางไปในบางประเทศ เช่นแถบตะวันออกกลางที่มีความไม่สงบ เช่น อิรัค อิหร่าน หรือเลบานอน ผมจะใช้วิธีเลี่ยงไม่ขับไปจุดอันตรายนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมชอบที่จะขับออกรอบนอกเมือง หรือป่าเขา ผ่านชนบท และหมู่บ้านต่างๆ เพื่อที่จะได้ประสบการณ์ และสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของแต่ละประเทศ"
ความยุ่งยากในการข้ามเขตแดน "ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยมีปัญหาในการผ่านเขตแดนเท่าไรนัก แม้จะมีความยุ่งยากบ้างในบางประเทศ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ที่น่าจดจำมากคือ การเดินทางไปในกลุ่มประเทศแถบทะเลแคริบเบียน ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศต่างๆ ทั้งหมด 22 ประเทศ ในการเข้า-ออกประเทศ ต้องขออนุญาติและมีเอกสารเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่ประเทศแถบนี้ กรณีของผมและรถ G-Class ถือเป็นครั้งแรกของพวกเขา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน พวกเขาต้องใช้เวลาพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ และในบางประเทศ ถึงกับเป็นหัวข้อเพื่อพิจารณาในคณะรัฐมนนตรีเลยทีเดียว"
ทำไมต้อง G-Class "ในช่วงนั้นมีรถสไตล์ออฟโรดอยู่หลายแบรนด์ทีเดียว ผมคิดว่าทุกแบรนด์ก็ดีหมด แต่ถ้าพิจารณาลงรายละเอียดถึงความมีชื่อเสียงของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผมจึงได้ตัดสินใจเลือก G-Class และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในการเดินทางนี้ผมไม่เคยเจอปัญหาเรื่องรถเลย ตรงกันข้ามรถ G-Wagon ยังทำงานได้ดี และสมบุกสมบันมากที่สุด สิ่งที่ผมทำมาตลอดคือ เปลี่ยนอะไหล่ตามกำหนดเวลา จะไม่รอให้ชิ้นส่วนนั้นๆ หมดสภาพเอง"
จะว่าไปแล้ว Otto เป็นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ประเภทใช้งานแบบออฟโรด G-Wagon 300 GD รุ่นปี 1988 ซึ่งผลิตเป็นรุ่นแรกด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 88 แรงม้า เลขตัวถัง 460333-17-061564 มีอายุใช้งานแล้ว 22 ปี บวกกับภารกิจเดินทางรอบโลกนี้ อายุอานามจัดว่าไม่น้อยทีเดียว เพราะสำหรับรถที่มีอายุ 20 ปีหลังการผลิต เมอร์เซเดส-เบนซ์จะจัดว่าเป็นรถคลาสสิกแล้ว
ชีวิตหลังเสร็จสิ้นภารกิจนี้ "กว่า 20 ปีในการเดินทางไปทั่วโลก ผมได้พบเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณีปฏิบัติ และได้พบปะกับผู้คนต่างๆ มากมาย รวมถึงชนเผ่าต่างๆ ทั่วโลกด้วย ผมคิดว่ามันคุ้มค่ากับการเดินทาง สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ จะเป็นจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัฟริกา ในประเทศเยเมน ผู้หญิงหนึ่งคนจะให้กำเนิดทารกใหม่โดยเฉลี่ยถึง 8 คน ในเคนยามีประชากร 7 ล้านคนในปี 1963 ปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน ซึ่งประเทศในอัฟริกา ยังคงไม่มีมาตรการคุมกำเนิด หรือยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งผมตั้งใจว่าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางนี้ ในแง่มุมของจำนวนประชากรโลก"