นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่ามุมกล้องที่เหมือนกับการนั่งอยู่ในรถสามารถสร้างบรรยากาศความเร้าใจได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับภาพที่มือปืนทั้ง 2 คนในรถดอดจ์ พยายามมองหารถของเป้าหมาย แต่อยู่ดีๆ ภาพของมัสแตง GT390 ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนกระจกมองหลัง คือ ความคลาสสิคของมุมกล้องที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม
ว่ากันว่าฉากที่รถ 2 คันกระโจนข้ามเนินในเมือง กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ถูกนำมาใช้กับหนังรถยุคหลังอย่าง The fast and the furious ภาคแรก เช่นเดียวกับการแต่งกายของ Max Payne ที่คล้ายกับตัวละครของแม็กคควีนในเรื่องนี้
ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีการนำฟอร์ด มัสแตง GT390 มาเข้าฉากเพียง 2 คัน โดยคันแรกสภาพดูไม่จืดหลังถ่ายทำเสร็จ ส่วนอีกคันถูกขายต่อให้กับพนักงานใน วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซึ่งตัวรถถูกเปลี่ยนมือไปมาหลายครั้ง แต่ตัวแม็คควีนที่พยายามตามหารถในตำนานคันนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าของเลย และว่ากันว่าในตอนนี้มัสแตง คันประวัติศาสตร์ถูกเก็บเอาไว้ในคอลเล็กชั่นของนักสะสมที่ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งอยู่ในโอไฮโอ ริเวอร์ วัลเลย์
ส่วนฉากไล่ล่านี้ ตอนแรกเกือบจะเป็นการปะทะกันระหว่างรถยนต์จากค่ายฟอร์ด เมื่อทางฟอร์ดให้ยืมรุ่นกาแล็กซี่มาเข้าฉาก 2 คันเพื่อการนี้ แต่ทว่าหลังจากดูแล้วคาดว่าไม่น่าจะรับมือกับความโหดของการกระโดดไปมา เพราะดูแล้วช่วงล่างน่าจะกลับบ้านเก่าก่อน ทางทีมงานก็เลยตัดสินใจซื้อดอดจ์ ชาร์จเจอร์มา 2 คันจากตัวแทนจำหน่ายที่เกล็นเดล โดยเครื่องยนต์ไม่ได้โมดิฟาย แต่ช่วงล่างมีการอัพเกรดความทนทานกันหน่อย
ฟอร์ด ซึ่งได้รับอานิสงส์ความโด่งดัง จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ผลิตเวอร์ชัน Bullitt ออกมาทำตลาด 2 ครั้ง คือ ในปี 2001 และ 2008 โดยใช้มัสแตงที่ทำตลาดอยู่ในช่วงนั้นมาปรับปรุงเพิ่มความดุดัน ซึ่งในรุ่นปี 2001 ถูกขายไปกว่า 5,800 คัน และมีให้เลือก 3 สี นอกจากสีตัวถังโทน Dark Highland Green แบบเดียวกับคันที่เข้าฉากแล้ว ก็มีสีน้ำเงิน และดำให้เลือก
ที่เขียนเล่ามาทั้งหมดก็ไม่มีอะไรมาก แค่เหลือบไปเห็นกล่อง DVD เรื่องนี้บนชั้นวาง แล้วคิดถึงเท่านั้นเอง และคงไม่มีอีกแล้ว ที่เราจะได้เห็นฉากไล่ล่าที่สมจริง เหมือนกับที่แม็คควีนบรรยายเอาไว้ในเบื้องหลังการถ่ายทำ โดยเฉพาะในยุคที่ภาพยนตร์ยุคนี้พึ่งพาแต่คอมพิวเตอร์กราฟฟิก •
|