LT Bizzes News RT
50
 
ซื้อขายจบแล้ว Volvo ย้ายซบ Geely
บทสรุป 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 59,400 ล้านบาท

อีโคโน-มิยากิ : รายงาน
800
Thursday, 1 April, 2010 12:00 PM
 
 
bullet aคาราคาซังกันมานาน และเรื่องทำท่าว่าจะจบลงเหมือนกับที่ จีเอ็ม เจอกับการซื้อขาย-กิจการ ฮัมเมอร์ และ แซทเทิร์น (แต่รูปแบบของเหตุการณ์กลับด้านกัน เพราะคนที่จะซื้อไม่ได้มีปัญหา แต่มีปัญหาที่คนขาย) ในที่สุด เรื่องระหว่าง ฟอร์ด, วอลโว่ และ Geely ผู้ผลิตรถยนต์ที่เป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ของจีน ก็จบลงด้วยดีจนได้ ด้วยบทสรุป 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 59,400 ล้านบาท สำหรับค่าตัวของวอลโว่ในครั้งนี้

bullet aที่บอกว่าเรื่องมีปัญหาเพราะก่อนที่การซื้อขายจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา) ทางด้านนาย Li Shufu ประธานของ Zhejiang Geely Holding Group บริษัทแม่ของ Geely ออกมาบ่นตามสื่อว่า การซื้อขายยังไม่ได้บทสรุปสักที แถมตัวเขาเองก็บอกว่า ถ้าการเจรจาจะล้มก็ไม่ใช่พวกเขาอย่างแน่นอน

bullet aเพราะดูเหมือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะอยู่ทางฝั่งฟอร์ดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่กับเรื่องนี้ เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน Geely เป็น Bidder หรือผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียวและมีศักยภาพที่สุดสำหรับการซื้อกิจการของวอลโว่ อีกทั้งทางฟอร์ดก็ยอมรับการเป็น The First Bidder ของ Geely แล้ว แต่ไม่ยอมขยับการเจรจาให้เดินหน้าไปสู่ตอนจบสักที

 
 
Li Shufu (ที่ 2 จากซ้าย) ครั้งรับรางวัล Ernst & Young Entrepreneur Of The Year ในปี 2009 : ภาพจาก Ernst & Young
800

bullet aจุดเริ่มต้นของการขายกิจการที่ไม่ทำกำไรก็เป็นผลมาจากแผนฟื้นฟูกิจการของ ฟอร์ด ซึ่งฟอร์ดดำเนิน งานในส่วนนี้เร็วกว่าเพื่อนร่วมชาติ ก็เลยทำให้ไม่เจ็บหนักเท่าไร และตรงนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟอร์ดมีสถานะที่มั่นคงกว่า และไม่ต้องเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการตาม Chapter 11 เหมือนกับจีเอ็มและไครสเลอร์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2009

bullet aการเข้ามาของ อัลลัน มูลัลลี่ จากบริษัท โบอิ้ง เพื่อดำรงตำแหน่งซีอีโอในวันที่ 5 กันยายน 2006 ถือเป็น 'จุดเริ่มต้นของการล้างบางผลผลิตที่ไม่ทำกำไร' โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์รถยนต์ระดับหรูจากยุโรปที่ฟอร์ดกว้านซื้อ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ในยุคของ จากส์ แนสเซอร์ ซีอีโอที่ดำรงตำแหน่งในช่วงทศวรรษที่ 1990

bullet aมูลัลลี่ประกาศเปรี้ยงออกมาเลยว่า 'ไม่เสียดาย' และ 'ไม่เสียใจ' ในการตัดแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ทำประโยชน์ออกไป และที่น่าสนใจคือ การขยับตัวก่อนของฟอร์ด แม้จะเจ็บปวดก่อน แต่ทำให้พวกเขาสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมั่นใจ และมั่นคง เพราะบริบทของอุตสาหกรรมรถยนต์ และเศรฐกิจโลกที่ฟอร์ดต้องเผชิญในช่วงนั้น ยังถือว่าระเบิดยังไม่ลง เหมือนกับช่วงที่ไครสเลอร์และจีเอ็มโดน เพราะกิจการดันมาง่อนแง่นเอาในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน หรือ แฮมเบอร์เกอร์ ไครสซิส

 
 
• Allan Mullaly ชายผู้ซึ่งก้าวเข้ามาสะสาง 'ผลผลิตที่ไม่ทำกำไร'
800

bullet aแอสตัน มาร์ติน เป็นรายแรกที่เดินออกจากเครือไปซบกับกลุ่มทุนในอังกฤษเมื่อต้นปี 2007 ซึ่งว่ากันว่ามี เดวิด ริชาร์ดส์ นายใหญ่ของ Prodrive และอดีตผู้ควบคุมทีม F1 ของ B.A.R. ฮอนด้าเป็นเสาหลัก ตามด้วยการขายแพ็คคู่ของ แลนด์โรเวอร์ และ จากัวร์ ไปให้กับ ทาทา มอเตอร์ ในปี 2008 โดยที่เหลือค้างเพียงรายเดียวที่เพิ่งจะมาตัดสินใจขายเอาในช่วงปลายปี 2008 คือ วอลโว่

bullet aส่วนเกินของฟอร์ดถูกขายออกไป และขายได้หมด ซึ่งต่างจากจีเอ็ม โดยเหตุผลนอกจาก ความน่าสนใจในตัวแบรนด์ของตัวเองแล้ว ยังอยู่ที่ช่วงเวลาในการขายที่บรรยากาศในทุกๆ ด้านยังดูดีอยู่

bullet aสำหรับวอลโว่เอง เชื่อว่าฟอร์ดคงทำใจยากเหมือนกันในการขาย เพราะชื่อชั้นของแบรนด์ก็อยู่ในระดับดี แม้ว่าผลประกอบการที่ผ่านมา จะมีตัวเลขในบัญชีเป็นสีแดงมากกว่าดำ แต่ด้วยความคิดในการลดต้นทุนการผลิต ด้วยการนำรถยนต์ของวอลโว่หลายรุ่น มาแชร์พื้นฐานร่วมกับรถยนต์ของ ฟอร์ด และ มาสด้า น่าจะทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลงมาก แถมช่วงที่ผ่านมา ยอดขายของวอลโว่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ซึ่งตรงนี้น่าจะยังเป็นจุดที่ทำให้ฟอร์ดเกิดอาการลังเลว่าจะขายหรือไม่ขายดี

bullet aแต่สุดท้ายด้วยการตัดสินใจที่จะทุ่มให้กับแบรนด์หลัก หรือ Core Brand และพาฟอร์ดกลับไปสู่ยุคดั้งเดิมก่อนใช้เงินกระจาย ทำให้พวกเขาตัดสินใจขายวอลโว่ออกไปดีกว่า

 
 
• การแชร์พื้นฐานระหว่างฟอร์ด และมาสด้า เป็นหนึ่งในกลยุทธลดต้นทุนการผลิต
800

bullet aการซื้อขายในครั้งนี้ Geely จ่ายเงินจำนวน 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 59,400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการทำธุรกรรมทางด้านการซื้อขายกิจการรถยนต์ในต่างประเทศ ของบริษัทรถยนต์จีนที่มีมูลค่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยเงินส่วนนี้จะแบ่งออกเป็นการจ่ายเงินสดจำนวน 1,780 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 58,740 ล้านบาทให้กับฟอร์ด และอีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 6,600 ล้านบาทสำหรับสิทธิ์ในการเข้าควบคุมและบริหารกิจการของวอลโว่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งก็รวมถึงการถือครองทรัพย์สินทางปัญญาของวอลโว่

bullet aเรียกว่าขายแบบขาดทุนเหมือนกัน เพราะฟอร์ดซื้อกิจการของวอลโว่มาอยู่ในเครือเมื่อปี 1999 ด้วยเงินถึง 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 211,200 ล้านบาท ขณะที่ทางมิสเตอร์ Li ว่า ราคาในการซื้อขายครั้งนี้กับ Geely  ‘สมเหตุผลดีอยู่แล้ว’ และทางฟอร์ดเอง ก็แฮปปี้กับตัวเลขที่ทาง Geely เสนอมา

bullet aการดำเนินการซื้อขายกิจการของวอลโว่กับทาง Geely เริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2009 หรือร่วม 1 ปี หลังจากที่ฟอร์ดประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะขายกิจการของวอลโว่อย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าความเคลื่อนไหวจะเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่มีข่าวออกมาให้ติดตามมากนักเหมือนกับการซื้อขายกิจการของซาบ, ฮัมเมอร์ และแซทเทิร์นจากค่ายจีเอ็ม จนกระทั่งทางมิสเตอร์ Li ต้องออกมาบ่นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถึงความล่าช้า

bullet aตามรายงานของรอยเตอร์ที่มีออกมาก่อนหน้านี้ ทาง Zhejiang Geely Holding Group มีความพร้อมที่จะควักเงินจำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 66,000 ล้านบาท ในการเทคโอเวอร์กิจการของวอลโว่ในครั้งนี้ และการดำเนินการ ควรจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ทุกอย่างก็เสร็จเร็วกว่ากำหนดด้วยวงเงินที่ต่ำกว่าที่คาดเอาไว้

bullet aอย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในของ Geely เผยว่า การซื้อขายกิจการในครั้งนี้ ทาง Geely จะต้องจ่ายมากกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างแน่นอน เพราะยังมีอีก 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 29,700 ล้านบาทรอให้ชำระ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะเป็นค่า Work Capital สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, การเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และการอัพเกรดไลน์ผลิตต่างๆ ซึ่งรวมแล้วเงินทุนที่ Geely จะต้องจ่ายในการดำเนินกิจการทั้งหมดอยู่ที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 89,100 ล้านบาท

bullet aการซื้อวอลโว่เข้ามาอยู่ในเครือ ทาง Geely จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของการบริหารจัดการ เพราะจะมีทีมบริหาร ทำหน้าที่ในการดำเนินธุรกิจของวอลโว่อยู่แล้ว ซึ่งทาง Geely จะแค่มองภาพรวม และการกำหนดนโยบายเหมือนกับที่ทางทาทา มอเตอร์ทำอยู่กับ แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์

 
 

bullet aส่วนโรงงานที่เมืองโกเตนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และเกงค์ ที่เบลเยี่ยม ก็จะได้รับการวางให้เป็นหัวใจหลักในการผลิตของวอลโว่ สำหรับขายในตลาดยุโรป โดยที่ในตลาดจีน ทาง Geely จะมีการปรับนโยบายด้วยการทุ่มเงินลงทุน เพื่อปรับไลน์ผลิตในเมืองปักกิ่ง เพื่อยกระดับจำนวนการผลิตต่อปีของวอลโว่ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 300,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขในระดับเดียวกับที่ 2 โรงงานในยุโรป ผลิตรวมกันในปีที่ผ่านมา

bullet aการเข้ามาของวอลโว่ถือเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มความทะเยอทะยานของ Geely ที่ต้องการยกตัวเองเป็นแบรนด์ระดับโลก โดยในปี 2015 ทาง Geely ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีกำลังการผลิตในระดับ 2 ล้านคันให้ได้ ขณะที่ตัวเลขการผลิต ณ วินาทีนี้ของ Geely อยู่ที่ 330,000 คัน ซึ่งใกล้เคียงกับของวอลโว่

bullet aก็ต้องรอดูกันว่าบุรุษที่ได้รับการตั้งฉายาให้เป็น Henry Ford ของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนอย่างมิสเตอร์ Li จะนำพาเรือลำนี้ไปได้ถึงฝั่งที่วาดฝันเอาไว้หรือไม่ •
800
 
  text : อ่านข่าวทั้งหมดของวอลโว่ คลิ๊กที่นี่ครับ : Volvo News Section  
 
 
all
 
50
 
LB
   
 
RB