 |
| |
| ข่าวประชาสัมพันธ์ |
Saturday, 10 December, 2011 0:10 AM |
|
 |
| |
|
| |
บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบรถกระบะพันธุ์แกร่ง Chevy Colorado 15 คัน สำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และการร่วมมือกับหน่วยงาน และองค์กรอื่นๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง
นอกจากนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้า เชฟโรเลต ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อาทิ การเปิดพื้นที่ภายในศูนย์การผลิตยานยนต์ จังหวัดระยอง ให้ลูกค้า เชฟโรเลต ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถนำรถมาจอดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการมอบส่วนลดค่าอะไหล่ 30% ให้แก่ลูกค้าที่นำรถที่ประสบภัยน้ำท่วม เข้าศูนย์บริการทั่วประเทศ ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้
ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม เจ้าของรถส่วนใหญ่จะดูแลเอาในใส่รถยนต์ของตนเองเป็นอันดับแรกๆ รวมถึงการดูแลบ้าน และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ ให้อยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีเคล็ดลับเตรียมความพร้อมสำหรับป้องกันน้ำท่วมมากมาย แต่ยังไม่มีวิธีที่ถูกต้องแน่นอน ในฐานะที่ เชฟโรเลต เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด จึงแนะนำวิธีดูแลรักษารถยนต์หลังผ่านช่วงวิกฤติน้ำท่วมอย่างถูกต้องให้แก่เจ้าของรถทั่วไป
คุณกุญญาวัฒน์ รวยอารีย์ ผู้จัดการศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค ฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "เจ้าของรถยนต์หลายคนไม่มั่นใจกับวิธีการดูแลรักษารถยนต์ในช่วงระหว่างน้ำท่วม และหลังน้ำลด เราจึงเสนอเคล็ดลับวิธีดูแลรถยนต์เบื้องต้น แก่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคน เพื่อให้เจ้าของรถยนต์ สามารถดูแลรักษารถของตนเองขณะน้ำท่วมได้อย่างปลอดภัย"
"สำหรับการดูแลรถยนต์ในเบื้องต้น เราขอแนะนำให้ท่านนำรถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการใกล้บ้านคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการตรวจเช็คสภาพรถด้วยตัวเอง" คุณกุญญาวัฒน์ กล่าว
"ในสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่า ควรขับรถออกมาหรือไม่ การขับขี่รถยนต์ที่สภาพไม่พร้อมออกมานั้น นอกจากจะทำให้รถยนต์เสียหายแล้ว ยังจะเป็นอันตรายอย่างมาก ซึ่งเจ้าของรถยนต์ทุกคนควรพิจารณา"
และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถดูแลรถยนต์ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม
ในกรณีที่รถของคุณถูกน้ำท่วม |
| • |
ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ในทันที |
| • |
ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ออก และตรวจเช็คให้มั่นใจว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมดแห้ง |
| • |
ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีน้ำอยู่ในท่อร่วมไอดีและห้องเครื่อง ซึ่งสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ที่บริเวณกรองอากาศเครื่องยนต์ โดยถ้าพบว่ามีน้ำในห้องกรองอากาศเครื่องยนต์ หรือกรองอากาศเครื่องยนต์เปียกชื้น ให้สันนิษฐานว่าอาจมีน้ำเข้าภายในเครื่องยนต์ได้ ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด และควรลากรถของคุณไปศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด |
|
| |
| วิธีการนำน้ำออกจากเครื่องยนต์ด้วยตนเอง |
| • |
ถอดหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือหัวเผาและหัวฉีด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) |
| • |
ใช้เครื่องเป่าลมแรงดันสูง เป่าน้ำที่อยู่ในห้องเผาไหม้ให้แห้ง |
| • |
หยอดน้ำมันเครื่องลงในห้องเครื่องหรือลูกสูบ |
| • |
หมุนเพลาข้อเหวี่ยงด้วยประแจ เพื่อหล่อลื่นด้านในกระบอกสูบ |
| • |
ตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่มีน้ำผสมกับของเหลวอื่นๆ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และน้ำมันคลัทช์ (สำหรับรถเกียร์ธรรมดา) ฯลฯ |
| • |
ลองเชื่อมต่อขั้วแบตเตอร์รี่ เพื่อตรวจสอบว่าแบตเตอร์รี่มีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ |
| • |
สตาร์ทเครื่องยนต์และขับรถไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพื่อการตรวจสอบและทำความสะอาดอย่างละเอียด และเติมน้ำมันต่างๆ ให้เต็ม |
| • |
การพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ถูกน้ำท่วม จะส่งผลให้เครื่องยนต์เสียหายถาวร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ |
| • |
ความสะอาดภายในห้องโดยสารนับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติ เนื่องจากน้ำจากน้ำท่วมมักจะมีแบคทีเรีย และสิ่งสกปรกอื่นๆ ปะปนมาด้วย |
|
| |
กรณีจอดรถไว้โดยที่ไม่ได้สตารท์เป็นระยะเวลานาน
ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา มีหลายๆ คนที่นำรถไปจอดบนที่สูง หมายความว่ารถอาจจะไม่ได้ถูกสตาร์ทเลยเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะนานหลายอาทิตย์ หรือเป็นเดือน โดยปกติแล้วรถจะสามารถจอดไว้ได้นานที่สุดไม่เกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสภาพของรถด้วยเช่นกัน |
| |
| หากคุณได้จอดรถไว้เป็นระยะเวลานาน (มากกว่าสองสัปดาห์) ให้ปฏิบัติตามนี้ |
| • |
ตรวจสอบระดับของเหลวต่างๆ ของรถ ว่าอยู่ในระดับเต็มหรือไม่ ถ้าขาดให้เติมยู่ในระดับมาตรฐาน |
| • |
ตรวจสอบรอยรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่นหรือของเหลวต่างๆ |
| • |
ตรวจวัดความดันลมยางว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่คู่มือของรถแนะนำ |
| • |
ต่อขั้วแบตเตอรี่ |
| • |
ลองสตารท์เครื่องยนต์และขับช้าๆ ตรวจดูว่าระบบทุกอย่างทำงานได้ตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะระบบเบรก |
| • |
หากคุณรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากล้อ นั่นหมายความว่า ล้ออาจจะมีบางจุดที่ยางเสียรูปจากการกดทับเป็นเวลานาน แนะนำให้เติมลมยางเพิ่มจากมาตรฐาน 5 ปอนด์ ซึ่งอาจจะต้องขับขี่เป็นระยะทางมากกว่า 100 กม. กว่าที่ยางจะคืนรูปกลับเป็นปกติ ซึ่งการขับในภาวะเช่นนี้ จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบนถนนที่ลื่น |
| • |
ขับรถไปที่ศูนย์บริการรถยนต์ที่ใกล้ที่สุด เพื่อตรวจเช็คและเปลี่ยนถ่ายของเหลว หากจำเป็น |
| • |
เช็ดล้างและทำความสะอาดรถ โดยให้ลงแว๊กซ์เคลือบเพื่อที่จะลบรอยและสิ่งสกปรกต่างที่เกิดขึ้น |
|
| |
 |
| |
การขับรถลุยน้ำท่วม
แม้ว่าน้ำในหลายพื้นที่จะลดระดับลงแล้ว แต่ในบางพื้นที่ระดับน้ำก็ยังท่วมสูงอยู่และในบางกรณี คุณอาจจะต้องขับรถลุยน้ำเช่นกัน กฎเหล็กในการใช้รถก็คือ อย่าขับรถลุยน้ำหากไม่จำเป็น ประกันรถอาจจะไม่ครอบคลุมในกรณีที่รถเกิดความเสียหายจากการลุยน้ำ แต่หากไม่มีทางเลือก ให้ปฎิบัติตามนี้ |
| |
| • |
ประเมินระดับน้ำ ว่าอยู่ในระดับไม่เกินครึ่งล้อรถ |
| • |
หากระดับน้ำอยู่เลยกึ่งกลางล้อรถ ให้ปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะใบพัดอาจจะหักได้หากกระทบโดนน้ำด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจจะเกิดแรงสั่นสะเทือน และเศษจากใบพัดก็อาจจะบาด สร้างความเสียหายกับท่อและระบบเชื่อมต่อ |
| • |
ขับด้วยความเร็วคงที่ (ไม่เกิน 20 กม./ชม.) การขับแบบนี้จะสร้างคลื่นที่ต่อเนื่อง ช่วยแหวกน้ำด้านหน้ารถ ซึ่งจะช่วยดันน้ำออกจากตัวรถ และจะช่วยลดระดับน้ำที่อยู่รอบรถด้วยเช่นกัน การเร่งความเร็วจะส่งผลให้น้ำเข้าใต้ท้องรถได้ โดยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครื่องยนต์ และอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งจะสร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าอย่างมาก |
| • |
คุณอาจเลือกที่จะใช้แผ่นพลาสติกคลุมกระจังหน้ารถไปจนถึงกันชน เพื่อกันน้ำที่อาจจะเข้าเครื่องยนต์ได้ แต่เมื่อผ่านพ้นระดับน้ำแล้ว ให้รีบเอาแผ่นคลุมออกทันที เพราะการขับรถโดยคลุมกระจังหน้า จะทำให้ความร้อนขึ้นสูงได้ และในบางกรณี ก็อาจจะสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์เช่นกัน |
| • |
อย่าถอนคันเร่ง และอย่าหยุดรถอย่างทันทีทันใด เพราะการกระทำดังกล่าว จะทำให้เกิดแรงดูดในท่อไอเสียขึ้น และดูดน้ำเข้าไปในท่อไอเสีย และจะเข้าเครื่องยนต์ได้ ในกรณีที่รถคันเล็กจะยิ่งรุนแรงกว่า เพราะท่อไอเสียจะสั้นกว่ามาก ก่อนที่จะออกรถให้แน่ใจก่อนว่า ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น |
| • |
หลังจากที่ขับผ่านน้ำท่วมมาแล้ว ให้ตรวจเช็คระบบเบรก ด้วยการเบรกรถถี่ๆ และให้ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าระบบเบรกใช้งานได้ตามปกติ และแห้งสนิท สำหรับผู้ที่ชำนาญการขับรถ สามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรก ขณะใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเทคนิคนี้จะอันตรายมาก หากผู้ขับไม่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี |
| • |
ในทุกครั้งที่ขับขี่รถยนต์ผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่จะต้องตรวจสอบระบบเบรกให้อยู่ในสภาพการใช้งานได้ตามปกติ โดยค่อยๆ เหยียบเบรกเพื่อลดความเร็ว แล้วทำการเหยียบคันเร่งอย่างช้าๆ ก่อนจะทำการเหยีบเบรกอีกครั้ง โดยให้ทำซ้ำๆ ไปจนกว่าจะแน่ใจว่า ระบบเบรกมีการทำงานได้ตามปกติ |
| • |
ให้ขับรถยนต์ของท่านต่อไปประมาณ 20 นาที เพื่อให้น้ำ หรือความชื้นที่อยู่ในเครื่องยนต์ หรือส่วนต่างๆ ของรถระเหยออกไป หากจำเป็นต้องหยุดรถ ให้สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 20 นาที รวมถึงเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ เพราะความร้อนจากระบบปรับอากาศ จะช่วยทำให้เครื่องยนต์แห้งเร็วขึ้น ห้ามดึงเบรกมือไว้เด็ดขาด เพราะน้ำที่เข้าไปในระบบ ทำให้เกิดการติดขัดได้ |
| • |
หากพบความผิดปกติในรถยนต์ เช่น ความสั่นสะเทือน หรือเสียงรบกวนผิดปกติ หลังจากที่ขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ให้นำรถยนต์ของท่านเข้ารับบริการตรวจสภาพรถที่ศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด |
|
| |
"ในบางกรณี เราอาจไม่ต้องการปรับเปลี่ยนสภาพรถยนต์ เพราะอาจส่งผลต่อเงื่อนไขการรับประกัน และอาจผิดกฏหมายในการเปลี่ยนสภาพรถให้สูงขึ้น จึงมีทางเลือกอื่น นั่นคือการต่อท่อไอดีให้สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า สน็อร์กเกิล และเคล็ดลับนี้ เหมาะแก่การขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เพราะการที่รถมีท่อไอดีสูงนั้น จะทำให้น้ำเข้าสู่ท่อร่วมไอดีได้ยาก" คุณกุญญาวัฒน์ กล่าว
"อุปกรณ์บางอย่างในรถยนต์ เช่น ระบบเฟืองท้าย หรือชุดเกียร์ มีระบบท่อหายใจ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้น้ำท่วมเข้าระบบได้ ดังนั้นควรมีการปรับปรุงต่อท่อหายใจต่างๆ ให้อยู่ในระดังที่สูงขึ้น หากจำเป็นจะต้องขับรถในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เพราะถ้าน้ำเข้าไปในอุปกรณ์เหล่านี้ จะมีการผสมกับน้ำมันต่างๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้ระบบนั้นๆ ขัดข้องได้"
ตามที่ คุณกุญญาวัฒน์ ได้กล่าวมานั้น นอกเหนือจากการติดตั้งท่อไอดีรถให้อยู่ในระดับสูงแล้ว รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงรถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะได้เปรียบกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน หากมีการขับขี่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
"รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะมีอัตราส่วนกำลังอัดที่สูง และมีแรงดันที่มากกว่าในระบบไอเสีย จึงทำให้โอกาสที่น้ำจะเข้าสู่ท่อไอเสียนั้นมีน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ขับรถโดยที่ปลายท่อไอเสียจมน้ำ อย่างไรก็ตาม การบีบอัดสูงยังส่งผลให้การทำงานของท่อไอดีลดลง ผู้ขับขี่จึงต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าไปในเครื่องยนต์เด็ดขาด" คุณกุญญาวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม
เครื่องยนต์ดีเซลนั้นไม่มีระบบหัวเทียน จึงทำให้โอกาสในการที่น้ำเข้าไปรบกวนระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์มีน้อยลง ซึ่งต่างกับรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน นอกจากนั้น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล มีแรงบิดที่สูงกว่าในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ จึงเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานในถนนที่มีน้ำท่วมขัง
คุณกุญญาวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "เคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นประโชยน์ต่อผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งหากมีการขับรถในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพของรถยนต์ ณ ศูนย์บริการฯ หากไม่แน่ใจว่ารถยนต์ของท่านอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ สำหรับลูกค้ารถยนต์เชฟโรเลต สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับบริการตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้ที่หมายเลข 1734" • |
| |