i want to believe
LT New Car RT
50
 
ขับรถอย่างไรให้ ‘Green’
เปลี่ยนพฤติกรรม หยุดทำร้ายโลก
800
TUESDAY, 15 SEPTEMBER 2009
 
bullet aเชื่อว่าแฟนๆ มอเตอร์ทริเวียหลายคน อ่านบทความเกี่ยวกับการอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อมแล้วก็อยากจะมีส่วนร่วม แต่จะเริ่มยังไงดีล่ะ... เอารถคันเก่าไปเทิร์นเป็น Green Car ซะเลยดีไหม? ถ้าทำแล้วไม่เดือดร้อนก็ดีนะครับ แต่ถ้าทำแล้วโดนคนที่บ้านด่า การเอาบทความนี้ไปอ้าง ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ (มาก)

bullet aถ้างั้นจะทำไงดีล่ะ?

bullet aก่อนอื่นทีมงานมอเตอร์ทริเวีย ขอบคุณทุกท่านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และขอตอบแทนความตั้งใจที่ดีนั้นด้วยการ 'เปลี่ยนพฤติกรรม หรือความเคยชินบางอย่างในการขับรถ' ซึ่งบางอย่างเชื่อว่าทุกคนก็รู้ แต่อาจหลงลืม ทีมงานก็ขอรวบรวมไว้ให้ และถ้าทำได้ครบทุกข้อ รถที่คุณใช้อยู่ก็จะเริ่มกลายเป็นสีเขียวอ่อนๆ แล้วล่ะครับ...

 
1
 

bullet aเรื่องง่ายๆ ที่ตกม้าตายมาหลายคน ก็ลมยางไงล่ะ ไม่ควรตรวจเช็คลมยางด้วยตาเปล่าหรือแค่ใช้มือกด เพราะลมยางหายไปเป็นสิบปอนด์ ยังแทบมองไม่เห็นความแตกต่าง ลงทุนซื้อเครื่องวัดลมยางดีๆ ซักอัน แล้วตรวจสอบสัปดาห์ละครั้ง เติมลมยางตามกำหนด นอกจากช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ถ้าล้อไหนรั่ว แรงดันลมยางลดลงมากกว่าล้ออื่น เราก็จะได้รู้ล่วงหน้าด้วย

bullet aไม่ควรขับรถไปไหนมาไหน โดยแบกน้ำหนักที่ไม่จำเป็นเอาไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถอดเบาะหลังหรือเอายางอะไหล่ออกนะครับ แค่เอาของที่ไม่ได้ใช้ทุกวันลงจากรถ เช่น ถุงกอล์ฟ ก็ช่วยลดน้ำหนักได้แล้ว

bullet aกล่องเก็บของบนหลังคา นอกจากประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังทำให้รถดูเท่ขึ้นด้วย แต่มันก็ต้านลมไม่น้อยนะ แถมยังหนักอีกด้วย เอาลงเถอะ ถ้ายังไม่ได้ใช้

bullet aในสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย การเปิดกระจกหรือซันรูฟ ช่วยให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์และไม่ต้องเปิดแอร์ก็จริง แต่มันก็ทำให้รถต้านลมมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้อากาศจะดี ก็ไม่ควรเปิดกระจกหรือซันรูฟขับ

 
2
 

bullet aตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอตามกำหนด เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีที่สุด ลดทั้งอัตราสิ้นเปลืองและมลพิษ

bullet aเครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ ไม่ต้องวอร์มเครื่องยนต์นานๆ ไม่ต้องเดินเบาจนกระทั่งเข็มวัดความร้อนขึ้นมาอยู่กึ่งกลางหรอก สตาร์ตแล้วปล่อยเดินเบาแค่ครึ่งหรือ 1 นาที ก็ออกรถได้แล้ว การขับรถออกไปด้วยความเร็วปกติ จะทำให้เครื่องยนต์ ถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมเร็วขึ้น

bullet aต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว ถ้าต้องเดินทางเป็นระยะทางใกล้ๆ ควรใช้พาหนะอื่น เช่น จักรยาน, รถสาธารณะ หรือออกกำลังกายด้วยการเดิน เพราะการขับรถระยะทางใกล้ๆ ถือว่าเป็นสภาพที่เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักกว่าขับไกลๆ

bullet aข้อนี้คงใช้ได้เฉพาะเมืองหนาว ถ้าการจราจรติดขัดนานๆ ให้ดับเครื่องยนต์ เพราะเครื่องปรับอากาศหรือฮีตเตอร์ ล้วนทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น

bullet aคาดเดาการจราจรข้างหน้า ถ้าเห็นว่ารถติดก็ไม่ต้องรีบกดคันเร่งเข้าไปเพื่อจะเบรกหนักหน่วง ควรชลอรถแต่เนิ่นๆ ด้วยการยกเท้าออกจากคันเร่ง แล้วค่อยแตะเบรก แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วยนะครับ ไม่ใช่ถอนคันเร่งแต่ไกลเพื่อปล่อยรถไหล เดี๋ยวคันหลังจะเคืองเอาได้

 
3
 

bullet aหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน หรือกดคันเร่งกระชากรถออกตัวแบบรุนแรง เพราะไม่ได้สิ้นเปลืองแค่เชื้อเพลิง แต่รวมไปถึงระบบเบรก เครื่องยนต์ ล้อยาง และอาจรวมไปถึงเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้น ในกรณีที่คุณเบรกไม่ทัน

bullet aยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช้ความเร็วสูงเกินไป จะช่วยคุณประหยัดเชื้อเพลิงได้ ถ้าขับทางไกล การใช้ครูสคอนโทรล จะช่วยรักษาความเร็วให้คงที่ได้ดี

bullet aในกรณีเกียร์ธรรมดา ควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว ไม่ควรขับความเร็วสูงด้วยเกียร์ต่ำ เพราะรอบเครื่องยนต์จะสูง สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและมีการสึกหรอกสูง ส่วนการใช้เกียร์สูงที่ความเร็วต่ำ ก็ไม่ได้ทำให้ประหยัดมากขึ้นเท่าไร เพราะคุณก็ต้องกดคันเร่งลึกขึ้นอยู่ดี เพื่อให้ไม่ให้รถดับ หรือให้เครื่องยนต์พอมีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้

bullet aถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในเวลาเร่งด่วน และวางแผนการเดินทางก่อนออกจากบ้าน จะได้ไม่ต้องขับวกไปวนมารอบเมืองเพื่อทำธุระ

bullet aฝึกหัดการกดคันเร่งเบาๆ และนุ่มนวล พยายามเปลี่ยนเกียร์ที่รอบไม่เกิน 3,000 รอบต่อนาที

bullet aถ้าต้องเดินทางไกล ควรเผื่อเวลาสักนิด จะได้ไม่ต้องไปเร่งรีบบนถนน ขับช้าๆ ชิลๆ ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ลดการสึกหรอ แถมยังเพิ่มความปลอดภัยอีกต่างๆ

bullet aแต่อย่าลืม...ขับช้าชิดซ้ายนะครับ

 
800
50
 
LB
allstat
Watch this
RB