คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของแวดวงมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะจากฝั่งยุโรป น่าจะคุ้นหูกับคำว่า Eau Rouge กันมาบ้างไม่มากก็น้อย หรือใครที่เคยผ่านคอร์สภาษาฝรั่งเศสมาบ้าง อาจจะพอรู้ความหมาย ว่าแต่ว่ามันเกี่ยวอะไรกับมอเตอร์สปอร์ตล่ะเนี่ย
ถ้าให้บอกชื่อของโค้งที่เป็นขวัญใจของบรรดานักแข่ง โดยเฉพาะพวก F1 แน่นนอว่า Eau Rouge น่าจะเป็นชื่อในอันดับต้นๆ ที่นักแข่งเหล่านี้คิดถึงอย่างแน่นอน
Eau Rouge เป็นโค้งหนึ่งของสนาม Spa-Francorchamps และแม้ว่าตรงช่วงสั้นๆ ของโค้งจะประกอบไปด้วยโค้งย่อย 3 โค้งรวมกัน และเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Raidillon/Eau Rouge แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียกสั้นๆ ว่า Eau Rouge ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึง น้ำสีแดง
แน่นอนว่า ตรงนี้คนตั้งชื่อคงไม่ได้หมายถึงเลือด เพื่อให้นักแข่งได้เสียวเล่น หรือสื่อให้เห็นว่าใครเข้ามาแล้วโอกาสรอดยาก แต่ Eau Rouge เป็นชื่อของลำธารที่มีความยาว 15 กิโลเมตรในเมืองลิแอช ประเทศเบลเยี่ยม และไหลพาดผ่านบางส่วนของตัวสนาม Spa-Francorchamps ด้วย นั่นก็เลยเป็นที่มาของการยืมชื่อนี้มาใช้ในการตั้งเป็นชื่อโค้ง เพื่อสื่อให้เห็นถึงความคดเคี้ยวของโค้งที่เหมือนกับลำธาร
อย่างที่บอกว่า Eau Rogue เป็นโค้งที่ต่อเนื่องรวมกัน 3 โค้ง โดยหลังจากออกสตาร์ท และผ่าน 'โค้งหักศอก' หรือ Hair Pin ที่ชื่อว่า La Source ซึ่งเป็นโค้งแรกของสนามแล้ว ตัวเส้นทางจะมีลักษณะคล้ายๆ ไต่ขึ้นเนิน พร้อมกับเจอโค้งที่ 2 ของสนาม และจากนั้นก็จะเข้าสู่กระแสลำธารของ Raidillon/Eau Rouge ซึ่งเป็นโค้งเกือบๆ ตัว S ที่ใช้ความเร็วสูงในลักษณะ ซ้าย-ขวา-ซ้าย โดยสามารถใช้ความเร็วในระดับสูงเกิน 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับรถแข่ง F1 หรือในระดับ 160-180 กิโลเมตร/ชั่วโมงสำหรับทัวริงคาร์
สิ่งที่น่ากลัวและทำให้อะดรีนารีนของนักแข่งสูบฉีดอย่างรวดเร็วเวลาแล่นอยู่ในโค้งนี้ นอกจากความเร็วที่สามารถใช้ได้ค่อนข้างสูงแล้ว คือ มุมบอดของโค้ง เพราะด้วยลักษณะของการไต่ขึ้นเนินทำให้บางครั้งมองไม่เห็นว่าจะเจออะไรอยู่ข้างหน้า จากนั้นก็จะเข้าสู่ทางตรง (Kemmel Straight) เพื่อมุ่งหน้าสู่โค้งตัว S ที่ชื่อ Les Combres
"ขณะที่เร่งความเร็วเพื่อขึ้นเนินและเข้าสู่โค้ง จากนั้นต้องหักพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนทิศทางกะทันหันแบบไปมา ซึ่งเมื่อนั่งอยู่ในค็อกพิตของรถแข่งแล้ว คุณไม่สามารถมองเห็นทางออกของโค้งเลย และไม่มีทางรู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไร อย่างไรก็ตาม โค้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการทำเวลาในการแข่งขัน เพราะถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ทุกอย่างก็จบลง และในมุมมองของนักแข่งที่มีต่อโค้งแล้ว นี่คือโค้งที่ยอดเยี่ยมมาก" เฟอร์นันโด อลองโซ่ แชมป์โลก 2 สมัยกล่าวถึง Eau Rouge ในสนาม Spa-Francorchamps