 |
| |
| เรื่อง : AE86 |
Sunday, 20 December, 2009 11:49 PM
|
|
 |
| |
|
| |
สำหรับบริษัทที่ยึดมั่น และมีแนวทางในการสร้างเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถอย่างชัดเจน และมีการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่นับรถยนต์ระดับหรูอย่าง โรลส์-รอยซ์ หรือ เบนท์ลีย์ แล้ว ต้องยอมรับว่า บีเอ็มดับเบิลยู คือ อีกค่ายที่มีแนวทางในการออกแบบรถยนต์ที่ชัดเจน และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมานาน
แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ทางด้านรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์จากค่ายนี้แล้ว คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึง กระจังหน้าแบบไตคู่ หรือ Double Kidney เป็นอันดับแรก เพราะนับตั้งแต่ตอนนี้จนถึงปัจจุบัน เจ้าไตคู่หรือบางคนเรียก ฟันหู เป็นสิ่งที่อยู่คู่มาตลอด และแทบเรียกว่าไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเลย แถมยังมีใช้กับรถยนต์ทุกรุ่นทุกสายพันธุ์ ต่างจากไฟหน้าดวงกลมฝั่งละคู่ที่จะมีใช้เฉพาะรถยนต์รุ่นหลัก (ส่วน E21 มีทั้งแบบไฟคู่และไฟเดี่ยว) ซึ่งในปัจจุบัน สไตล์ก็ถูกดัดแปลงไปแล้ว โดยเปลี่ยนมาอยู่ในกรอบเหลี่ยมแทน ซึ่งเริ่มครั้งแรกกับซีรีส์ 3 รุ่น E36 ที่เปิดตัวในตลาดโลกปี 1991 |
| |
 |
| |
| • บีเอ็มดับเบิลยู 1500 ที่เปิดตัวในปี 1961 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีการนำเส้นตัว J คว่ำมาใช้กับเสา C และเป็นที่มาของชื่อ Hofmeister Kink |
 |
| |
ส่วนอีกเอกลักษณ์หนึ่งเป็นเรื่องของภายในและหลายคนอาจนึกไม่ถึง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าแผงมาตรวัดในรถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู (คิดว่าน่าจะเริ่มกับการเปลี่ยนแปลงรหัสรุ่นรถยนต์ซึ่งเริ่มกับซีรีส์ 5 ในปี 1972) จะมีรูปแบบตายตัวและยึดมั่นมาโดยตลอดคือ เป็นแผงมาตรวัดแบบรวมชุด ใช้มาตรวัด 2 ดวงใหญ่เป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์และความเร็ว (ขวาและซ้าย) ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เวอร์ชันใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ 7 F01/02 รวมถึงซีรีส์ 5 GT F07 หรือ ซีรีส์ 5 ซีดานใหม่ F10 ก็ยังใช้มาตรวัดในลักษณะนี้อยู่ เพียงแต่อาจจะมีการปรับให้ทันสมัยขึ้น เช่นมีหน้าจอดิจิตอลสำหรับแสดงผลฟังก์ชั่นต่างๆ ในตัวรถ
ส่วนการประกบด้วยมาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงฝั่งซ้าย และมาตรวัดความร้อนฝั่งขวา ถ้าเป็นรถยนต์ในอดีตยุค 1970-2000 ยังมีอยู่ แต่หลังจากนั้นบางรุ่นก็มี บางรุ่นก็ไม่มี เช่นในซีรีส์ 3 E90 และซีรีส์ 1 E81 จะไม่มี แต่ F07 จะมี
กลับมาที่เรื่องของเอกลักษณ์การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกกันอีกที โดยนับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังปี 1945 เป็นต้นมา อีกเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับรถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาโดยตลอด คือ คำว่า Hofmeister Kink / Hofmeister Knick หรือ Hofmeister Kick ในภาษาอังกฤษ
Hofmeister Kink มีความหมายถึงเส้นที่มีความโค้งลงของเสาหลัง หรือ C-Pillar ซึ่งเมื่อมองจากทางด้านข้างแล้ว จะเหมือนกับตัว J คว่ำหน้าลงมา โดยเส้นตรงของตัว J จะเริ่มต้นจากแนวหลังคา จากนั้นก็จะโค้งลงมา และมาหักเป็นเหมือนกับตะขอตรงช่วงรอยต่อกับขอบด้านล่างของกระจกบังลมบนประตูหลังสำหรับรุ่นซีดาน หรือกระจกบังลมหลังบนตัวถังด้านท้ายสำหรับรุ่นคูเป้ 2 ประตู หรืออาจจะเป็นช่องกระจกโอเปราบนเสา C ในรถยนต์ 4 หรือ 5 ประตูบางรุ่น เช่น ซีรีส์ 5 GT ใหม่ |
| |
 |
| |
 |
| |
| • เปรียบเทียบกับรถยนต์รุ่นเก่าในยุค 1970 จะพบว่าการหักลงของเส้น Hofmeister Kink ยังไม่ดุเท่ากับรุ่นใหม่ๆ |
 |
| |
ลักษณะการออกแบบเช่นนี้มีมานานแล้วกับรถยนต์ตั้งแต่สมัยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เสร็จสิ้นไม่นาน เช่น รถยนต์รุ่น Kaiser Deluxe Dragon ที่วางขายในปี 1951 เพียงแต่สไตล์นี้เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวบิมเมอร์ ก็เพราะ Wilhelm Hofmeister ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู (ช่วงปี 1955-1970) นำมาใช้เป็นครั้งแรกกับรถยนต์รุ่น 1500 ที่เปิดตัวในแฟรงค์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 1961 และถูกเรียกตามชื่อของ Hofmeister
นั่นก็เลยทำให้รถยนต์รุ่นหลังจากนั้นยึดตรงนี้เป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบมาตลอด และเมื่อพูดถึงเส้นตัว J คว่ำตรงเสาหลังของบีเอ็มดับเบิลยูแล้ว คนส่วนใหญ่จะนึกถึงชื่อของ Hofmeister Kink ขึ้นมาทันที |
| |
 |
| |
 |
| |
| • กับรถยนต์คูเป้หรือแฮทช์แบ็กก็มีการนำเส้นนี้มาใช้ด้วยเหมือนกัน |
 |
| |
จากข้อมูลเพิ่มเติมที่เสาะหามาได้เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของชาวซีรีส์ 5 E12 (bmwe12thailand.com) คุณ Archa_tao ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า...
‘ถึงอย่างไรชื่อ Hofmeister Kink นี้ ทางบีเอ็มก็ไม่ได้จดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด มิฉะนั้นคงโดน Kaiser ฟ้อง แน่ๆ Hofmeister Kink จึงเป็นแค่ชื่อที่คนคิดเรียกในภาษาพูดเฉยๆเสน่ห์ของ Hofmeister Kink จุดที่ Hofmeister Kink ทำให้รถดูสวยงาม ไม่ว่าจะผ่านมานานกี่ปี มันมีอยู่ในหนังสือออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาบอกว่า เส้นสายทุกอย่าง ควรจะใส่เส้นแก้เลี่ยนทางสายตากันไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น ลายกระจังรถ ควรหาเส้นเบรคไว้บ้าง เส้นหลังคาที่ลาดลงมาจรดตัวถัง บางครั้งก็ดูน่าเบื่อ แต่การใส่ Hofmeister Kink เข้าไป ทำให้สายตาคนเรามีจุดดึงดูดโดยไม่รู้ตัว Hofmeister Kink ก็ทำหน้าที่เหมือนเส้นแก้เลี่ยนทางสายตานั่นเอง’
อย่างที่บอกว่า Hofmeister Kink เป็นแค่ชื่อเรียกแนวเส้นตามคำอธิบายข้างต้นของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งในรถยนต์บางยี่ห้อ ก็มีการนำไปใช้เช่นกัน และที่โด่งดังไม่แพ้กันคือ SAAB กับเส้นเดียวกันนี้แต่ใช้ชื่อว่า Hockey Stick ที่จำลองรูปแบบของเส้นตรงนี้มาจาก ไม้ตีฮ็อกกี้น้ำแข็ง ซึ่งรถยนต์รุ่นแรกของซาบที่มีสไตล์นี้คือ 99 ที่เปิดตัวในปี 1960 และนับจากนั้นเป็นต้นมา รถยนต์ของซาบส่วนใหญ่ก็จะมีเส้นไม้ตีฮ็อกกี้นี้ติดมาด้วย |
| |
 |
| |
| • ในซีรีส์ 5 GT รุ่นใหม่ Hofmeister Kink จะใช้กับช่องโอเปร่าบนเสา C |
| |
 |
| |
| • ซาบกับแนวเส้นตัว J คว่ำที่เรียกว่า Hockey Stick ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 |
| |
 |
| |
 |
| |
| • ไฟหน้าดวงกลมคู่ อีกเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่ในปัจจุบันถูกปรับและประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยอย่างลงตัว |
 |
| |
อย่างไรก็ตาม บางแหล่งที่ยังไม่มีการระบุถึงที่มาอย่างชัดเจนก็อธิบายว่า ซาบ กำลังพยายามแตกยอดการออกแบบ Hockey Stick ของตัวเองออกมา ด้วยการสร้างสรรค์เส้นที่เรียกว่า Reverse Hockey Stick หรือแปลอย่างบ้านๆ แบบเห็นภาพหน่อย คือ J หงาย หรือจับไม้ฮ็อกกี้หงายขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เหมาะมากกับรถยนต์แฮทช์แบ็กตรงท้ายลาด และมีการนำมาใช้แล้วกับต้นแบบอย่างรุ่น 9-X Hybrid ซึ่งจะขายจริงในชื่อ 9-1 ตอนปี 2010
ส่วนค่ายอื่นๆ จะใช้ชื่อแบบไหนหรืออย่างไรนั้น ตรงนี้คงแล้วแต่การจะสรรหาชื่อมาตั้งกัน แต่ถ้าพูดถึงเส้นโค้งเป็นตัว J ตรงเสา C แล้ว ก็จะมีแค่ 2 ชื่อเท่านั้นที่คนนึกถึง คือ Hofmeister Kink ของบีเอ็มดับเบิลยู และ Hockey Stick ของซาบ • |
| |
 |
| |
 |
| |
| • เปรียบเทียบแผงมาตรวัดของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรส์ 5 รุ่นแรก E12 กับรุ่นใหม่ล่าสุด F07 |
| |
 |
| |
| • ในซีรีส์ 3 และซีรีส์ 1 ซึ่งใช้พื้นฐานเดียวกัน แผงมาตรวัดยังเป็นดวงกลมคู่ขนาดใหญ่ และมาตรวัดระดับน้ำมันกับความร้อน ที่จะประกบข้าง หายไปแล้ว |
| |
 |
| |
| • อีกแนวคิดการออกแบบที่เปลี่ยนจาก J คว่ำมาเป็น J หงายของซาบที่เรียกว่า Reverse Hockey Stick ที่อยู่ในต้นแบบรุ่น 9-X Hybrid |
| |
 |
| R E L A T E D - N E W S : |
| |
|
| |
 |
: อ่านข่าวทั้งหมดของ บีเอ็มดับเบิลยู คลิ๊กที่นี่ครับ : BMW News Section |
 |
 |
|
| |