 |
| |
| เรื่อง : AE86 |
Sunday, 4 October, 2009 11:59 PM
|
|
 |
| |
|
| |
หายหน้าไปนาน เพราะว่าติดธุรกิจชนิดที่กระดุกกระดิกไปไหนไม่ได้ แม้ว่าทางทีมงาน มอเตอร์ทรีเวีย พยายามโทรแล้วโทรอีก ให้เขียนต้นฉบับให้หน่อย… เอาล่ะ ตอนนี้ ธุรกิจสะสางเสร็จแล้ว และเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น ก็เลยกลับมาประจำการในการเขียนคอลัมน์ Surfing the net กันอีกครั้งหนึ่ง และถาไม่มีอะไรผิดพลาด จะพยายามไม่ทำให้คอลัมน์นี้ขาดหายไปอีกแล้ว เรียกว่า แฟนๆ (จะมีไหมหว่า) มาเจอกันได้ทุกวันเสาร์ หรืออาทิตย์นะครับ
กลับมาคราวนี้พยายามจะหาเรื่องที่มันน่าสนใจเสียหน่อย แต่ลองเสิร์ชเอาตามอินเตอร์เนตแล้ว ดูเหมือนจะยังไม่มีไอเดียเกิดขึ้นสักที จนกระทั่งมาอ่านเรื่องราวของ Eco Car ที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาของบรรดาคนใช้รถใช้ถนนในบ้านเรา ซึ่งทางนิสสันเป็นเจ้าแรก ที่มีการแถลงไขความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการนี้กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
นั่นก็เลยปิ๊งไอเดียว่า น่าจะลองหารถยนต์ที่เรียกว่า K-Car หรือ Kei Car ในตลาดญี่ปุ่นกันดู เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้ เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ทราบถึงเรื่องราวที่แท้จริง ซึ่งจะว่าไปแล้ว Kei Car ก็มีต้นกำเนิดในลักษณะที่คล้ายกับ Eco Car ในบ้านเรา คือ เป็นรถยนต์ที่เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของรถยนต์ในญี่ปุ่น และรถยนต์กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของ |
| |
 |
| |
| • ซูซูกิ แวกอน อาร์ Kei Car ที่มียอดขายสูงสุดต่อปีนับจากปี 2003 เป็นต้นมา |
 |
| |
คำนี้เรียกได้ 3 แบบ คือ Kei car, K-car หรือ keijidosha (lit., light automobile) ซึ่งคำหลังสุดเป็นชื่อเต็ม และความหมายของรถยนต์ประเภทนี้ นั่นคือ รถยนต์ขนาดเล็กที่มีน้ำหนักเบา ซึ่ง ไคจิโดฉะ เป็นเซ็กเมนท์รถยนต์ ที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น และได้รับการออกแบบ และพัฒนาภายใต้พิกัดการเสียภาษี และการประกันภัยที่มีรูปแบบเฉพาะของญี่ปุ่น
จุดเริ่มต้นของ Kei-Car มีขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแน่นอน เมื่อเศรษฐกิจและบ้านเมืองฟื้น ความต้องการของคนก็ฟื้นตาม และรถยนต์ก็กลายเป็นอีกอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งคนในยุคนั้นเมื่ออยู่ดีกินดีขึ้น ความต้องการก็เปลี่ยนจากจักรยานมาเป็นมอเตอร์ไซค์ และจากมอเตอร์ไซค์ก็มาเป็นรถยนต์ที่มีราคาพอที่จะเป็นเจ้าของได้
เป็น K car ถือเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของประเภทรถยนต์ ซึ่งบัญญัติขึ้นโดย Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism of Japan คุณสมบัติโดยรวมคือ มีจำนวนที่นั่งสูงสุดไม่เกิน 4 ที่นั่ง ความยาวสูงสุดไม่เกิน 4 เมตร ความกว้างสูงสุดไม่เกิน 1.48 เมตร และขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 0.66 ลิตร |
| |
 |
| |
| • สมาร์ท ฟอร์ทู กลายเป็น Kei Car รุ่นแรกที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น |
 |
| |
Kei-Car เป็นรถยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบรับกับลูกค้า ที่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อมอเตอร์ไซค์ แต่ยังไม่มากพอที่จะไต่ไปถึงรถยนต์นั่งในขนาดปกติได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วแนวคิดนี้ก็เหมือนกับที่ Tata เปิดตัวรุ่น Nano ออกมา และเมื่อบวกกับความต้องการให้อุตสาหกรรมรถยนต์มีการขยายตัว มาตรฐานของ Kei-Car ก็เลยถูกจัดตั้งขึ้นมา
Osamu Ito หัวหน้าส่วนสื่อสารองค์กรของ Keijidosha manufacturers’ association กล่าวว่า "Kei Car ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนองตอบความต้องการของคนทั่วไป ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 1950-1960 ในยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว และเศรษฐกิจเริ่มเบ่งบาน ไอเดียในการผลิตมินิคาร์ประเภทนี้ก็เลยเกิดขึ้น"
จากการที่ตัวรถจะต้องใช้ป้ายทะเบียนที่เป็นสีเหลือง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าชื่อเล่นอีกชื่อของ Kei Car คือ Yellow-Plate Car โดยถ้าเป็นพื้นเหลืองตัวหนังสือดำก็เป็น Kei Car สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล
ที่ผ่านมา Kei Car มีขายเฉพาะในญี่ปุ่น และก็มีแค่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ทำขึ้นมา แต่จากการนำเข้า Smart Fortwo เข้ามาตลาดญี่ปุ่น ถือเป็นครั้งแรกที่ Kei Car มีรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตจากแบรนด์ในญี่ปุ่นทำตลาด |
| |
 |
| |
| • ป้ายทะเบียนสีเหลือง ตัวอักษรดำ ทำให้ Kei Car รู้จักกันในอีกชื่อว่า Yellow-Plate Car |
 |
| |
แน่นอนว่ารถยนต์ประเภทนี้ ถูกจำกัดในเรื่องของรายละเอียดทางวิศวกรรม ทั้งขนาดของตัวรถ ความจุของเครื่องยนต์และกำลัง ดังนั้น ถ้าจะบอกว่ารถยนต์เหล่านี้คือ รถยนต์ราคาประหยัดก็คงไม่ถูกนัก เพราะหลายผู้ผลิตรถยนต์ ต่างแข่งขันกันในการสร้างความโดดเด่นในตลาด Kei Car และมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาติดตั้งในรถยนต์ประเภทนี้หลายต่อหลายอย่าง
นับจากข้อกำหนดแรกเริ่มในปี 1948 ปัจจุบัน Kei-Car มีการปรับปรุงข้อกำหนดหลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับ ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สำหรับสเปกล่าสุดที่ใช้กันเป็นข้อกำหนดที่เกิดขึ้นในปี 1998
แม้ดูแล้วบางคนอาจบอกว่าเหมือนกระป๋องติดล้อ แต่ด้วยราคาที่ไม่แพง การเสียภาษีที่ต่ำ ความประหยัดน้ำมัน สามารถซอกซอนไปตามตรอกซอกซอยในเมืองใหญ่ๆ ได้ ทำให้ Kei Car ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น ซึ่ง 1/3 ของรถยนต์ที่ขายในญี่ปุ่นเมื่อปี 2008 คือ รถยนต์ในกลุ่มนี้ Kei Car เป็นรถยนต์ที่มีความยาวไม่เกิน 3.4 เมตร กว้างไม่เกิน 1.48 เมตร และสูงไม่เกิน 2 เมตร เครื่องยนต์ก็ถูกจำกัดเอาไว้ไม่เกิน 660 ซีซี ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของญี่ปุ่น |
| |
 |
| |
| • ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปทำให้ Kei Car มียอดขายสูงมากในแต่ละปี |
 |
| |
สำหรับในเรื่องของภาษีแล้ว ถือว่าจ่ายถูกมาก เพราะภาษีประจำปีของ Kei Car อยู่ที่ 7,200 เยน หรือ 2,660 บาท ต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์ในพิกัดไม่เกิน 1,500 ซีซีซึ่งต้องเสียมากถึง 34,000 เยน หรือ 12,580 บาทเลยทีเดียว ส่วนราคาขายก็มีระหว่าง 700,000 ถึง 1.6 ล้านเยน หรือ 260,000-592,000 บาท
ในปัจจุบัน 40% ของครอบครัวญี่ปุ่น จะมี Kei Car อยู่ในครอบครอง แต่น่าแปลกตรงที่ครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง Kei Car มักจะเป็นรถยนต์คันที่ 2 หรือ 3 ส่วนครอบครัวที่อาศัยอยู่ชานเมืองจะเป็นรถยนต์คันแรก โดยตรงนี้ทาง Ito อธิบายว่าเป็นเพราะ Kei Car ที่ขายในญี่ปุ่นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นรถยนต์แบบ 2 กล่องท้ายตัดเท่านั้น แต่ยังมีตัวถังแบบเอสยูวี หรือปิกอัพ รวมถึงรถตู้เล็กๆ ทำตลาดด้วย ซึ่งรถยนต์ในลักษณะนี้สามารถรองรับการบรรทุกได้ถึง 350 กิโลกรัมเลยทีเดียว |
| |
 |
| |
| • Kei Car ไม่ได้มีแค่ตัวถังแฮทช์แบ็กเท่านั้น แต่ Kei Car ยังมีตัวถังอื่นๆ ให้เลือก เช่น เอสยูวี (ซ้าย) รถตู้หรือแวน (กลาง) และรถสปอร์ต (ขวา) |
 |
| |
"ถ้าได้ลองใช้แล้วจะรู้ว่า Kei Car มีจุดเด่นกว่ารถยนต์ปกติ ข้อแรกคือ ราคาถูก ข้อสอง ค่าบำรุงรักษาไม่แพงจนเกินไป และไม่กินน้ำมัน การจ่ายภาษีประจำปีก็ต่ำกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆ และสุดท้าย ด้วยตัวถังที่แคบก็เลยมีความคล่องตัว" Ito ให้เหตุผล
สำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Kei Car ที่ได้รับความนิยมนั้นหนีไม่พ้น Suzuki ในตระกูล R ซึ่งในปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ของยอดขาย 1.87 ล้านคันเป็นรถยนต์จากตระกูลนี้ โดยซูซูกิเริ่มเปิดตัวรถยนต์ในตระกูล R หรือแวกอน อาร์ในปี 1993 และทำตลาดเรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2003 ได้กลายเป็นรถยนต์ Kei Car ที่มียอดขายต่อปีสูงสุดมาตลอด โดยในรุ่นปัจจุบันที่ทำตลาดถือเป็นเจนเนอเรชันที่ 4 แล้ว • |
| |
| สรุปข้อกำหนดเกี่ยวกับ Kei Car ในญี่ปุ่น |
| |
 |
| |
 |
| R E L A T E D - N E W S : |
| |
|
| |
 |
 |
|
| |