ความจริงแล้ว รถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับชื่อหนัง คือ รถยนต์ของฟอร์ดที่ผลิตขายในช่วงปี 1968-1976 ในชื่อ ฟอร์ด โตริโน่ โดยเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการอัพสเปก โดยใช้พื้นฐานของรถยนต์รุ่น แฟร์เลน (Fairlane) ของฟอร์ดที่ผลิตในระหว่างปี 1960-1970 ซึ่งในช่วงแรกของการทำตลาด ทั้ง 2 รุ่นจะขายคู่กัน แต่จากนั้นเมื่อแฟร์เลนโดนปลดออกจากตลาด โตริโน่ ก็เลยกลายมาเป็นชื่อเดี่ยวๆ ในการทำตลาด
โตริโน่ หรือตูริน ในอิตาลี แฟนๆ บอลกัลโช่คงทราบกันดี จาก 2 ทีมฟุตบอลชั้นนำอย่าง ยูเวนตุส และ โตริโน่ เช่นเดียวกับนักเลงรถ เพราะเมืองนี้ถือเป็นเส้นเลือดของอุตสาหกรรมรถยนต์อิตาลี และมีความสำคัญเช่นเดียวกับเมืองดีทรอยต์ของสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญนี่คือหนึ่งในชื่อที่ถูกเสนอขึ้นมา สำหรับใช้ตั้งรถสปอร์ต Pony Car รุ่นใหม่ที่ฟอร์ดจะส่งลงขายในตลาด แต่สุดท้าย ‘มัสแตง’ ก็ได้สิทธิ์นี้ไปครองแทน
ในช่วงแรกของการทำตลาด โตริโน่มีทั้งตัวถังซีดาน แวกอน คูเป้ และเปิดประทุน จากนั้นเมื่อถึงช่วงปี 1972-1976 ฟอร์ดส่งอีกทางเลือกในชื่อ GT หรือ แกรน โตริโน่ตามออกมาขาย โดยเป็นเวอร์ชันพิเศษที่ทำตลาดคู่กับโตริโน่รุ่นปกติ แต่เน้นไปกับรุ่นที่มีสเปกสูง เครื่องยนต์แรงมีทั้งซีดานและคูเป้
รุ่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ สปอร์ตคูเป้กับรูปทรงที่โค้งเว้าในสไตล์ Coke Bottle Styling เหมือนกับโอเปิล GT ขณะที่กระจังหน้าทำให้รู้สึกคล้ายกับปลาวาฬเพชฌฆาตนามว่า Namu The Killer Whale ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังมากในปี 1966 ส่วนเครื่องยนต์ก็มีให้เลือกทั้ง 6 สูบเรียง วี6 และวี8 ที่มีความจุระหว่าง 4,100-7,000 ซีซี
ในปี 1972 โตริโน่ และแกรน โตริโน่ ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการทำยอดขายมากถึง 496,645 คัน และเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดสามารถแซงหน้ารถสปอร์ตรุ่น Chevelle ของเชฟโรเลตไปได้นับตั้งแต่รถสปอร์ตรุ่นนี้เปิดตัวออกมาในปี 1964
อย่างไรก็ตาม ความต้องการของตลาดที่ลดลงบวกกับปัญหาเรื่องวิกฤตการณ์น้ำมัน ทำให้โตริโน่ประสบปัญหาในด้านยอดขายเหมือนกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ และฟอร์ดตัดสินใจที่จะยุบสายพันธุ์นี้ออกจากไลน์ผลิต โดยในปี 1976 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการผลิต โตริโน่มียอดการผลิตอยู่ที่ 193,096 คัน ก่อนที่ฟอร์ดจะนำแชสซีส์ของโตริโน่ไปพัฒนาเป็นรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง LTD II ออกมาทำตลาดแทนที่ในปี 1977
รถยนต์ที่เข้าฉากในเรื่อง Gran Torino เป็นรุ่นปี 1972 กับรุ่น Gran Torino Sport SportsRoof ส่วนโตริโน่อีกรุ่นที่ได้เข้าฉากในภาพยนตร์ซีรีส์ทางโทรทัศน์ คือ รุ่นปี 1975 กับเรื่อง Starsky and Hutch
เห็นอย่างนี้แล้วอยากซื้อ DVD มาดูจังเลย...แต่คงต้องอดใจสักนิด ให้เงินเดือนออกมาเสียก่อน เพราะของลิขสิทธิ์ ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน •
|