| |
|
Thursday, 25 March, 2010 8:05 AM |
| |
 |
| |
ถ้าเป็นสัก 10 ปีที่แล้ว ต้องบอกว่า ถุงลมนิรภัย เป็นเรื่องที่ไกลตัวสำหรับคนใช้รถในบ้านเรามากๆ ต้องเฉพาะรถยนต์ระดับหรูเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้เห็นคำว่า SRS ปั๊มอยู่บนฝาแตรพวงมาลัย หรือไม่ก็แผงคอนโซลฝั่งคนนั่งด้านหน้าเป็นช่องเก็บถุงลมนิรภัยจริงๆ ไม่ใช่เป็นเกะใส่ของที่ทำหลอกขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ถุงลมนิรภัยกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ขาดไม่ได้ สำหรับรถยนต์จ่ายกับข้าวในระดับซับคอมแพ็กต์ และคอมแพ็กต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเรา เช่นเดียวกับพวกรถปิกอัพ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้สำหรับตลาดรถยนต์ต่างแดน ถุงลมนิรภัยได้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง และในรถยนต์ 1 คัน คำว่าถุงลมนิรภัย ไม่ได้มีความหมายเฉพาะ ถุงลมนิรภัยที่ติดตั้งอยู่ทางด้านหน้าเท่านั้น
|
| |
 |
| |
ถุงลมนิรภัย ถือเป็นระบบ ความปลอดภัยเชิงปกป้อง หรือ Passive Safety เช่นเดียวกับเข็มขัดนิรภัย และโครงสร้างตัวถังของรถยนต์ ส่วนเรื่องของจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนั้น แรกเริ่มเดิมทีมีการยืนยันว่าวิศวกรผู้รีไทร์จากการทำงานอย่าง John W.Hetrick เป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนาระบบป้องกันในลักษณะนี้ขึ้นมาในปี 1952 แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในรถยนต์ จนกระทั่งถึงปี 1967
ว่ากันว่าตรงนี้มีความเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติด้านความปลอดภัยบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกา หรือ The National Traffic and Motor Vehicle Safety Act ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ในปี 1966 ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติแรกที่ถูกตราขึ้นมา โดยมีเป้าหมายในเรื่อง การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับรถยนต์นั่งในสหรัฐอเมริกา และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นระบบความปลอดภัยใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งก็รวมถึงถุงลมนิรภัย
Dr.Allen S.Breed ได้คิดค้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Ball-in-Tube ขึ้นมา ซึ่งจะสามารถพองตัวได้เมื่อมีการตรวจพบว่าเกิดการชนขึ้น และ Breed Corporation ก็ได้ขายไอเดียนี้ให้กับทางไครสเลอร์ อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการพัฒนาอุปกรณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่ของ Breed เพียงคนเดียว ยังมีระบบที่เรียกว่า Auto Ceptor ของบริษัท Eaton, Yale & Towne Inc. และในเวลาต่อ ได้มาขายสิทธิ์นี้ให้กับฟอร์ดก็มีการทำงานคล้ายๆ กัน ซึ่งเป็นการประยุกต์แนวคิดของ 'อุปกรณ์ที่พองตัวได้' เพื่อป้องกันการกระแทก หากเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการร่อนลงของเครื่องบินขับไล่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
|
| |
 |
| |
| • Auto Ceptor ของบริษัท Eaton, Yale & Towne Inc. ตีพิมพ์ในนิตยสาร Popular Science ในชื่อ 'Pillow Protects' |
|
ในปี 1970 ทางหน่วยงานความปลอดภัยอย่าง National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) ได้ระบุว่าภายในปี 1976 รถยนต์ทุกคันที่ขายในเมืองลุงแซม จะต้องมีการติดตั้ง ระบบความปลอดภัยในเชิงปกป้อง หรือ Passive Safety มาให้ด้วย ซึ่งนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว ถุงลมนิรภัยคือ อีกหนึ่งอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เข้าข่ายนี้ แต่ด้วยการเป็นเทคโนโลยีใหม่ และมีราคาแพง ก็เลยยังทำให้จำกัดวงการใช้งานในรถยนต์ระดับหรูเท่านั้น
กว่าที่ถุงลมนิรภัยจะได้รับการพัฒนาจนสามารถนำมาติดตั้งในรถยนต์ได้ก็ต้องรอกันนานพอสมควร และในปี 1971 ฟอร์ดนำระบบถุงลมนิรภัยมาติดตั้งในกลุ่มของรถยนต์ทดลองที่เรียกว่า Experimental Fleet of Car ตามด้วยจีเอ็ม ซึ่งนำมาติดตั้งในรถยนต์ของเชฟโรเลตในช่วงปี 1973 และจากนั้นอีก 1 ปีต่อมา บูอิก, แคดิลแล็ก และ โอลด์สโมบิล แบรนด์รถยนต์ระดับหรูของจีเอ็ม กลายเป็นรถยนต์รุ่นแรกๆ ของโลกที่มีถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นออพชั่นมาจากโรงงาน โดยระบบนี้เรียกว่า 'Air Cushion Restraint System'
|
| |
 |
| |
| • คู่มืิอของ บิวอิค ในปี 1975 แสดงรายละเอียดของอุปกรณ์ 'Air Cushion Restraint System' |
|
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ถุงลมนิรภัยกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากบรรดานักวิชาการด้านเทคโนโลยียานยนต์ และมองว่า ผู้ผลิตรถยนต์น่าจะทุ่มเทความสนใจในการพัฒนาระบบปกป้องที่มีอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น แทนที่จะหันไปคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องของต้นทุนในการผลิตรถยนต์
นั่นทำให้ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง โตโยต้า, เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปรายอื่นๆ มองความหมายของถุงลมนิรภัยต่างออกไป และแทนที่จะเรียกว่า Airbag เหมือนผู้ผลิตรถยนต์ กลับเรียกว่า SRS หรือ Supplemental Restraint System ซึ่งสื่อให้เห็นว่า ถุงลมนิรภัยเป็นการช่วยสนับสนุนระบบยึดรั้งที่มีอยู่แล้วในรถยนต์ ซึ่งก็หมายถึง เข็มขัดนิรภัย
นั่นเท่ามีความหมายกลายๆ ว่า ถุงลมนิรภัยเป็นแค่ตัวแถมของระบบความปลอดภัย มีหรือไม่มีก็ได้ ตราบใดที่รถยนต์มีการติดตั้ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด มาแล้ว
|
| |
 |
| |
| • โฆษณาถุงลมนิรภัยยุคแรกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตีพิมพ์ในนิตยสาร Popular Science ปี 1981 |
|
แม้จะถูกมองว่าเป็นแค่ 'หน่วยสนับสนุนการทำงานของระบบเข็มขัดนิรภัย' แต่ต้องยอมรับว่า ระบบถุงลมนิรภัยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลายของรูปแบบ และเทคโนโลยีมากกว่าระบบยึดรั้งหลักอย่างเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดเสียอีก
ในช่วงแรก เราอาจจะคุ้นเคยกับถุงลมนิรภัยสำหรับที่นั่งด้านหน้า ทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร ซึ่งว่ากันว่า พอร์ช 944 เทอร์โบ ที่เปิดตัวในปี 1987 เป็นรถยนต์ในสายการผลิตรุ่นแรกของโลกที่มีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ส่วน ฮอนด้า เลเจนด์ ที่เปิดตัวในปีเดียวกัน ก็เป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรกที่มีระบบนี้จากโรงงาน จากนั้นในส่วนนี้ก็มีการพัฒนาระบบออกไปอีกเป็นแบบ 2-Stage หรือสามารถพองตัวได้ 2 ระดับ
สำหรับรถยนต์สัญชาติอเมริกัน ต้องบอกว่าเป็นผู้นำในด้านถุงลมนิรภัย ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทั้ง ไครสเลอร์ และ ฟอร์ด ติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านหน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์นั่งทุกรุ่น จากนั้นในปี 1995 จึงเริ่มนำมาติดตั้งในปิกอัพและเอสยูวี
|
| |
 |
| |
| • โฆษณาถุงลมนิรภัยของค่ายฟอร์ด ภายใต้คำขวัญสุดเท่ 'Everything we do is driven by you.' |
|
ในกลุ่มของรถยนต์สำหรับครอบครัวแบรนด์ยุโรป (ไม่นับแบรนด์หรู) ถุงลมนิรภัยยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไร ยกเว้น ซาบ ที่นำมาติดตั้งในรุ่น 900 เทอร์โบ ในปี 1989 และกว่าระบบนี้จะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์นั่ง ก็ต้องรอในช่วงทศวรรษที่ 1990 และ ฟอร์ด ยุโรป กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในภูมิภาคนี้ ที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถยนต์นั่งทั่วไป โดยเริ่มในปี 1992 กับ เอสคอร์ท รหัส MK5b และในปีเดียวกันนั้น รถยนต์ที่อยู่ในไลน์ผลิตของฟอร์ดทั้งหมด จะต้องมีถุงลมนิรภัยอย่างน้อย 1 ใบติดตั้งมาด้วยจากโรงงาน
จากนั้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปหลายรายก็เริ่มเดินหน้าตามฟอร์ด ทั้ง เรโนลต์, วอกซ์ฮอลล์/โอเปิล, โรเวอร์, เปอโยต์, เรโนลต์ และ เฟียต จนเมื่อก้าวเข้าสู่ปลายทศวรรษนี้ ถือเป็นเรื่องยากมาก ที่จะมองหารถยนต์สักรุ่น ที่ไม่มีถุงลมนิรภัยติดตั้งมาให้จากโรงงาน ยกเว้นรถยนต์จากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก...
สัปดาห์หน้ามาอ่านกันต่อเกี่ยวกับพัฒนาการ และความเปลี่ยนแปลงของถุงลมนิรภัย ซึ่งกลายเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัย ที่จำเป็นสำหรับนักขับทั่วโลกในยุคปัจจุบัน •
|
| |
 |
|
| |
| เล็กๆ น้อยๆ : วีดิโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีถุงลมนิรภัย |
| |
|
| |
| • รถยิ่งเยอะ อุบัติเหตุยิ่งแยะ...และในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้น แอร์แบคเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยผู้คนไว้มากมาย |
| |
|
| |
| • การทดสอบชนที่แสดงเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างรถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัยด้านหน้าและไม่มี |
| |
|
| |
| • การทดสอบชนแบบสมจริงโดยใช้คนเป็นๆ แทนที่หุ่นดัมมี่ |
| |
|
| |
| • การพัฒนาถุงลมนิรภัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ |
|
| R E L A T E D - N E W S : |
| |
|
|
|
| |