แม้เข็มขัดนิรภัยจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ในบางมุมของโลกอย่างเช่น Sakhalin ในประเทศรัสเซีย กลับมีการใช้เข็มขัดนิรภัยเพียง 3.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศที่มีการใช้เข็มขัดนิรภัยมากที่สุด จะเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ออสเตรเลีย และแคดานา โดยแบ่งเป็นเข็มขัดนิรภัยด้านหน้า 90-99 เปอร์เซ็นต์ และด้านหลัง 80-89 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอเมริกาในปี 2008 มีผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าเฉลี่ย 83 เปอร์เซ็นต์
ย้อนกลับไปในยุค 1960 บริษัท วอลโว่ คาร์ พยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้เข็มขัดนิรภัย Nils Bohlin ทัวร์ยุโรปเพื่อสาธิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีการจัดทำแคมเปญ ‘Buckle up’ ไปพร้อมๆ กับการวิจัยและพัฒนาเข็มขัดนิรภัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง และใช้งานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่สูญเปล่า เพราะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยได้จริงๆ
จนกระทั่งกฎหมายให้ใช้เข็มขัดนิรภัยมีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรกในปี 1971 เริ่มด้วยรัฐวิคตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้น 1 ปี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง 18 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงเริ่มใช้กฎหมายนี้
ในบางประเทศอย่างคอสตาริก้า ที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเข็มขัดนิรภัย กระทั่งช่วงปี 2003-2004 หลังจากการรณรงค์และการใช้กฎหมาย ทำให้ผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยเพิ่มขึ้นจาก 24 เป็น 82 เปอร์เซ็นต์ภายในปีแรก ส่วนในเกาหลีใต้เพิ่มจาก 23 เป็น 98 เปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่ถึงปี
|