i want to believe
LT Bizzes News RT
50
 
click-clack front-and-back
3-Point Seat Belt กับ 50 ปีของการปกป้อง (ตอนที่ 4)
800
Thursday, 25 March, 2010 8:06 AM
 
1
 
bullet aห่างหายกันไปพักใหญ่ สำหรับเรื่องของความปลอดภัยเบื้องต้นอย่าง เข็มขัดนิรภัย อุปกรณ์มาตรฐานราคาไม่แพง แต่สามารถรักษาชีวิตที่ประเมินค่ามิได้มานับไม่ถ้วน เพราะแค่คาดเข็มขัดนิรภัย ก็ช่วยลดความบาดเจ็บ และลดโอกาสการเสียชีวิต จากอุบัติเหตุทุกประเภท รวมไปถึงการพลิกคว่ำ

bullet aจากการเก็บสถิติทางอุบัติเหตุพบว่า เข็มขัดนิรภัยช่วยไม่ให้ร่างกายถูกเหวี่ยงออกนอกรถ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และช่วยผ่อนหนักเป็นเบาลดการบาดเจ็บสาหัสได้ 50 เปอร์เซ็นต์

bullet aในยุโรปคาดกันว่า เข็มขัดนิรภัยช่วยลดความบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี เฉพาะในปี 2005 มีผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุประมาณ 11,700 ราย เพราะคาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนในอเมริกาปี 2004 เข็มขัดนิรภัยช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้ 15,200 ราย ลดรายจ่ายจากการรักษาพยาบาลได้อย่างมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท

 
2
 

bullet aแม้เข็มขัดนิรภัยจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ในบางมุมของโลกอย่างเช่น Sakhalin ในประเทศรัสเซีย กลับมีการใช้เข็มขัดนิรภัยเพียง 3.8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศที่มีการใช้เข็มขัดนิรภัยมากที่สุด จะเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ออสเตรเลีย และแคดานา โดยแบ่งเป็นเข็มขัดนิรภัยด้านหน้า 90-99 เปอร์เซ็นต์ และด้านหลัง 80-89 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอเมริกาในปี 2008 มีผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าเฉลี่ย 83 เปอร์เซ็นต์

bullet aย้อนกลับไปในยุค 1960 บริษัท วอลโว่ คาร์ พยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้เข็มขัดนิรภัย Nils Bohlin ทัวร์ยุโรปเพื่อสาธิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีการจัดทำแคมเปญ ‘Buckle up’ ไปพร้อมๆ กับการวิจัยและพัฒนาเข็มขัดนิรภัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง และใช้งานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่สูญเปล่า เพราะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยได้จริงๆ

bullet aจนกระทั่งกฎหมายให้ใช้เข็มขัดนิรภัยมีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรกในปี 1971 เริ่มด้วยรัฐวิคตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้น 1 ปี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง 18 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงเริ่มใช้กฎหมายนี้

bullet aในบางประเทศอย่างคอสตาริก้า ที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเข็มขัดนิรภัย กระทั่งช่วงปี 2003-2004 หลังจากการรณรงค์และการใช้กฎหมาย ทำให้ผู้ใช้เข็มขัดนิรภัยเพิ่มขึ้นจาก 24 เป็น 82 เปอร์เซ็นต์ภายในปีแรก ส่วนในเกาหลีใต้เพิ่มจาก 23 เป็น 98 เปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่ถึงปี

 
4
 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเข็มขัดนิรภัย
bullet aอ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัย ในเมื่อเข็มขัดนิรภัยเป็นของดี แล้วทำไมจำนวนคนที่ใช้จึงไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้เกิดจากหลายมุมมอง เช่น เข็มขัดนิรภัยจะทำให้ออกจากรถไม่ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถ้ารถพลิกคว่ำเอาหลังคาลงพื้น คนที่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเสมือนถูกแขวนคอ บางเหตุผลก็น่าอนาถใจ เช่น ทำให้เสื้อผ้ายับ คาดแล้วอึดอัด ขับในเมืองรถติด ชนไม่แรง ไม่ต้องคาดก็ได้ หรือที่หนักกว่านั้นคือ รถมีแอร์แบ็กอยู่แล้ว ไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

bullet aบางคนกลัวว่า ถ้ารถเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้หรือตกน้ำ เข็มขัดนิรภัยจะทำให้ออกจากรถไม่ได้ ความจริง 2 เหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และถ้าเกิดขึ้นจริงๆ การจะเอาชีวิตรอดก็ต้องไม่หมดสติ ซึ่งเข็มขัดนิรภัยช่วยได้ ถ้ารถตกน้ำหรือไฟไหม้แล้วหมดสติ (เพราะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย) ก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง

bullet aการขับรถด้วยความเร็วต่ำทำให้บางคนประมาท การเกิดอุบัติเหตุที่ความเร็วต่ำ มีแรงกระทำมากกว่าที่หลายคนคาดไว้ เช่น การชนที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเกิดแรงกระแทกเท่ากับตกจากตึก 3 ชั้น ถ้าคาดเข็มขัดนิรภัยแรงกระแทกลดลงเท่ากับชนด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีผู้รอดชีวิตจำนวนมหาศาลในแต่ละปี จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแอร์แบ็ก เป็นเพียงอุปกร์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนเท่านั้น จึงไม่สามารถทำหน้าที่แทนเข็มขัดนิรภัยได้

 
3
 

ใช้เข็มขัดนิรภัยให้ถูกวิธี
bullet aเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยทำหน้าที่อย่างดีที่สุด จึงต้องใช้งานอย่างถูกวิธีด้วย เช่น เส้นเข็มขัดนิรภัยที่คาดทแยงร่างกายส่วนบน ต้องพาดผ่านหน้าอกและหัวไหล่ ซึ่งเป็นบริเวณที่ร่างกายสามารถดูดซับแรงกระแทกได้มาก ส่วนเส้นทึ่คาดขวาง ต้องพาดผ่านกระดูกเชิงกรานซึ่งมีความแข็งแรง ไม่ใช่คาดผ่านหน้าท้อง และต้องแน่ใจว่าสายเข็มขัดนิรภัยอยู่ในสภาพดี และไม่บิดม้วน

bullet aสำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์ก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัย โดยจัดให้สายพาดผ่านหัวไหล่ไปยังกลางหน้าอก และอ้อมด้านข้างของหน้าท้อง ส่วนเส้นที่คาดขวางก็จัดให้อยู่ใต้ส่วนท้อง ซึ่งก็คือบริเวณกระดูกเชิงกรานนั่นเอง

 
800
RELATED NEWS :
 
SAFETY ZONE : click-clack front-and-back 3-Point Seat Belt กับ 50 ปีของการปกป้อง (ตอนที่ 3)
 
INNOVATION : แอร์แบ็กกลางเบาะหลังรายแรกของโลก Toyota Rear-Seat Centre Airbag
 
INNOVATION : Volvo เทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อรถบรรทุก
 
800
50
 
LB
all
Watch this
RB