แม้จะมีการคิดค้นในปี 1959 และ Bohlin จะนำมาติดตั้งในรถยนต์ของวอลโว่เพื่อเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่ทว่ากว่าที่เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดจะแพร่หลาย และถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเบาะหน้าของรถยนต์ทุกรุ่นที่อยู่ในตลาดก็ต้องรอจนถึงปี 1980 ส่วนที่เบาะหลังของรถยนต์ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ 2 จุด (Lap Belt) หรือไม่ก็ไม่มีมาให้เลย
ตลอด 50 ปีที่มีการคิดค้น และนำมาใช้ในรถยนต์นั่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สามารถช่วยลดจำนวนตัวเลขของผู้เสียชีวิต และการบาดเจ็บที่ร้ายแรงจากอุบัติเหตุได้ปีละหลายหมื่นคน อีกทั้งในช่วงปี 1985 เข็มขัดนิรภัยยังได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 8 สิ่งประดิษฐ์ สำหรับชีวิตมนุษย์ในตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมา (1885-1985)
จากงานวิจัยพบว่า 63% ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์พบว่าเกิดจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และผู้ที่คาดเข็มขัดนิรภัย จะมีโอกาสรอดตายจากอุบัติเหตุได้มากกว่าคนที่ไม่คาดถึง 50% อีกทั้งยังมีการเปิดเผยอีกว่า ระดับของการศึกษาไม่ได้มีส่วนต่อการคาดเข็มขัดนิรภัย โดยเฉพาะในกลุ่มของวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 16-25 ปี ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะที่กำลังขับรถ
นอกจากนั้น ในรถยนต์ที่มีการติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า การที่คนขับและคนนั่งด้านหน้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะกลายเป็นโทษมากกว่า เพราะถุงลมนิรภัยจะทำงานควบคู่กับเข็มขัดนิรภัยในการปกป้องผู้ขับขี่ในการชนทางด้านหน้า
การมีถุงลมนิรภัยด้านหน้าเพิ่มเข้ามา จะช่วยทำให้เข็มขัดนิรภัยมีประสิทธิภาพในการลดโอกาสการเสียชีวิตได้ถึง 40% ในทางกลับกัน ถ้ามีแล้วไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ความเสี่ยงในการที่จะเสียชีวิตหรือได้รับการบาดเจ็บอย่างรุนแรงมีสูงมาก
‘Belt up. For life.”
จำเอาไว้ว่า เข็มขัดนิรภัยมีความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง และในสัปดาห์หน้า เราจะมาคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องของเข็มขัดนิรภัยครับ •
|