 |
| |
| เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ |
Tuesday, 16 August, 2011 0:12 AM |
|
 |
| |
| |
ระหว่างวันที่ 9-11 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ได้เชิญสื่อมวลชนและสมาชิก Car Club เดินทางสู่ประเทศมาเลเซีย เพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตกับยาง มิชลิน Michelin Pilot Experience 2011 ณ เซปัง เซอร์กิต (Sepang International Circuit) ประเทศมาเลเซีย ทั้งขับและนั่งรถแข่งภายในสนามแข่งที่ได้มาตรฐานระดับโลก นำโดยทีมงาน มิชลิน คุณฝ้าย คุณเกศ และ คุณโอ
เริ่มต้นเดินทางช่วงสายๆ ของวันที่ 9 สิงหาคม ด้วยการบินไทย TG 415 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที ก็มาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ต่อรถไฟ Aerotrain ซึ่งอยู่ภายในสนามบินไปยังจุดนัดพบ ในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองได้รับความสะดวกด้วยบัตร Premier Lanes ไม่ต้องต่อคิวยาว โดย คุณอั๋น สิรคุปต์ เมทะนี ซึ่งร่วมเดินทางในทริปเดียวกันเป็นผู้ติดต่อขอบัตรมาให้
ออกจากสนามบินขึ้นรถบัสแวะชมหนึ่งในสถานที่สำคัญของประเทศมาเลเซีย นั่นคือ Putrajaya เป็นเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของ Dr. Mahathir Mohhammad นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เริ่มก่อสร้างในปี 1996 แล้วเสร็จเฉพาะโครงการช่วงที่หนึ่งในปี 2000 ส่วนโครงการช่วงที่ 2 จะเสร็จในปี 2020 เป็นเมืองที่รวบรวมศูนย์ราชการต่างๆ มาไว้ในบริเวณเดียวกัน ยกเว้นกระทรวงกลาโหม
Putrajaya แปลว่า บุตรชาย (เจ้าชาย) ผู้มีชัย สร้างขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดคือ
1. Man and his creator มนุษย์กับพระเจ้าผู้เนรมิตชีวิต
2. Man and Man มนุษย์กับมนุษย์
3. Man and Nature มนุษย์กับธรรมชาติ
Putrajaya มีพื้นที่ประมาณ 3,500 ไร่ เป็นเมืองใหม่ท่ามกลางธรรมชาติเดิมซึ่งได้รับการรักษาเอาไว้ และมีการออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ให้กลมกลืนกับแม่น้ำ 5 สายที่ไหลมารวมกัน กลายเป็นทะเลสาปรอบเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์ราชการ ย่านธุรกิจ ที่อยู่อาศัย รวมถึงศูนย์การประชุมระดับนานาชาติ ศูนย์การค้าสมัยใหม่ โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญทางศาสนา |
| |
 |
| |
| • บรรยากาศใน Putrajaya ค่อนข้างเงียบเหงาเพราะอากาศร้อน และอยู่ในช่วงถือศีลอดหรือรอมะฎอน |
| |
 |
| |
| • ศูนย์การประชุม มีเสาธงเตรียมไว้สำหรับประเทศที่มาประชุมที่นี่ |
| |
 |
| |
| • มัสยิดหินอ่อนสีชมพูสร้างด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ รองรับผู้มาสวดได้ถึง 15,000 คน |
 |
| |
หลังแวะทานอาหารกลางวันภายใน Putrajaya ก็ออกเดินทางต่อไปยังอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ นั่นคือ ตึกแฝด Twin Towers ซึ่งเป็นตึกแฝดที่มีความสูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 452 เมตร 88 ชั้น มีสะพานเชื่อมอยู่ที่ชั้น 41 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 2 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆ และฝากท้องมื้อเย็นกับร้านอาหารที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้า ก่อนเดินทางเข้าพักที่โรงแรม Crowne Plaza Kuala Lumpur ทุกคนต่างแยกย้ายเข้าห้องพัก เนื่องจากวันรุ่งขึ้นมีกิจกรรมท้าทายรออยู่ และต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด 5.45 น. ตามเวลามาเลเซียซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง |
| |
 |
| |
รุ่งขึ้นออกเดินทางประมาณ 7.00 น. ไปยัง เซปัง เซอร์กิต ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับสนามบินนั่นเอง แต่ มิชลิน ให้มาพักที่นี่ก็เพราะใกล้แหล่งท่องเที่ยว ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสนาม เซปัง หลังจากฟังการบรรยายสรุปและแบ่งกลุ่ม ก็แยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุดแข่งที่ทางมิชลินเตรียมไว้ให้ พร้อมล็อกเกอร์เก็บของ จากนั้นจึงเริ่มต้นกิจกรรมซึ่งกลุ่มผมเริ่มต้นเบาๆ ด้วยการขับ โกคาร์ท ที่มีความจุ 270 ซีซี เกียร์อัตโนมัติ ทำความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวงมาลัยมีการตอบสนองที่ฉับไว ใช้ยาง BF Goodrich ซึ่งเป็นเครือเดียวกับมิชลิน |
| |
 |
| |
สนามเป็นลานปูน พื้นผิวมีทั้งขัดมันค่อนข้างลื่นและแบบปกติ วางไพลอนและยางรถเป็นเส้นทาง ดูตอนแรกกังวลว่าจะจำทางไม่ได้ แต่หลังจาก Instructor ขับให้ดู 1 รอบ และดูเพื่อนๆ ขับอีกหลายรอบกว่าจะถึงคิวผมก็เลยจำทางได้ จึงใช้ความเร็วได้ตามปกติ โกคาร์ทเป็นรถที่ขับสนุก การตอบสนองฉับไว ต่างจากรถทั่วไปที่เบรกอยู่ตรงเท้าซ้าย แต่ก็ใช้งานไม่ยากขับไม่นานก็คุ้น และไม่ต้องกลัวว่าเบรกแล้วจะหัวทิ่มหัวตำ เนื่องจากเท้าซ้ายมักจะชินกับการเหยียบคลัตช์ที่ต้องเหยียบสุด เพราะมีการปรับน้ำหนักของแป้นเบรกที่เท้าซ้ายเผื่อไว้แล้ว |
| |
 |
| |
อุ่นเครื่องกันพอสมควร ก็ไปต่อกันที่ห้องตอบคำถามเกี่ยวกับ มอเตอร์สปอร์ต และ มิชลิน ทีมผมโชคดีหน่อยที่มีสมาชิก 3 คน จึงคว้างรางวัลชนะเลิศมาได้ เป็นของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ จาก มิชลิน ต่อเนื่องด้วยการขับรถ ฟอร์มูล่า มิชลิน เครื่องยนต์ 196 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใส่ยางสลิก ด้านหน้า 20/54 - 13 ด้านหลัง 23/57 - 13 ก่อนขับจริงมีการฝึกการออกตัว และเข้าเกียร์ด้วยรถคันจริง แต่ถูกยกไว้บนแท่น และนั่งรถตู้เพื่อดูสนาม จุดเบรก จุด Apex โดยจะมีการวางไพลอนบังคับให้ขับอยู่ใน Racing Line เท่านั้น
รถรุ่นนี้จะเหยียบคลัตช์เฉพาะตอนสตาร์ตเครื่องยนต์และออกตัวด้วยเกียร์ 1 เท่านั้น ในการขับทั้งเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูงและลงต่ำ ไม่จำเป็นต้องเหยียบคลัตช์ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูงที่ประมาณ 5,200 รอบต่อนาทีเพื่อให้อัตราเร่งดีที่สุด ส่วนการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำก็ต้องดูรอบและความเร็วที่เหมาะสม |
| |
 |
| |
| • ATV ที่ช่วยดันท้าย ทำให้ออกตัวได้ง่ายขึ้น |
 |
| |
ในการขับจะใช้ สนามในด้านทิศใต้ เพียงครึ่งเดียว ไม่ได้วิ่งเต็มความยาวสนาม และจะมีรถ ATV ช่วยดันท้ายเพื่อให้ออกตัวได้ง่ายขึ้น แค่เข้าไปนั่งก็รู้สึกแตกต่างจากการขับรถทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะท่านั่งจะเป็นลักษณะนั่งเหยียดขา พื้นที่ในห้องโดยสารแคบสุดๆ โดยเฉพาะกับคนร่างท้วมอย่างผม แต่การเข้า-ออกก็ไม่ยากอย่างที่คิด ก้าวเท้าเหยียบตรงบริเวณที่นั่ง จากนั้นเหยียดขาแหย่เข้าไปในช่องแคบๆ ก็จะเจอกับแป้นคันเร่ง เบรก คลัตช์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับรถทั่วไป เพียงแต่อยู่ชิดกันมาก
คันเกียร์อยู่ฝั่งขวามือเบียดอยู่กับต้นขา ส่วนพวงมาลัยเป็นทรงเลข 8 ตะแคง ต้องนั่งให้เข้าที่ก่อนจึงสวมพวงมาลัยเข้ากับคอพวงมาลัย จากนั้นเหยียบคลัตช์ค้างไว้และกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ มีรถ ATV ดันท้ายจึงออกตัวได้ง่ายขึ้น และต้องขับตามรถ Safety Car ซึงขับโดยนักแข่งมืออาชีพ และห้ามแซงเด็ดขาด โดยจะได้ขับคนละ 4 รอบ ในรอบสุดท้าย Safety Car จะเปิดไฟฉุกเฉินเป็นสัญญาณเตือน |
| |
 |
| |
เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสารแล้ว จะเห็นเพียงกระจกมองข้างขนาดเล็ก ล้อหน้า แล้วก็พื้นสนามที่อยู่ไกลๆ เท่านั้น มุมมอง และสภาพแวดล้อมแตกต่างจากรถทั่วไปโดยสิ้นเชิง เป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผมจริงๆ เมื่อขับออกจากพิตความกังวลต่างๆ ก็หายไป เหลือแต่ความสนุกในการขับที่ได้จากเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ แรงลมที่ปะทะหมวกกันน๊อคเมื่อไล่ความเร็วไปแตะ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในช่วงทรงตรงก่อนถึงจุดเบรก แม้ช่วงที่ขับจะมีแดดค่อนข้างแรง ชุดที่ใส่ก็รัดกุม แต่กลับไม่รู้สึกร้อนเพราะมีลมปะทะตลอด เสียอย่างเดียวในบางช่วงมีกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงและท่อไอเสียเข้ามาบ้าง
พวงมาลัยที่ตอบสนองฉับไวและมีอัตราทดน้อยกว่ารถที่คุ้นเคย หมุนพวงมาลัยนิดเดียวก็เข้าโค้งแคบๆ ได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีความเฉียบคมและดิบ ด้วยการถ่ายทอดทุกอย่างจากพื้นสนามขึ้นมาที่มือให้ได้สัมผัสอย่างชัดเจน มีอาการ ‘ชกมวย’ บ้างเมื่อใช้ความเร็วสูง ตัวรถยังคงนิ่งและให้ความมั่นใจได้สูง การเปลี่ยนเกียร์ใช้การดึงและดันในแนวตรง เพื่อเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูงและลงต่ำ โดยต้องใช้แรงค่อนข้างมาก และดึง-ดันอย่างรวดเร็ว ถ้าทำแบบนุ่มนวลเกียร์จะไม่เข้า
รอบแรกผมไม่กล้าใช้ความเร็วสูงในโค้ง แต่ในรอบที่เหลือผมลองเล่นกับรถทั้งการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงขึ้น ตัวรถยังคงนิ่งและเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคม เมื่อออกจากโค้งก็ลองกดคันเร่งลึกๆ ในเกียร์ต่ำ พบว่ารถก็พุ่งออกจากโค้งอย่างรวดเร็ว ไม่ออกอาการว่าจะหมุนตามที่ได้รับคำขู่ไว้ตอนนั่งรถตู้ดูสนาม |
| |
 |
| |
หลังจากขับกันครบทุกคนแล้วก็ได้เวลาทานอาหารกลางวันร่วมกันทั้งกลุ่มคนไทยและชาวอินเดียที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย 4-5 คน ระหว่างทานอาหารก็มีฝนเทลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำเอาผมถอดใจแล้วว่าโปรแกรมช่วงบ่ายคงต้องยกเลิกแน่ๆ หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็มีโอกาสดีที่ได้เข้าไปดูในห้องควบคุมสนาม ประกอบด้วยทีวีซึ่งถ่ายทอดมาจากกล้องหลายตัวในสนาม ในการแข่งจะมีคนคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ผ่านทีวีในแต่ละแถวต่อ 1 คน ถ้ามีเหตุก็จะวิทยุไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยบอกจุดเกิดเหตุไปพร้อมกัน
สถานีต่อไป นึกว่าให้ยืนดูการสาธิตเปลี่ยนยางรถแข่ง ที่ไหนได้ต้องแบ่งทีมและแข่งขันกันเปลี่ยนล้อหน้าและหลัง รอบแรกทีมผมชนะไปแล้วนึกว่างานจะจบ แต่ต้องสลับไปเปลี่ยนยางอีกฝั่งของรถเพื่อความยุติธรรม ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าการเปลี่ยนยางฝั่งซ้ายและขวา มีความถนัดแตกต่างกันจริงๆ แต่ทีมผมก็ยังชนะจนได้ ใช้เวลาประมาณ 1.40 นาที ผู้ชนะได้น้ำส้มเป็นรางวัล ส่วนผู้แพ้ก็ได้รับการปลอบใจด้วยน้ำส้มเช่นกัน |
| |
 |
| |
หลังจากพักเหนื่อยแล้วก็ได้ขับรถแข่งอีกรุ่นนั่นคือ เรโนลต์ คลีโอ เครื่องยนต์ 220 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักรถ 1,000กิโลกรัม เนื่องจากพื้นสนามยังไม่แห้งสนิทจึงใส่ยาง Pilot Sport ด้านหน้า 20/62 - 18 ด้านหลัง 20/62 - 18 ก่อนขับก็ต้องไปดูสาธิตการใช้งาน คันนี้ต่างจาก ฟอร์มูล่า มิชลิน เล็กน้อยตรงที่เวลาเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ ต้องเหยียบคลัตช์
ภายในห้องโดยสารทำเป็นรถแข่งเต็มสูตร มีทั้งโรลบาร์ เบาะแข่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัย 5 จุด จอแสดงข้อมูล รื้อทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป ได้ขับคนละ 4 รอบตามรถ Safety Car เช่นเคย ก่อนขับต้องใส่ชุดแข่งให้เรียบร้อย พร้อมถุงมือและหมวกกันน๊อก เมื่อเข้าไปนั่งจะมีเจ้าหน้าที่มาดูแลความเรียบร้อย ใส่เข็มขัดนิรภัยให้พร้อมปรับให้รัดแน่นอยู่กับเบาะที่โอบรัดพอดีตัวอยู่แล้ว จากนั้นเหยียบคลัตช์ กดปุ่มสตาร์ต และออกจากพิต
แม้จะใช้พื้นฐานจากรถบ้าน แต่ทุกอย่างก็ทำมาเพื่อเป็นรถแข่ง ความรู้สึกที่ได้จึงแตกต่างจากรถทั่วไป โดยเฉพาะในส่วนของสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร่งได้อย่างทันใจ และช่วงล่างที่หนึบแน่น เสียอย่างเดียว มีทีมของชาวอินเดียมาขอติดกล้องวีดิโอที่ฝั่งขวาของรถ ผมจึงถูก Safety Car จำกัดความเร็วไว้ค่อนข้างต่ำ |
| |
 |
| |
| • Renault Clio 220 แรงม้า |
 |
| |
ผมแก้ลำด้วยการชลอความเร็วทิ้งช่วงให้ห่าง แล้วค่อยกดคันเร่งไล่ตาม ช่วงทางตรงก่อนถึงจุดเบรกทำได้ 196 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนทางโค้งถูกบังคับให้ย่อง กระทั่งรอบสุดท้ายฝนเริ่มโปรยปราย ผมทิ้งช่วงอีกครั้ง เพื่อลองเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงกว่ารอบที่ผ่านมา หน้ารถจิกเข้าโค้งได้แล้ว แต่กลับมีอาการท้ายปัด Oversteer โชคดีที่แก้ไขได้ทันก่อนรถจะหมุน เงยหน้ามองหา Safety Car พบว่านำไปแบบไม่รอดูกันเลย
ปิดท้ายความสนุกด้วยการเป็นผู้โดยสารในรถ ปอร์เช่ 380 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม ใส่ยาง Racing Wet ด้านหน้า 24/64 - 18 ด้านหลัง 27/68 - 18 ผู้ขับเน้นความปลอดภัยแบบสุดๆ เพราะฝนกลับมาตกอีกครั้ง แต่ก็ยังทำความเร็วบนทางตรงได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้สนามจะเปียกและใช้ความเร็วค่อนข้างสูง แต่กลับไม่รู้สึกน่ากลัวแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมมัวแต่ก้มหน้าก้มตา ดูเทคนิคการขับมากกว่าดูทางก็เป็นได้ |
| |
 |
| |
2 กิจกรรมที่ต้องยกเลิกไปคือ การนั่งรถ ฟอร์มูล่า ซึ่งออกแบบให้มี 2 ที่นั่ง ขับโดยนักขับมืออาชีพที่ต้องรีดสมรรถนะของรถได้ดีกว่าผมแน่ๆ อีกคันที่อดขับคือ ซีตรอง C2 Rally เครื่องยนต์ 150 แรงม้า น้ำหนัก 650 กิโลกรัม ใส่ ยางแรลลี่ ด้านหน้า 14/62 - 15 ด้านหลัง 14/62 - 15 หลังจบกิจกรรมมีการมอบรางวัล ซึ่งให้คะแนนโดย Instructor ปรากฎว่าคนไทยได้ขึ้นโพเดียม 2 คน ในอันดับ 1 และ 3 คือ คุณนัท - ซูซูกิ สวิฟต์ คลับ และ คุณไชโย - แอคคอร์ด คลับ
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันพอสมควร ก็เดินทางกลับโรงแรมล้างหน้าล้างตา แล้วออกมาขึ้นรถไฟ Monorail เพื่อไปทานอาหารเย็น ก่อนแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนกลับโรงแรม บางคนเดินชมแสงสีในเมืองมาเลเซียสั่งลา ก่อนต้องเดินทางกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้น •
ขอบคุณ: บริษัท สยามมิชลิน จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง |
| |