|
 |
| |
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ |
Sunday, 7 August, 2011 0:39 AM |
|
 |
 |
แม้ทุกคนจะรักษาเวลาได้ดี แต่เนื่องจากประเทศเกาหลีเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม และเส้นทางขาดในหลายจุด ทำให้คณะสื่อมวลชนไทย ต้องปรับแผนการเดินทางใหม่ โดยแวะทานอาหารกลางวันที่โรงแรม Rolling Hills ก่อน จากนั้นจึงเข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ Hyundai R&D Center Namyang ซึ่งก่อนเข้าไปภายในศูนย์ ทุกคนจะถูกเรียกเก็บกล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ไว้ทั้งหมด
หนึ่งในไฮไลท์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาของ ฮุนได คือ 'อุโมงค์ลม' ที่ ฮุนได ลงทุนสร้างด้วยตัวเอง จากเดิมที่ส่งรถไปทดสอบที่อื่น แต่ระยะหลังเริ่มผลิตรถหลายรุ่นมากขึ้น การส่งรถไปทดสอบจึงเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย สุดท้าย ฮุนได จึงตัดสินใจลงทุนสร้างเอง ส่วนอีกหนึ่งโปรแกรมที่ต้องถูกยกเลิกไปอย่างน่าเสียดายคือ การเยี่ยมชม Hyundai Steel Factory เนื่องจากเวลาไม่พอ เพราะการจราจรติดขัดมาก |
| |
 |
| |
| • ออกจากโรงแรมก็เจอสภาพการจราจรแบบนี้ |
| |
 |
| |
| • น้ำจากบนเขาเริ่มไหลลงสู่ถนน |
 |
| |
ในการเยี่ยมชมศูนย์ R&D Center สื่อมวลชนไทยได้เข้าร่วมฟังพรีเซ็นเตชั่น ที่แสดงให้เห็นถึงนโยบายการผลิต และพัฒนารถยนต์ ที่มุ่งเน้น 'นวัตกรรม' และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ฮุนได เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับสื่อมวลชนจากประเทศไทย ที่ทั่วโลกรับรู้กันในนาม Detroit of Asia ให้เห็นภาพถึงแนวทางและอนาคตของรถยนต์แบรนด์ ฮุนได ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี และการเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ จนถึงการผลิตรถยนต์ แทนการทำตลาดด้วยรถยนต์ที่สามารถแข่งขันทางราคาเพียงอย่างเดียว
ศูนย์พัฒนาวิจัยขนาด 3.47 ล้านตารางเมตร มูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ของ ฮุนได ประกอบไปด้วยส่วนสำคัญต่างๆ ในการพัฒนารถยนต์ที่ทันสมัย ตั้งแต่อุโมงค์ลม ขนาด 6 x 8 เมตร มูลค่ากว่า 45 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ที่มีขนาดใหญ่รองรับการทดสอบในหลายรูปแบบ ทั้งด้านสมรรถนะ และความสบายในการเดินทาง ลานทดสอบสภาพถนนในทุกประเภท ตั้งแต่ถนนวงแหวนทดสอบความเร็วสูงสุด ไปจนถึงถนนขรุขระ เพื่อวัดเสียงและความทนทานของช่วงล่าง ห้องทดสอบการชน หรือ crash test center ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความปลอดภัยภายในห้องโดยสาร |
| |
 |
| |
| • ศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ Hyundai R&D Center Namyang |
 |
| |
ผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรของฮุนไดมุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์หลักๆ 3 ส่วน ดังต่อไปนี้ คือ ส่วนที่ 1: เทคโนโลยีเครื่องยนต์ในรูปแบบต่างๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Eco-Technology อาทิ เช่น |
| |
| 1. |
รถยนต์ที่ให้มลพิษเป็นศูนย์เพื่อโลกสีเขียว |
| 2. |
รถยนต์ไฮบริด ใช้ก๊าซ LPG ผสมมอเตอร์ไฟฟ้า |
| 3. |
รถยนต์ไฟฟ้า |
| 4. |
รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fuel Cell ซึ่งฮุนไดได้นำเสนอรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ไปบ้างแล้ว จาก Hyundai i10 EV และ Hyundai Avante Hybrid LPi |
|
| |
นอกจากนี้รถยนต์ ฮุนได รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นผลงานจากศูนย์ R&D แห่งนี้ยังรวมไปถึงเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงตรงแบบ GDI (Gasoline Direct Injection) และเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลแบบแปรผัน VGT แรงม้าสูงสำหรับรถยนต์แบบ passenger cars ในหลายรูปแบบ ซึ่งนอกจากความประหยัด และความเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมแล้ว เครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ จาก ฮุนได ยังให้ประสิทธิภาพ และสมรรถนะในระดับสูงสุดของรถยนต์ในคลาสเดียวกัน จนนับว่าเป็น 'จุดขายใหม่' ของรถยนต์ ฮุนได ทั่วโลก |
| |
 |
| |
| • Hyundai Steel Factory มีอัตราส่วน 30:70 ระหว่างการผลิตให้กับธุรกิจผลิตรถยนต์ และการผลิตเพื่อธุรกิจก่อสร้าง |
 |
| |
ในส่วนที่ 2: การพัฒนาของรถยนต์ ฮุนได มุ่งเน้นไปที่การสร้างความปลอดภัยให้กับห้องโดยสาร และโครงสร้างของรถยนต์ ด้วยการทดสอบการชน หรือ crash test ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในศูนย์พัฒนาวิจัย จนมั่นใจว่า รถยนต์ ฮุนได สามารถผ่านการรับรองในระดับสูงสุดของแต่ละสถาบันได้
การผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้กับตัวถังรถยนต์ ก็เป็นอีกหนึ่งของการลงทุนระยะยาวของ ฮุนได มอเตอร์กรุ๊ป อันเป็นที่มาของบริษัท Hyundai Steel ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โดยได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาและผลิตเหล็ก เพื่อตอบสนองการผลิตรถยนต์
นั่นทำให้ ฮุนได เป็นค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกแห่งเดียวที่มีโรงผลิตเหล็กเป็นของตนเอง ซึ่งในปัจจุบัน มีโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่เป็นหนึ่งใน 20 ของโลก (ตั้งบริษัทลูกผลิตเหล็กเป็นวัตถุดิบป้อนการผลิตรถยนต์) บริษัท Hyundai Steel ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 เพื่อเป็นแรงขับสำคัญในการสร้างประเทศ หลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี
บทบาทของบริษัทเพิ่มมากขึ้นในยุคปี ค.ศ. 2000 เมื่อมีการขยาย และควบรวมกิจการกับบริษัทเหล็กชั้นนำรายอื่นๆ จนมีการสร้างโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ที่ Dangjin เสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 2006 โดยในปี 2010 Hyundai Steel มีโรงถลุงเหล็ก รองรับความต้องการของบริษัทในกลุ่ม และลูกค้าภายนอกได้มากกว่าเดิม และเมื่อสิ้นสุดปี 2011 โรงถลุงเหล็กแห่งที่ 2 ก็จะก่อสร้างเสร็จสิ้น เพิ่มศักยภาพการผลิตเหล็กได้สูงถึง 20 ล้านตันต่อปี |
| |
 |
| |
โรงงานของ Hyundai Steel ยังมีเทคโนโลยีที่สามารถหลอมเศษเหล็กให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีความเป็นเหล็กกล้าสูงเพียงพอในการผลิตประกอบรถยนต์ สำหรับการผลิตเหล็กจากสินแร่ ทางโรงงานมีท่าเรือที่สร้างขึ้นพิเศษ พร้อมอุปกรณ์การถ่ายสินแร่ โดยไม่ฟุ้งไปสู่อากาศภายนอกให้เป็นอันตราย และสามารถลำเลียงวัตถุดิบผ่านรางเลื่อน และท่อที่ปิดมิดชิด และนำไปเก็บไว้ที่โรงเก็บรูปโดมขนาดเท่าสนามเบสบอล ที่สามารถกันฝุ่นสินแร่ และใยหินไม่ให้ฟุ้งได้ ซึ่งเป็นนโนบายของบริษัท ฮุนได ที่ต้องการทำให้ทุกขั้นตอนการผลิตรถยนต์ แม้เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ มีความเป็นมิตรกับมนุษย์และธรรมชาติอย่างแท้จริง ไอเสียที่เกิดขึ้นจากเตาเผา ก็ยังถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงงานได้สูงสุดถึงร้อยละ 80 ของความต้องการทั้งหมด
การผลิตเหล็กทั้งหมดของโรงงาน Hyundai ในปี 2010 มีอัตราส่วน 30:70 ระหว่างการผลิตให้กับธุรกิจผลิตรถยนต์ และการผลิตเพื่อธุรกิจก่อสร้าง หรือทั่วไป แต่บริษัทคาดว่า อัตราส่วนจะปรับเป็น 60:40 เมื่อโรงถลุงเหล็กแห่งใหม่ก่อสร้างเสร็จ |
| |
 |
| |
| • อุโมงคฺ์ลมที่มีใบพัด ขนาด 6 x 8 เมตร สำหรับการพัฒนาแอโร่ไดนามิกของรถยนต์ |
 |
| |
ส่วนที่ 3: การพัฒนาแอโร่ไดนามิกของรถยนต์ เพื่อสมรรถการเกาะถนน ความประหยัด และความสบายในห้องโดยสาร ด้วยการใช้อุโมงคฺ์ลม หรือ Wind Tunnel ขนาดใหญ่ ที่มีใบพัด ขนาด 6 x 8 เมตร ที่ช่วยให้วิศวกร ฮุนได สามารถทดสอบรถยนต์ได้ในหลายลักษณะ เพื่อสอดคล้องกับการออกแบบที่ลื่นไหลภายใต้คอนเซ็ปใหม่ Fluidic Sculpture Design ที่นับว่าเป็นต้นแบบของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของ ฮุนได ไม่ว่าจะเป็น Tucson, Sonata Sport, Avante และ Accent ใหม่
นอกจากนี้ การพัฒนารถยนต์ในอุโมงล์ลมยังครอบคลุมในส่วนของการลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของคุณภาพ ที่สามารถหาได้ในรถยนต์ระดับชั้นนำของโลก |
| |
 |
| |
| • ผู้บริหารฮุนได ให้เกียรติต้อนรับคณะสื่อมวลชนไทยด้วยตัวเอง |
| |
 |
| |
| • คุณสฤษฎ์พร สกลรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด และวางแผนผลิตภัณฑ์ |
 |
| |
ก่อนกลับโรงแรมได้แวะทานอาหารค่ำ พร้อมการต้อนรับจากผู้บริหาร ฮุนได ที่ร้านอาหาร Four Seasons ให้เกียรติสื่อมวลชนไทยด้วยการเดินแนะนำตัวเองทีละโต๊ะ พร้อมริน โซจู หรือ สาเกเกาหลี ให้ดื่มกันอย่างทั่วถึง บรรยากาศเริ่มครึกครื้น แต่น่าเสียดายที่ต้องออกจากร้านอาหารประมาณ 2 ทุ่ม เพราะถนนเข้ากรุงโซลจะปิดเนื่องจากน้ำท่วมหนัก •
ชมแกลเลอรี่ด้านล่าง หรือ อ่านต่อ: วันที่ 3 |
| |
 |
| |
| • บรรยากาศสบายๆ ที่ร้าน Four Seasons |
| |
 |
| |
| • ออกจากร้านอาหารประมาณ 2 ทุ่ม เพราะถนนเข้ากรุงโซลปิด |
| |