 |
| |
| เรื่อง : วราห์ หัสรังค์ • ภาพ : ฟอร์ด ประเทศไทย |
Thursday, 16 June, 2011 0:12 AM |
|
 |
| |
|
| |
นอกจากความเฉี่ยวของสีสันและหน้าตา รวมถึงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของ Ford Fiesta 1.6s ที่เคยนำมาทดสอบให้เห็นกันไปแล้วในช่วงต้นปี วันที่ 8 - 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัท ฟอร์ด เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมพิเศษ Ford Fiesta Fuel Efficiency Challenge ให้พิสูจน์ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันกันอีกครั้ง บนเส้นทางยาวเหยียดจาก เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ กว่า 720 กม. โดยมีสื่อมวลชนสายยานยนต์กว่า 20 ชีวิต มาร่วมงานในครั้งนี้
เราเดินทางไปรับ Ford Fiesta ที่จอดรอพวกเราที่เชียงใหม่ในช่วงเย็นวันที่ 8 จากนั้นมีปาร์ตี้เล็กๆ แบบพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะรีบแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพื่อตื่นแต่เช้าเตรียมออกสตาร์ทไปกับ Ford Fiesta |
| |
 |
| |
| • เตรียมตัวออกเดินทางในช่วงเช้า |
| |
 |
| |
จากที่พักสู่ปั๊มบางจาก เราเติมน้ำมันเต็มถังแบบมีคณะกรรมการมายืนคุม (กันสื่อมวลชนบางท่านใช้เทคนิคพิเศษนั่นเอง) ก่อนล้อจะหมุนในเวลาประมาณ 8.30 น. เพื่อเดินทางตามอัธยาศัยสู่เส้นชัยที่กรุงเทพฯ
ใครจะขับอย่างไรกติกาไม่ห้าม แต่ทุกอย่างถูกควบคุมไว้หมดแล้ว ทั้งขั้นตอนการเติมน้ำมัน อุณหภูมิของระบบปรับอากาศ ลมยาง แม้แต่ระบบ Voice Control System ก็ถูกดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ผู้แข่งขันสั่งงาน Fiesta ด้วยเสียง เพื่อปิดหรือเบาแอร์ ซึ่งจะทำให้ประหยัดมากขึ้นได้ เรียกว่า Fair Play สุดๆ ทีนี้ก็อยู่ที่เทคนิคการขับของแต่ละคนล้วนๆ ว่าจะใช้สูตรไหนให้ประหยัดที่สุด |
| |
 |
| |
Ford Fiesta เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Duratec Ti-VCT DOCH 4 สูบ 16 วาล์ว 120 แรงม้า แรงบิด 15.3 กก.-ม. พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Power-Shift แบบคลัทซ์คู่ (Dual Clutch) น้ำหนักชั่งในช่วงเช้า 1,171 กก. (รุ่น 4 ประตู) และ 1,153 กก. (รุ่นแฮทแบคซ์) ความจุถังน้ำมัน 45 ลิตร ผมและคู่หูได้ขับรุ่น 4 ประตูซึ่งมีน้ำหนักตัวมากกว่า ซึ่งตรงนี้หลายคนคิดว่าเสียเปรียบ แต่จากประสบการณ์ ผมมั่นใจว่าตัว 4 ประตูนั้น มีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีกว่า และแทบจะทุกรุ่นที่มีตัวถัง 2 แบบซึ่งเคยทดสอบมา ตัว 4 ประตูมักจะประหยัดกว่าเล็กน้อย |
| |
 |
| |
งานนี้พวกผมลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่จนคุ้น โดยเทคนิคเดิมๆ ที่เคยใช้คือ 'ใช้เกียร์สูงสุดเพื่อให้ได้รอบต่ำ' ที่ความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. อาจต้องมีการปรับสูตรประหยัดกันใหม่ เมื่อเจอเกียร์คลัทซ์คู่ที่คอยปรับเปลี่ยนอัตราทดตามน้ำหนักเท้าอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่เกียร์ 5 พร้อมเข็มวัดรอบที่ดีดขึ้นกว่า 2,000 รอบ และยิ่งถ้าเท้าไม่นิ่งจริง เกียร์จะสับเปลี่ยนเชนรอให้คุณขยี้คันเร่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น รอบโดยเฉลี่ยก็จะไม่คงที่... แบบนี้ไม่ประหยัดแน่นอน
ผมและพลขับที่ 2 เลยลองขยับความเร็วขึ้นมาเป็น 70 - 80 กม./ชม. ผลคือเกียร์จะอยู่ในตำแหน่งเกียร์สุดท้าย โดยใช้รอบเฉลี่ย 1,500 ไม่เกิน 2,000 รอบ/นาที ซึ่งน่าจะประหยัดกว่า และถ้าขับได้ตลอดทุกช่วงในลักษณะนี้ เวลารวมก็จะอยู่ที่ 9 - 10 ชม. บวกพักทานข้าว ดื่่มกาแฟ ตามจุดเช็คพอยท์อีก 2 จุด ที่จังหวัดตาก กับนครสวรรค์ กับแวะเข้าห้องน้ำ หรือใครจะแวะช็อปของฝากก็ไม่ผิดกติกา (ซึ่งผมเองก็แวะซื้อโมจิติดไม้ติดมือมาด้วยจริงๆ) บวกลบเวลาดูแล้ว น่าจะถึงกรุงเทพฯ ในช่วงผับเปิดพอดีโดยไม่เกินเวลาที่กำหนด |
| |
 |
| |
20:45 น. พวกผมเข้าเส้นชัยเป็นคันรองบ๊วย โดยมีสายตาผสานเสียงบ่นของเพื่อนๆ นักข่าว ที่ยืนคอยประนามท่ามกลางสายฝนว่า "ไปวนกันที่ไหนมา (ฟ๊ะ)" ณ ปั๊มคาลเท็กซ์เรียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งเป็นจุด Finish และมีคณะกรรมการรอเติมน้ำมัน พร้อมกับบันทึกเวลา และระยะทางของแต่ละคัน ซึ่งไม่เท่ากันจากหลายๆ ตัวแปร ทั้งเรื่องการขับขี่ หรือในกรณีที่มีการหลงทางออกนอกเส้นทางไปบ้าง เพื่อคำนวณสถิติของใครของมันให้ออกมาเป็นอัตราสิ้นเปลืองในหน่วย กม./ลิตร |
| |
 |
| |
คันของพวกผมใช้เวลาไป 11 ชม. นิดๆ กับระยะทางทั้งหมด 708 กม. ช่วงก่อนลงจากรถ ผมเหลือบดูเกจ์วัดน้ำมัน ยังเหลือเกือบๆ 1/4 ถัง นี่ถ้าไม่เหนื่อย กะว่าจะวิ่งไปซื้อโมจิที่นครสวรรค์อีกสักรอบนะเนี่ย
ถึงเวลาประกาศผลการแข่งขัน ใครขับประหยัดสุดจะได้รับ iPad 16 GB ไปนั่งเล่นที่บ้านเป็นรางวัล โดย Fiesta คันที่ปั้นตัวเลขได้ดีที่สุดนั้น คำนวณออกมาแล้วเฉลี่ยน้ำมัน 1 ลิตรวิ่งไปได้กว่า 23 กม. เลยทีเดียว โอ้โห! มากกว่า Eco Car เสียอีก
ส่วนตัวเลขที่ผมกับสหาย 'บอล จากนิตยสาร Driven' ทำได้นั้นคือ 21.84 กม./ลิตร 'ที่ 2 ครับงานนี้' (ทั้งที่ 1 และที่ 2 เป็นรุ่น 4 ประตูตามคาด) ตามด้วยผลของที่ 3 ไล่ไปจนถึงลำดับสุดท้าย ซึ่งมีตัวเลขไม่ห่างกันมากนัก เฉลี่ยที่ 20 กม./ลิตร
น้ำมัน 1 ถัง (ที่ยังเหลือ) กับเส้นทางยาวๆ 720 กม. ประหยัดไม่เบาเลยทีเดียวกับ Ford Fiesta |
| |
 |
| |
สำหรับกิจกรรมพิเศษที่ทาง ฟอร์ด จัดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากจะได้ฝึกทักษะการขับแบบประหยัดน้ำมันแล้ว ทุกคนยังได้ฝึกความอดทน กับการขับที่ความเร็วต่ำต่อเนื่องกัน เป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งทีเดียว ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่า หากคิดจะขับรถให้ประหยัดนั้น นอกจากประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถแล้ว ตัวเรานี่แหละ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง
ใจร้อนเมื่อไหร่... ตัวเลขระดับนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แน่นอน
ขอบคุณ: บริษัท ฟอร์ด เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง • |
| |