|
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : Official Mercedes-Benz Driving Experience 2011 |
Monday, 7 March, 2011 2:59 AM
|
|
 |
| |
|
| |
ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ - 10 มีนาคม 2554 ระยะเวลารวม 19 วัน บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดอบรม เทคนิคการขับเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงให้กับกลุ่มลูกค้า และสื่อมวลชน โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันภายใต้ชื่อ Mercedes-Benz Driving Experience หรือ MBDE โดยจัดขึ้นที่ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี |
| |
 |
| |
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใช้ในการอบรมประกอบด้วย
• Merdedes-Benz
C-Class รุ่นย่อย C 200 CGI BlueEFFICIENCY Elegance
• Merdedes-Benz
C 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde
• Merdedes-Benz
C 250 CDI BlueEFFICIENCY Avantgarde
•
Merdedes-Benz E-Class รุ่นย่อย E 200 CGI BlueEFFICIENCY Elegance
• Merdedes-Benz
E 250 CDI BlueEFFICIENCY Elegance
• Merdedes-Benz E 300
• Merdedes-Benz S-Class รุ่นย่อย S 300 Long Wheelbase
รถในกลุ่ม Niche Models ประกอบด้วย
• Merdedes-Benz
E 250 CGI BlueEFFICIENCY Cabriolet
• Merdedes-Benz
ML 300 CDI BlueEFFICIENCY
• Merdedes-Benz
R 300 CDI 4MATIC ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา |
| |
 |
| |
| • คุณชัยวัธน์ แก้วงามอรุณ |
| |
 |
| |
| • คุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ทั้ง 2 ท่านเป็นผู้ฝึกสอนจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งผ่านการฝึกอบรมโปรแกรมการขับขี่ปลอดภัย และได้รับประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศเยอรมนี |
 |
| |
ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย เข้าร่วมการอบรมในวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมี มร.ไมเคิล เวย์คอฟ และ คุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ เป็นครูฝึกประจำกลุ่ม เริ่มต้นด้วยการปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ระยะห่างของเบาะนั่งที่เหมาะสมคือ เมื่อเหยียบเบรกแล้วเข่าขวาต้องงอนิดๆ ไม่ใช่เหยียดตึง ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่มีแรงเบรกแล้ว เมื่อเกิดการชนแรงกระแทกจะส่งผ่านขามายังสะโพกโดยตรง อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้
การปรับระยะพนักพิงที่ถูกต้อง เมื่อจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกาแล้ว ข้อศอกต้องทำมุมประมาณ 90 องศา ถ้าแขนเหยียดตึงเกินไป เมื่อหมุนพวงมาลัยจนกระทั่งมือไปอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แผ่นหลังจะไม่แนบกับพนักพิง ทำให้ร่างกายไม่กระชับอยู่กับเบาะ และถ้าอยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉินเช่น รถกำลังหมุนเหวี่ยง ผู้ขับก็ต้องโหนพวงมาลัยเพื่อยึดร่างกายไว้ ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมพวงมาลัยลดลง
ปิดท้ายด้วยหมอนรองศีรษะที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่มีส่วนช่วยลดความบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากถูกชนจากด้านท้าย การปรับหมอนรองศีรษะที่ถูกต้องคือ ขอบบนของหมอนสูงระดับเดียวกับศีรษะ เมื่อปรับเข้าสู่ท่านั่งที่ถูกต้องแล้ว หลายคนบ่นว่าอึดอัด และขับไม่ถนัด ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นการขับในท่าทางที่ผิดจนเกิดความเคยชินมากกว่า |
| |
 |
| |
สถานี 1 : ABS
เริ่มต้นก็เจองานยากด้วยการฝึกกระทืบเบรกให้เร็วและหนักหน่วงแบบสุดๆ ชนิดที่ตอนซักซ้อมทำเอารถสะเทือนไปทั้งคัน ในช่วงที่ผมฝึกก็มีฝนตกค่อนข้างหนัก กลายเป็นฝึกเบรกบนพื้นผิวเปียกไปโดยไม่ตั้งใจ
เริ่มต้นให้ขับไปตั้งหลักในจุดที่กำหนดไว้ เร่งความเร็วให้ได้ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (มีเครื่องจับความเร็ววางไว้) เมื่อผ่านจุดเบรกซึ่งเป็นไพลอนทรงสูง ก็ให้กระทืบเบรกเต็มที่แล้วกดแช่ค้างไว้ จากนั้นบังคับพวงมาลัยหลบไพลอนที่วางขวางอยู่ด้านหน้า กระทั่งรถหยุดสนิท
หลายปีมาแล้ว ผมเคยอบรมหลักสูตรนี้กับ มร.ไมเคิล เวย์คอฟ ที่จำได้แม่นเพราะตอนนั้นมีปัญหาเบรกเบาเกินไป เพราะชินกับการขับรถไม่มี ABS มาตลอด ผู้อบรมท่านอื่นผ่านกันหมดแล้ว แต่ มร.ไมเคิล เวย์คอฟ เรียกผมไปอบรมแบบตัวต่อตัว ให้ซ้อมเบรกจนขาแทบจะหมดแรง ก่อนจะให้ไปขับจริง คราวนี้เลยผ่านสถานีนี้ได้ไม่ยาก |
| |
 |
| |
สถานี 2 : SLALOM
สำหรับผู้ที่เคยผ่านการฝึกอบรมลักษณะนี้มาแล้ว อาจมองว่าการขับสลาลมเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น คราวนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเพิ่มความท้าทายด้วยการวางกรวยเป็นทางโค้ง ไม่ใช่สลาลมบนทางตรงอย่างเดียวเหมือนที่เคยฝึกมา เน้นการหมุนพวงมาลัยที่นุ่มนวลและต่อเนื่อง พยายามขับให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด มองช่องว่างล่วงหน้า เพื่อให้ปรับความเร็วของรถได้อย่างเหมาะสม
ผมเริ่มต้นขับด้วย S-Class ที่ตอนแรกคิดว่าจะบังคับยากและอืดอาดเพราะเป็นรถฐานล้อยาว แต่เมื่อขับจริงๆ กลับรู้สึกว่าควบคุมง่าย นุ่มนวล และเฉียบคมเกินประเภทรถ ทำให้ในรอบหลังๆ ผมกล้าลองเพิ่มความเร็ว ก็พบว่ายังควบคุมได้ไม่ยาก จากนั้นลองสลับรถเป็น ML-Class แน่นอนว่ามีอาการโคลงมากกว่าเมื่อใช้ความเร็วเท่ากัน แต่ก็ลัดเลาะไปตามทางได้อย่างมั่นใจ |
| |
 |
| |
สถานี 3 : ESP
จำลองสถานการณ์การขับบนพื้นผิวถนนที่ลื่น ด้วยแผ่นพลาสติกพิเศษที่มีความฝืดต่ำ เพิ่มความลื่นด้วยการฉีดน้ำ เปรียบเทียบอาการของรถระหว่างเปิดและปิด ESP เริ่มต้นออกตัวบนแผ่นพลาสติกด้วยการกดคันเร่งเต็มที่ ล้อหลังจะฟรี รถจะเคลื่อนตัวไปช้าๆ จากนั้นให้หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายเล็กน้อย เมื่อล้อหน้าซ้ายออกนอกแผ่นพลาสติกไปอยู่บนพื้นปูนซึ่งมีความฝืดสูงกว่า ล้อหน้าซ้ายจะกลายเป็นจุดหมุน แรงขับจากล้อหลังจะทำให้รถเสียการทรงตัว ต้องแก้ไขให้ทันท่วงที ด้วยการหมุนพวงมาลัยกลับไปทางขวาอย่างรวดเร็ว
ทดลองปิด ESP ขับ 2 รอบ จากนั้นรอบสุดท้ายเปิดใช้งานตามปกติ พบว่าผู้ขับแทบไม่ต้องออกแรงในการบังคับทิศทาง เพราะระบบจะสั่งเบรกในล้อที่จำเป็นเพื่อให้รถกลับมาอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้เมื่อระบบตรวจพบว่ารถมีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุ เข็มขัดนิรภัยจะรั้งร่างกายแน่นขึ้น ถ้าเบาะข้างผู้ขับปรับเอนเกินไป ก็จะปรับกลับสู่ตำแหน่งที่แอร์แบ็กทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งกระจกและซันรูฟที่เปิดอยู่ ก็จะถูกสั่งปิดโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้แขนโผล่ออกไปนอกตัวรถ โดยจะแง้มกระจกไว้ 3 เซ็นติเมตร เพื่อลดเสียงดัง และระบายฝุ่นควันจากการทำงานของแอร์แบ็ก |
| |
 |
| |
สถานี 4 : High Speed Lane Change
ใช้พื้นที่เดียวกับสถานีแรก แต่เปลี่ยนการขับเป็นการหักหลบไพลอนโดยไม่เบรก และบังคับรถกลับเข้าช่องทางเดิมก่อนจะเบรก จำลองสถานการณ์ที่มีสิ่งกีดขวางตัดหน้ากะทันหัน เบรกไม่ทันแน่นอน ต้องหักหลบและกลับเข้าเลนเดิม ใช้ความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การบังคับพวงมาลัยจะแตกต่างจากสถานีสลาลม เพราะที่สถานีนี้จะต้องหมุนพวงมาลัยอย่างรวดเร็ว เรียกว่า ‘กระชาก’ พวงมาลัยนั่นเอง ถ้าเป็นรถที่ไม่มีระบบ ESP อาจจะเสียการทรงตัว เพราะเป็นการเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วสูง ส่วนการควบคุม แม้จะต้องออกแรงบังคับพวงมาลัยมากสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนทั่วไป |
| |
 |
| |
สถานี 5 : Circuit
ปิดท้ายการอบรบด้วยการขับแบบเต็มพื้นที่ มีการวางไพลอนกำหนดทิศทางที่ต้องขับ มีรถของครูฝึกขับนำและปิดท้าย มีข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามแซงกันเด็ดขาด และเพื่อให้สัมผัสสมรรถนะอย่างทั่วถึง จึงมีการสลับรถกันขับด้วย มองด้วยตาครูฝึกก็ใช้ความเร็วสูงพอสมควร ถ้าขับเองยังไม่สะใจ บรรดาครูฝึกก็มีของแถมให้ด้วย Hot Lap ครูฝึกขับให้นั่ง
โครงการ Mercedes-Benz Driving Experience จัดขึ้นโดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนให้ผู้ขับขี่ สามารถคาดการณ์อันตรายต่างๆ ได้ล่วงหน้า เพื่อที่จะสามารถหลบเลี่ยงอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที โดยผู้เข้าร่วมฝึกอบรม จะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการขับขี่ สอดคล้องไปกับการเรียนรู้ระบบให้ความช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนวิธีการคาดคะเนล่วงหน้า ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรู้ถึงวิธีที่จะเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง
Mercedes-Benz Driving Experience ถือเป็นโปรแกรมการฝึกทักษะการขับขี่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โปรแกรมนี้ได้รวบรวมแบบทดสอบเชิงปฏิบัติที่น่าสนใจต่างๆ ไว้อย่างมากมาย โดยแต่ละแบบทดสอบ จะได้รับการกำกับดูแลโดยครูฝึกผู้เชี่ยวชาญตลอดทุกขั้นตอน |
| |
 |
| |
โปรแกรมนี้มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนให้ผู้ขับขี่ได้เข้าใจถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีความปลอดภัยอันทันสมัยต่างๆ ที่ติดมากับตัวรถ เพื่อสามารถใช้ระบบเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดยามฉุกเฉิน โปรแกรมการฝึกทักษะนี้ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองกับความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักขับมืออาชีพ, มือสมัครเล่น หรือจะเป็นนักขับขี่ผาดโผนผจญภัยสไตล์สปอร์ต และออฟโรดก็ตาม เฉพาะแค่ในประเทศเยอรมนีเพียงแห่งเดียว เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีสถานที่ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่นี้ถึง 12 แห่งด้วยกัน
หลักสูตรการฝึกอบรมเสริมทักษะการขับขี่ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปรัชญาด้านความปลอดภัยแบบบูรณาการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุให้มากที่สุด ยานพาหนะที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยประสิทธิภาพสูง บวกกับสมรรถนะที่สมบูรณ์นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ |
| |
 |
| |
อย่างไรก็ตาม ทักษะของผู้ขับขี่เอง ก็ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน เป้าหมายของการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้นคือ การให้ผู้ขับขี่เรียนรู้เสริมทักษะการขับขี่ สามารถรู้ถึงสภาพการณ์ที่คับขันล่วงหน้า และสามารถควบคุมสภาวะวิกฤตินั้นได้ถูกต้องในแต่ละสถานการณ์
นอกเหนือจากความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีเหล่านี้แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ประกอบด้านบุคลากรอย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอีกด้วย เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกทักษะของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลกจะได้เรียนรู้กฎระเบียบและกฎฟิสิกส์พื้นฐานต่างๆ รวมทั้งการควบคุมรถไว้ได้อย่างปลอดภัย โปรแกรมการฝึกตั้งอยู่บนรากฐานสำคัญ 3 ประการ คือ การรับรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น การหลีกเลี่ยงอันตราย และการควบคุมรถยนต์ในสถานการณ์คับขันได้อย่างถูกต้อง |
| |
 |
| |
โดยบริษัทฯ ได้จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมเสริมทักษะการขับขี่ให้กับลูกค้ามาแล้วกว่า 30 ปี ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน การอบรมครั้งแรกจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2515 โดยผู้เชี่ยวชาญจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ฝึกสอนถึงเทคนิคการขับรถแก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
เฉพาะในปี พ.ศ. 2546 ที่ประเทศเยอรมนีแห่งเดียว มีลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสนใจเข้าร่วมโปรแกรมสูงถึง 5,000 ราย ด้วยหลักสูตรต่างๆ ได้ออกแบบมาให้สามารถตอบสนองความต้องการและของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี |
| |
 |
| |
รถยนต์จะปลอดภัยที่สุด เมื่อผู้ขับขี่ระมัดระวัง
ปรัชญาด้านความปลอดภัยแบบบูรณาการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น ประกอบไปด้วยความเป็นเลิศทางเทคโนโลยียนตรกรรม และการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ แบบทดสอบ และโปรแกรมการฝึกต่างๆ ล้วนถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสะท้อนสถานการณ์การขับขี่จริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีครูฝึกผู้มีประสบการณ์ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ และด้านการกีฬา มาช่วยอบรมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แบบมืออาชีพอีกด้วย
การฝึกภาคปฏิบัติ ประกอบไปด้วยการทดสอบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ทั่วไป ได้แก่ การเบรกฉุกเฉิน การสะดุด การควบคุมรถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และการเปลี่ยนช่องทางวิ่งที่ความเร็วสูง เป็นต้น ด้วยวิธีการฝึกปฏิบัติแบบนี้ ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม จะได้เรียนรู้วิธีการคาดคะเนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนวิธีที่จะเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง จุดมุ่งหมายหลักของการฝึกอบรมก็คือ การฝึกฝนให้ผู้ขับขี่สามารถคาดการณ์อันตรายต่างๆ ได้ล่วงหน้า เพื่อที่จะสามารถหลบเลี่ยงอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที
|
| |
 |
| |
ความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ
โปรแกรมฝึกทักษะ Mercedes-Benz Driving Experience ได้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการเอาใจใส่วิเคราะห์ทุกแง่มุมของความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น การหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ การพัฒนาทักษะการขับขี่ ระบบให้ความช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีเพื่อการปกป้องผู้โดยสาร ทั้งหมดนี้สามารถปรับให้สอดคล้องกับ ความรุนแรงในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อีกทั้งยังสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุได้เร็วที่สุดอีกด้วย
คงไม่มีผู้ผลิตรถยนต์รายใด สามารถอ้างถึงความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทั้งแบบ ‘ปกป้อง’ และแบบ ‘ป้องกัน’ ได้มากเท่ากับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะผลงานด้านความปลอดภัย ของบรรดาวิศวกรยานยนต์แห่งเมืองสตุ๊ตการ์ท ได้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว แทบจะในทุกย่างก้าวแห่งพัฒนาการของโลกยานยนต์ทุกวันนี้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ ให้แก่การพัฒนาทักษะการขับขี่ให้กับนักขับทั่วโลกแล้วอย่างแท้จริง กล่าวคือ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น ได้ ครอบคลุมการจัดโปรแกรมการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ตลอดจนเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พัฒนาความสามารถในการขับขี่อย่างปลอดภัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ |
| |
 |
| |
หลักสูตรการฝึกอบรม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยึดมั่นปรัชญาด้านความปลอดภัยแบบบูรณาการ และเชื่อมั่นว่า ยนตรกรรมชั้นยอดระดับโลกนั้น ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจาก หลักสูตรการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ที่โดดเด่นด้วยเช่นกัน ดังนั้น โปรแกรมทดสอบของ Mercedes-Benz Driving Experience ล้วนออกแบบมาเพื่อรับกับสภาพการขับขี่ในโลกยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง หลังจากได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีพื้นฐาน ก็จะนำภาคปฏิบัติภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครูฝึกไปใช้
นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม จะมีโอกาสได้เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของตนเอง เกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆ ของรถยนต์ และยังจะได้เรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ การควบคุม และการปรับพฤติกรรมในการขับขี่ ตลอดจนการสร้างความคุ้นเคย กับรถยนต์ของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
การฝึกอบรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการให้ความเอาใจใส่ในเรื่องพื้นฐานต่างๆ อาทิ ตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสม และระยะห่างจากพวงมาลัย ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ มีความสำคัญเช่นกัน อย่างเช่น ตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสมนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่านั่งที่ผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถเหยียบเบรกได้อย่างมั่นใจ ในสถานการณ์ที่คับขันอีกด้วย
|
| |
 |
| |
ความเป็นผู้นำ...เกิดจากความรู้และประสบการณ์
การทดสอบต่างๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผู้ที่เข้าร่วมฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ จะสามารถควบคุมรถในสถานการณ์อันตรายต่างๆ ได้อย่างนุ่มนวล และราบรื่นกว่าผู้ขับขี่ทั่วไป ปรัชญาของโครงการฝึกอบรม Mercedes-Benz Driving Experience นี้อยู่ที่ว่า "ผู้ขับขี่ที่ดีที่สุด มิใช่ผู้ที่ขับรถได้เร็วที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถ ลดความเสี่ยงต่ออันตรายบนท้องถนนได้มากที่สุดต่างหาก"
เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของผู้ขับขี่ ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยรถยนต์ จึงให้ความสำคัญในการปลุกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบของผู้ขับขี่เป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เข้าร่วมฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ครั้งนี้ ก็ได้แสดงถึงสำนึกรับผิดชอบของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นต่อสมาชิกในครอบครัว, ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ และที่สำคัญที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อตัวของพวกเขาเอง
ดังนั้น การเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตร Mercedes-Benz Driving Experience นี้จึงหมายถึงการที่ผู้ขับขี่ มีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างจริงจัง
• |
| |
 |
| |
ประวัติสต๊าฟ
มร. แมทเธียส ไคลน์มิเคล (Mr. Matthias Kleinmichel)
ตำแหน่ง : หัวหน้าผู้ฝึกสอน
อายุ : 44 ปี
ภูมิลำเนา : Wiesbaden ประเทศเยอรมนี
•
รับผิดชอบเป็นผู้นำฝึกสอนโปรแกรม Mercedes-Benz Driving Experience
• มีประสบการณ์ด้านการฝึกสอนเทคนิคการขับขี่ในทุกๆ สายการฝึก รวมทั้งการฝึกรถเกราะกันกระสุน และรถแข่งในลักษณะต่างๆ กว่า 21 ปี
• ผ่านการฝึกอบรมการขับขี่ปลอดภัยมาแล้วกว่า 1,800 รายการ ทั้งในประเทศยุโรป อเมริกา แอฟริกาและเอเชีย |
| |
 |
| |
| • มร. แมทเธียส ไคลน์มิเคล |
 |
| |
มร. วิม เดมส์ (Mr. Wim Daems)
ตำแหน่ง : ผู้ฝึกสอน
• มีประสบการณ์ด้านการฝึกสอนเทคนิคการขับขี่ในทุกๆ สายการฝึก รวมทั้งการฝึกรถเกราะกันกระสุน และรถแข่งในลักษณะต่างๆ กว่า 20 ปี
• เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการแข่งรถมาอย่างยาวนาน อาทิ Fia GT / Belcar
• ผ่านการฝึกอบรมการขับขี่ปลอดภัยมาแล้วกว่า 4,300 รายการ ทั้งในประเทศยุโรป อเมริกา และเอเชีย
มร. ไมเคิล เวย์คอฟ (Mr. Michael Weykopf)
ตำแหน่ง : ผู้ฝึกสอน
• ฝึกสอนเทคนิคการขับขี่ในทุกๆ สายการฝึก รวมทั้งการฝึกรถเกราะกันกระสุน และรถแข่งในลักษณะต่างๆ กว่า 36 ปี • ชนะเลิศการแข่งรายการ German Kart Champion ปี 1986 และรายการ 24 Hour Race NBR 2000: Class & Group Champion • ผ่านการฝึกอบรมการขับขี่ปลอดภัยมาแล้วกว่า 4,300 รายการ ทั้งในประเทศแถบยุโรป, อเมริกา, แอฟริกา และ เอเชีย |
| |
 |
| |
| • (ซ้าย) มร.วิม เดมส์ และ มร.ไมเคิล เวย์คอฟ |
| |
 |
| |
| • ราคาจำหน่าย Mercedes-Benz ที่ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป (คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด) |
| |