Friday, 12 February, 2010 3:58 PM
page 01 | page 02
ช่วงรอยต่อระหว่างงาน ดีทรอยต์ กับ เจนีวา มอเตอร์โชว์ ยังมีอีกงานที่ถูกจัดขึ้นมาสอดแทรกระหว่างกลาง โดยยึดเอาเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาของการจัดงาน และในปีนี้ ชิคาโก้ ออโต้โชว์ ถือว่ามีความน่าสนใจ และมีของใหม่ออกมาให้ติดตามกันมากมาย ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นงานมอเตอร์โชว์ระดับประเทศ ไม่อินเตอร์ฯ เท่ากับ 2 งานข้างต้น
สำหรับคนที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมา อาจจะคิดว่างานนี้เป็นงานที่เพิ่งเกิดเหมือนกับงานที่ แอลเอ แต่ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว ถือเป็นมอเตอร์โชว์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เพราะจัดกันมาตั้งแต่ปี 1901 โน่น และในครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งที่ 102 แล้ว เพียงแต่ว่าในปัจจุบัน ชื่อชั้นของงานอาจจะไม่สามารถเทียบเท่ากับดีทรอยต์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ หรือแอลเอ ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองลุงแซม
ตัวงานมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-21 กุมภาพันธ์นี้ ดังนั้นใครที่อยากจะไปดูงานด้วยตัวเอง ก็ยังพอมีเวลา โดยสถานที่จัดงานอยู่ที่ McCormick Place และมี The Chicago Automobile Trade Association เป็นผู้จัดงานโชว์
ที่บอกว่าสีสันในงานนี้ไม่ธรรมดา คงไม่ใช่เรื่องเกินเลย ซึ่งตามปกติแล้วใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของมอเตอร์โชว์ทั่วโลกจะทราบดีว่า ของดีที่เป็นของใหม่ซึ่งถูกเปิดตัวในงานนี้ อย่างมากก็แค่ 1-2 รุ่นเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น โมเดลที่เกิดมาเพื่อขายในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่สำหรับในปีนี้ ของใหม่ที่ว่ามีเพียบ และแม้ว่าบางรุ่นจะเป็นโมเดลสำหรับเมืองลุงแซม แต่ทว่าก็มีอีกหลายรุ่นที่จะถูกส่งออกมาขายตามตลาดแห่งอื่นๆ ทั่วโลกด้วย •
มีความเคลื่อนไหวเยอะสุดในงานนี้ เริ่มจากการเปิดตัวโมเดลเชนจ์ของครอสส์โอเวอร์ขนาดกลางอย่างรุ่น เอดจ์ พร้อม 3 ทางเลือกของเครื่องยนต์เริ่มจาก 4 สูบ 2,000 ซีซี EcoBoost ที่คาดว่าน่าจะมีกำลังอยู่ในระดับ 204 แรงม้า ตามด้วยวี6 3,500 ซีซี 285 แรงม้า และรุ่นสปอร์ต วี6 3,700 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Ti-VCT มีกำลังสูงสุด 305 แรงม้า
• Ford Edge
• Transit Connect EV
• Ford Shelby GT500 SVT
จากนั้นตามด้วยการเปิดตัวเวอร์ชัน GT500 ซึ่งทาง SVT หรือ Special Vehicle Team ของฟอร์ดทำงานร่วมกับแคร์โรลล์ เชลบี้ในการสร้างสรรค์ความแรงและความสปอร์ตรูปแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งในเวอร์ชันปี 2011 พัฒนาบนพื้นฐานของมัสแตง ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์วี8 5,400 ซีซีให้มีมัดกล้ามเพิ่มขึ้นจากเวอร์ชันปี 2010 อีก 10 แรงม้าจนได้บทสรุปอยู่ที่ 550 แรงม้า และมีขายทั้งตัวถังคูเป้ และเปิดประทุน
• Transit Connect Taxi
ปิดท้ายกับการสร้างสีสันให้กับรถตู้รุ่นทรานซิต คอนเน็กต์ มีทั้งเวอร์ชันแท็กซี่ ซึ่งสามารถเลือกขับเคลื่อนได้ทั้งก๊าซ CNG และ LPG ซึ่งจากการเปิดเผยของฟอร์ดระบุว่า ในตอนนี้ตลาดสหรัฐอเมริกามีความต้องการรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ประเภทนี้มากขึ้น ขณะที่อีกรุ่นเป็นเวอร์ชันสำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์แต่ดัดแปลงให้เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับ Azure Dynamic Cortporation ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 55 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนขนาด 28 กิโลวัตต์ สามารถแล่นทำระยะทางได้ 75 ไมล์ หรือ 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง •
เอาใจแฟนๆ ของเชฟโรเลตอย่างเต็มที่ด้วยการเผยโฉมทางเลือกใหม่ของปิกอัพแบบ Full-Size อย่างรุ่นซิลเวอราโด กับเวอร์ชัน HD-Heavy Duty เพิ่มขีดความสามารถในการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของการบรรทุกและการลากจูง ซึ่งทางเชฟวี่บอกว่าสามารถลากรถพ่วงที่บรรทุกสัมภาระซึ่งมีน้ำหนักสูงสุด 20,000 ปอนด์ หรือ 9,090 กิโลกรัมได้อย่างสบายๆ
ขณะที่อีกรุ่นเป็นการฉลองการทำตลาดครบรอบ 75 ปีของเอสยูวีไซส์ใหญ่อย่างซูเบอร์เบิ้น ด้วยรุ่นพิเศษอย่าง Diamond Edition และมีขายด้วยสีตัวถังแบบเดียว คือ White Diamond Tricoat •
• Chevrolet Silverado HD-Heavy Duty
• Chevrolet Suberban Daimond Edition
สำหรับแฟนๆ ของโอดิสซีส์ที่กำลังรอรุ่นใหม่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะที่เห็นอยู่นี้ยังไม่มีการคอนเฟิร์มชัดเจนว่าจะเป็นโอดิสซีส์สำหรับข่ายในตลาดโลกหรือไม่…ทำไมนะหรือ
ก็เพราะว่านับจากเจนเนอเรชันที่ 2 เป็นต้นมา โอดิสซีส์ถูกแยกการพัฒนาออกมาเป็น 2 ตัวถังที่ต่างกันอย่าชัดเจนและไม่เกี่ยวข้องกันเลย ยกเว้นใช้ชื่อเดียวกันสำหรับขาย รุ่นแรกคือเวอร์ชันปกติที่ขายในญี่ปุ่นและบ้านเรา ส่วนอีกเวอร์ชันสำหรับขายในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่กว่า และใช้เครื่องยนต์วี6 ในการขับเคลื่อน ซึ่งในรุ่นที่ 2 ทางญี่ปุ่นเคยเอาเข้ามาขายในชื่อลาเกรทมาแล้ว
• Honda Odyssey Concept
• Honda Skydeck Concept ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2009
ดังนั้น ที่เห็นอยู่นี้ คาดว่าน่าจะเป็นโอดิสซีส์เวอร์ชันอเมริกาเหนือที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับที่ขายในตลาดโลก แม้ว่าหลายกระแสบอกว่ามีความคล้ายคลึงกับต้นแบบรุ่น Skydeck ที่เปิดตัวในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2009 เพราะเท่าที่ดูจากมิติตัวถังแล้ว ถือเป็นเอ็มพีวีไซส์ยักษ์สำหรับเอาใจคนที่นั่นเป็นหลัก โดยมีความยาว 5,150 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,990 มิลลิเมตร ส่วนรายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆ ฮอนด้า อเมริกาเหนือยังไม่ได้เปิดเผยออกมาในตอนนี้ •
แม้เจอปัญหาปวดหัวกันตั้งแต่ต้นปีกับงาน Recall ถึง 2 ระลอกใหญ่ แต่โตโยต้าก็ยังเดินหน้าลุยตลาดอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เผยโฉมรุ่นใหม่ของอะวาลอน ซีดานขนาดใหญ่ที่มีระดับตลาดสูงกว่าคัมรี่ ซึ่งแม้ว่าจะดูคล้ายกับเป็นโมเดลเชนจ์ แต่ความจริงแล้วนี่เป็นบิ๊กไมเนอร์เชนจ์จากรุ่นปี 2005
• Toyota Avalon
ทั้งนี้เพราะโครงสร้างตัวถังหลักของรถยังใช้ร่วมกับรุ่นรุ่นเดิมแต่ที่เปลี่ยนไปก็มีแต่เปลือกนอกของตัวถังรอบคันเท่านั้น และออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกับโคโรลล่า อัลติสจนดูเหมือนกับจับเอา C-CAR รุ่นนี้มาอัดลมให้ตัวถังขยาย ขณะที่แผงหน้าปัดถูกเพิ่มความสดใหม่ด้วยการนำของใหม่มาใส่แทนทำให้ดูสวยและสปอร์ตขึ้นจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ทำตลาดเป็นแบบวี6 3,500 ซีซีที่มีกำลังในระดับ 268 แรงม้า
• Scion tC 6.0
ส่วนไซออน แบรนด์หมายเลข 3 ของโตโยต้าที่เกิดมาเพื่อเอาใจวัยรุ่นอเมริกัน ก็ยังสร้างสีสันกับรถสปอร์ตรุ่น tC กันต่อไป โดยสปอร์ตรุ่นนี้แชร์พื้นฐานร่วมกับโคโรลล่า แต่วางเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี 161 แรงม้าของคัมรี่ และในคราวนี้เป็นเวอร์ชัน 6.0 แต่งสุดสปอร์ต โดยมีการผลิตไม่มากเหมือนกับเวอร์ชันที่ผ่านๆ มา แค่ 1,100 คันเท่านั้น และตั้งราคาเอาไว้ที่ 18,620 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 614,000 บาท •
ก่อนงานนี้จะเริ่มขึ้นทางเกียบอกแล้วว่าจะเปิดตัวต้นแบบรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Ray และก็ไม่มีการผิดสัญญา โดยต้นแบบรุ่นนี้มาพร้อมกับความสวยและล้ำสมัย พร้อมกับติดตั้งเทคโนโลยีไฮบริดแบบปลั๊กอิน หรือ PHEV ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนเบนซิน 4 สูบเทอร์โบไดเร็กต์อินเจ็กชัน 1,400 ซีซีที่มีกำลัง 153 แรงม้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 78 กิโลวัตต์
นอกจากนั้น ทางเกียยังเปิดตัวเวอร์ชันสีเขียวที่เน้นความประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้ชื่อว่า EcoDynamics เหมือนกับที่โฟล์คสวาเกนมีเวอร์ชัน Blue Motion และฟอร์ดมีเวอร์ชัน EcoNetic •
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ในการเก็บรวบรวมรถยนต์ ซึ่งที่นี่เน้นไปที่รถยนต์ซึ่งเราๆ ท่านๆ ผ่านตาจากจอแก้ว โดยเป็นแหล่งสะสมรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานในการถ่ายทำภาพยนตร์ของฮอลีวู้ด เช่น General Lee หรือ ดอดจ์ แชลเลนเจอร์ สีส้มจากภาพยนตร์เรื่อง Dukes of Hazzard หรือรถแข่งเบอร์ 51 ในการแข่งขัน NASCAR ของ ทอม ครูสซ์ จากเรื่อง Day of Thunder •
ทางด้าน IZOD Indycar เปิดรับไอเดียในการสื่อและนำเสนอถึงรถแข่งอินดี้คาร์แบบล้อเปิดรูปแบบใหม่ และทาง DeltaWing ก็เลยนำเสนอความคิดใหม่นี้ออกมา พร้อมกับจัดทำเป็นคันจริงสำหรับจัดแสดงด้วย ส่วนจะใช้ได้จริงหรือไม่นั้น ไม่ได้บอก เพราะนี่เป็นแค่ผลงานสำหรับแสดงไอเดียเท่านั้น •
R E L A T E D - N E W S :