ซึ่งคดีเมาแล้วขับโดยปกติแล้ว หากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะส่งฟ้องศาลภายใน 48 ชั่วโมง และต่อมาศาลอาจตัดสินให้รับโทษตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2552 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล เช่น รับโทษปรับ 5,000 – 20,000 บาท ส่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพิกถอนใบอนุญาต หรือให้ทำงานบริการสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ
พล.ต.ต. อนุชัย เล็กบำรุง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 กล่าวว่า สถิติอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นสูงในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ ปีใหม่นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมกำลังพร้อมในการสกัดกั้นพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ด้วยการตั้งด่านตรวจจับอย่างเข้มข้น ทั้งนี้กระบวนการในการ ตรวจเจอปริมาณแอลกอฮอล์ที่มีสูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถูกดำเนินคดี โดยการสั่งฟ้องศาลทุกราย และรอพิจารณาโทษภายใน 48 ชั่วโมง หากศาลได้มีการพิจารณาถึงความผิดแล้วและพิพากษากักขัง โดยจุดเริ่มต้นในการกักขังก็คือจุดตรวจของตำรวจนั่นเอง
สุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ทุกๆ ปี มีคนตายบนถนน 12,000 คนต่อปี พิการสะสม 100,000 คน ความสูญเสีย 2 แสนล้านต่อปี ช่วงเทศกาลปีใหม่ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงปกติ 2 เท่า ระหว่างปี 2550 – 2552 พบว่า ในช่วงปกติจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 280 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 35 คน ในขณะที่ช่วงเทศกาลปีใหม่มีอุบัติเหตุเฉลี่ยวันละ 607 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 58 คน สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับรถจักรยานยนต์ ถึงร้อยละ 84 และมีสาเหตุจากเมาสุราขณะขับรถเป็นอันดับหนึ่ง ถึงร้อยละ 41
มูลนิธิเมาไม่ขับ ทำงานรณรงค์เพื่อป้องกันพฤติกรรมการเมาแล้วขับอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันอุบัติเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในการสกัดกั้นพฤติกรรมเสี่ยงเมาแล้วขับโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นงานที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุ ด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง หากดื่มแล้วไม่ควรขับรถ ทั้งนี้ประชาชนเองก็สามารถเรียกร้องสิทธิด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น หากพบพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนน ก็สามารถโทรแจ้งได้ที่ จส.100 หรือ ร่วมด้วยช่วยกัน
ศาลในบางภาคตระหนักถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุทางจราจรจากการดื่มแล้วขับ ว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสังคม จึงเริ่มพิพากษาให้ผู้ดื่มแล้วขับรับโทษกักขัง โดยไม่รอลงอาญา โดยศาลภาค 2 คือ ชลบุรี และภาคตะวันออก 8 จังหวัด นำร่องพิพากษาสั่งกักขัง เช่น ศาลจังหวัดตราดสั่งกักขังผู้ดื่มแล้วขับ ภายใน 15 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ถึง กันยายน 2552 รวมทั้งสิ้น 155 ราย ทั้งนี้ศาลจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ ศาลภาค 6 จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 7 จังหวัด และ ศาลจังหวัด ฉะเชิงเทรา อยุธยา สุพรรณบุรี อุบลราชธานี กำแพงเพชร เชียงใหม่ นนทบุรี พิษณุโลก และ จันทบุรี ได้เริ่มพิพากษาสั่งกักขังคดีดื่มแล้วขับเช่นกัน
ด้านตัวแทนเหยื่อเมาแล้วขับ เจษฏา แย้มสบาย กล่าวว่า "ผู้พิการจากการเมาแล้วขับ ขอกราบขอบพระคุณศาลยุติธรรม ในการที่ท่านพิจารณาเห็นโทษเมาแล้วขับ และใช้มาตรการเด็ดขาดในการพิพากษากักขังคดีเมาแล้วขับ เพื่อให้เกิดเป็นตัวอย่าง ทำให้สังคมตื่นตัวและลดพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนน คาดว่าหากศาลท่านพิจารณาคดีและพิพากษาให้กักขังอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ดื่มเกิดความยำเกรง และไม่กล้าดื่มแล้วขับ เป็นการช่วยลดอุบัติเหตุอย่างได้ผล และทำให้สังคมเกิดจิตสำนึก ในการรักษาความปลอดภัยในระยะยาว"
สำหรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทุกภาคส่วนต่างช่วยกันระดมกำลังในการป้องกันการสูญเสียจากอุบัติเหตุให้มากที่สุด อย่างไรก็ดี... หากพบเห็นเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร ประชาชนสามารถแจ้งร้องเรียนได้ และหากพบอุบัติเหตุจราจร สามารถโทรแจ้งศูนย์ กู้ชีพนเรนทร 1669 • - ติดตามข่าวสารของ มูลนิธิเมาไม่ขับ ได้ที่ www.ddd.or.th ครับ • - ติดตามข่าวสารของ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ได้ที่ www.accident.or.th ครับ • - ติดตามข่าวสารของ สสส. ได้ที่ www.thaihealth.or.th ครับ • - ติดตามข่าวสารของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ที่ www.royalthaipolice.go.th ครับ • - ติดตามข่าวสารของ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้ที่ www.roadsafetythai.org ครับ •