ประเด็นหลักของตัวรถคือ การเพิ่มเรี่ยวแรงโดยที่ลดน้ำหนัก ซึ่ง GTO มีกำลังขับเคลื่อน 670 แรงม้าจากเครื่องยนต์วี 12 - 6,000 ซีซี ขณะที่ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 1,495 กิโลกรัม ทำให้ม้า 1 ตัวแบกน้ำหนักแค่ 2.23 กิโลกรัมเท่านั้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราเร่งซึ่งใช้เวลาแค่ 3.35 วินาทีสำหรับ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับความเร็วสูงสุด
สำหรับชื่อของ GTO หรือย่อมาจาก Gran Turismo Omologata ซึ่งตัว O เป็นภาษาอิตาเลี่ยนที่มีความหมายเดียวกับ Homologation ที่โด่งดังมากในอดีต และเฟอร์รารี่เคยนำรหัสนี้มาใช้กับรถยนต์ของตัวเองแค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือ ในปี 1962 กับตัวแข่งรุ่น 250 GTO และอีกครั้งในปี 1984 กับการตั้งเป็นชื่อรุ่นสำหรับทำตลาดเลย หรือบางคนก็เรียกว่า 288 GTO
รายละเอียดของรูปลักษณ์ถูกดัดแปลงจากรถแข่ง 599XX โดยเฉพาะชุดพาร์ตบนตัวถัง ที่จะส่งผลต่อไปยังความเพรียวลม และสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ อย่างเช่นการเพิ่มแรงกดหรือ Downforce ลงบนตัวถังเพื่อการทรงตัวที่ดีในย่านความเร็วสูงนั้น ใน 599GTO จะมีแรงกดลงบนตัวถังในระดับ 144 กิโลกรัมเมื่อแล่นด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
|