สำหรับทางเลือกของเครื่องยนต์ก็ยังเหมือนเดิม โดยชูจุดเด่นตามแนวคิด Toyota Optimal Drive ซึ่งโตโยต้าเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2008 เริ่มกับขุมพลัง 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว Dual VVT-i 1,330 ซีซี ในรหัส 4ZZ-FE 101 แรงม้าที่มาพร้อมกับระบบ Stop&Start ซึ่งจะมีการดับเครื่องยนต์เมื่อจอดติดอยู่กับที่ และสตาร์ทอีกครั้งเมื่อออกตัวคล้ายกับรถยนต์ไฮบริด โดยจะทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
โดยระบบนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทางผู้ผลิตรถยนต์นำมาติดตั้งให้กับรถยนต์ในสายการผลิต ในยุคที่รถยนต์ไฮบริดยังไม่แพร่หลายอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นตัวเลือกที่แทรกกลางระหว่างเครื่องยนต์ธรรมดากับเครื่องยนต์ไฮบริด เพราะให้ทั้งความประหยัดในระดับ 19.8 กิโลเมตรต่อลิตร และการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 136 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร
ส่วนรุ่นอื่นๆ ก็มีทั้ง 4 สูบ 1,600 ซีซี Valvematic 132 แรงม้าที่เพิ่งเริ่มขายเมื่อต้นปี 2009 และเทอร์โบดีเซล 4 สูบ 1,400 ซีซี D-4D 90 แรงม้า ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือกึ่งอัตโนมัติ MultiMode ขณะที่รุ่น 1,800 ซีซี Valvematic และเทอร์โบดีเซล 2,000 และ 2,200 ซีซีไม่มีการระบุว่ามีขายต่อไปอีกหรือไม่ แต่เชื่อว่าคงจะมีตามมาอีกไม่นาน
ราคาขายในอังกฤษเคาะออกมาโดยเริ่มต้นที่ 14,463 ปอนด์ หรือ 795,000 บาท ส่วนโคโรลล่า ซีดาน คาดว่าในตลาดยุโรปก็คงจะมีการปรับโฉมตามมาไม่นานหลังจากนี้ •
|