เทคโนโลยี BMW ActiveHybrid
เหนือชั้นด้วยนวัตกรรมระบบ Mild Hybrid
แนวคิดของ BMW ActiveHybrid 7 มุ่งเน้นที่ความลงตัวระหว่างการขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวล แฝงด้วยพละกำลังมหาศาล ที่สามารถถูกส่งออกมาอย่างลื่นไหลและราบเรียบในแบบฉบับของรถระดับซุปเปอร์ซาลูน วิศวกรจึงพัฒนาระบบ BMW ActiveHybrid ซึ่งนำมอเตอร์ไฟฟ้าระบบ 3-phase synchronous ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo ได้อย่างลงตัวโดยการเชื่อมการส่งกำลังจากทั้งสองระบบที่ระบบเกียร์อัตโนมัติ ด้วยคอนเซ็ปต์การผนวกรวมที่ชาญฉลาดนี้ มอเตอร์สามารถส่งกำลังแฝงเข้าระบบได้อย่างนุ่มนวล
มอเตอร์ไฟฟ้าระบบ 3-phase synchronous ทำหน้าที่สร้างพลังงานไฟฟ้า เสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระหว่างที่ผู้ขับเบรก และจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในแง่ของการจัดเก็บพลังงาน ดังนั้นพลังงานไฟฟ้าที่ได้มานั้น ถือว่าได้มาฟรีโดยไม่ต้องเสียเชื้อพลังใดๆ และเมื่อมีการเร่งเครื่องเพื่อออกตัวรถจากหยุดนิ่งหรือขณะเร่งแซง พลังงานไฟฟ้าที่ได้มานี้ก็จะถูกจ่ายกลับเข้าสู่ระบบมอเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ส่งแรงขับเสริมหรือ ‘บู๊ส’ กำลังเพื่อเพิ่มแรงขับเคลื่อนผนวกกับกำลังที่ถูกส่งมาจากเครื่องยนต์ ซึ่งระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดทำหน้าที่บริหารจัดสรรการส่งกำลังให้เป็นไปอย่างนุ่มนวลแฝงด้วยความมีพลัง ในเวลาเดียวกัน การ ‘บู๊ส’ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้านี้ ทำให้เป็นการแบ่งเบาภาระเครื่องยนต์ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการประหยัดพลังงานไปในตัวด้วย
ระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะ
ระบบพลังงานไฟฟ้าของ BMW ActiveHybrid 7 ประกอบด้วยเครือข่ายพลังงาน 2 เครือข่าย และแบตเตอรี่ 2 ชุด โดยเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าแรกเป็นแบบ 12 โวลต์ต่อกับแบตเตอรี่แบบ AGM Absorbent Glass Mat ซึ่งทำหน้าที่ป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับระบบไฟฟ้าต่างๆ ภายในรถ เช่นระบบแอร์ ระบบปั๊มน้ำ ระบบปั๊มน้ำมันเครื่อง ส่วนอีกเครือข่ายหนึ่งเป็นแบบ 120 โวลต์ซึ่งต่อกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แบบลิเธียม-อิออน ซึ่งสามารถป้อนพลังงานไฟฟ้ากำลังสูง ให้ระบบมอเตอร์ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BMW ActiveHybrid 7 ยังมีระบบ Auto Start/Stop เพื่อหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะไม่จำเป็น เช่น ขณะติดไฟแดง ซึ่งระบบนี้จะดับเครื่องยนต์ แต่ระบบต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง ระบบนำทางยังทำงานตามปกติ และเมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่งเมื่อไฟเขียว รถก็จะสตาร์ทเครื่องเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการประหยัดพลังงานได้อย่างชาญฉลาด
World’s Most Sustainable Car Manufacturer
บนเส้นทางสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี EfficientDynamics
ณ วันนี้เทคโนโลยี EfficientDynamics ตอกย้ำความเป็นผู้นำอย่างเหนือชั้นให้กับบีเอ็มดับเบิลยูณวันนี้ บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น World’s Most Sustainable Car Manufacturer โดยสถาบัน Dow Jones อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่สามารถบรรลุเป้าหมายของปฏิญญา ACEA Association of European Car Manufacturers โดยสามารถเพิ่มความประหยัดน้ำมันเฉลี่ยของรถทั้งกลุ่มลงกว่า 25% (ระหว่างปีค.ศ. 1995-2008) และในขณะนี้มีรถยนต์ BMW ที่มีเทคโนโลยี EfficientDynamics มากกว่า 1 ล้านคัน ในทุกรุ่นทุกเซ็กเมนท์ ตั้งแต่ซีรี่ย์ 1 ถึงซีรี่ย์ 7
ในปี ค.ศ. 2008 เทคโนโลยี EfficientDynamics ได้ช่วยให้ผู้ใช้รถบีเอ็มดับเบิลยูในยุโรปประหยัดน้ำมันรวมกันถึง 150 ล้านลิตรและลดการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 373,000 ตัน เมื่อเทียบกันปีค.ศ. 2006 ถ้าเทียบว่า เอาน้ำมันที่ประหยัดได้จากเทคโนโลยี EfficientDynamics มาผลิตไฟฟ้า จะสามารถป้อนไฟฟ้าให้กับประชากรถึง 780,000 คนเป็นเวลา 1 ปี และในปีค.ศ. 2009 นี้มีรถยนต์จากบริษัทบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปถึง 49 รุ่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน EU5 ซึ่งมีถึง 27 รุ่นที่มีอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่ำกว่า 140 กรัมต่อกิโลเมตร
การนำเสนอรถยนต์เทคโนโลยี ActiveHybrid ในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวของบีเอ็มดับเบิลยูกับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน • |