 |
| |
|
Thursday, 25 November, 2010 0:03 AM
|
 |
| |
|
| |
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัว Mercedes-Benz E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Estate เป็นครั้งแรก ในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งที่ 27 โดย E-Class Estate ถือเป็นต้นกำเนิดของรถในตระกูล Estate ทั้งหลาย โดยเริ่มเปิดตัวตั้งแต่ปี 1997 และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดจำหน่ายมากมาย ซึ่ง 30 ปีที่ผ่านมา E-Class Estate คือสัญลักษณ์ของประสบการณ์ใหม่ ที่ถ่ายทอดมาจากรถซาลูน
จากวันนั้นถึงวันนี้ E-Class Estate ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จในอดีต มาจนถึงรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 |
| |
 |
| |
ศาสตราจารย์ ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ (Alexander Paufler) ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "E-Class Estate เป็นยนตรกรรมอีกรุ่นในตระกูล E-Class อันประกอบด้วยรุ่น Saloon, Coupe, Cabriolet และ Estate ซึ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวเป็นรุ่นสุดท้าย และเช่นเดียวกับ E-Class รุ่นอื่นๆ E-Class Estate มาพร้อมกับดีไซน์ที่ภูมิฐาน คุณสมบัติในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และคุณภาพ ซึ่งเหนือกว่ารถอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เลือก E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Estate มาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งต้องการยนตรกรรมหรูที่มาพร้อมกับพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น"
"E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Estate ประกอบไปด้วยนวตกรรมอันล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ หรือระบบเพิ่มความส่องสว่างอัตโนมัติยามค่ำคืน ระบบช่วยเบรก และระบบช่วยขับอัตโนมัติอื่นๆ เราจึงเชื่อว่า E-Class Estate จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ ในตระกูล E-Class" ดร. เพาฟเลอร์ กล่าวเสริม |
| |
 |
| |
E-Class Estate มาพร้อมกับดีไซน์ที่แข็งแกร่ง คล่องแคล่ว รูปทรงใหม่ของ E-Class Estate มีพื้นฐานมาจากแนวดีไซน์ใหม่ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกใน Mercedes-Benz S-Class ซึ่งดีไซเนอร์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญกับรูปโฉมของ E-Class Estate ที่ให้ความรู้สึกกลมกลืนไปกับลักษณะการใช้งานของรถ โดยเน้นที่ลายเส้นของตัวรถ อาทิ โคมไฟท้าย LED ใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน ช่วยสร้างความต่อเนื่องจากด้านข้างไปสู่ประตูที่ 5 ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เสา D-pillar ขนาดเรียว ช่วยให้ประตูท้าย มีขนาดใหญ่ขึ้น
E-Class Estate มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง โดยมีความจุถึง 1,950 ลิตร ทั้งยังประกอบด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย เมื่อเทียบกับรถ Estate รุ่นอื่นๆ อาทิ ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายอัตโนมัติ โดยการกดปุ่มบนกุญแจรีโมท หรือกดที่ด้ามเปิดประตู ในขณะเดียวกันระบบ quickfold สามารถเลือกพับเบาะหลังได้แบบ 1/3 หรือ 2/3 ได้โดยการดึงสายเคเบิลที่ด้านท้ายของที่เก็บสัมภาระเท่านั้น และเมื่อเปิดประตูด้านท้าย ที่คลุมสัมภาระก็จะถูกยกขึ้นโดยอัตโนมัติเช่นกัน เพื่อให้การขนย้ายเป็นไปอย่างสะดวก รวมไปถึงระบบ EASY-PACK ที่ช่วยยก และปรับเปลี่ยนความสูงของพื้นในห้องเก็บสัมภาระ เพื่อความสะดวก และมีตาข่ายช่วยยึดสัมภาระต่างๆ ให้อยู่กับที่ ในขณะที่รถวิ่ง |
| |
 |
| |
ความนุ่มนวลของ E-Class Estate มาจากการช่วงล่างแบบ Direct Control ซึ่งมีระบบกันสะเทือนอัตโนมัติ และระบบ self-leveling ที่จะควบคุมให้ความสูงของหน้าและท้ายรถให้เท่ากันอยู่เสมอ แม้ว่าจะบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัดก็ตาม ทั้งนี้ช่วงล่างของ E-Class Estate ได้ถูกปรับแต่งมาเพื่อรับน้ำหนักที่มากขึ้นโดยเฉพาะ แม้ช๊อคแอบซอร์เบอร์ และเหล็กกันโคลงจะแข็งขึ้น แต่ไม่กระทบไปถึงระดับของเสียงของยางในขณะที่รถวิ่ง นั่นทำให้ E-Class Estate มีความคล่องตัวสูงเท่ากับ E-Class Saloon
ช่วงล่างมัลติลิงค์ก็ได้ถูกปรับปรุงในเชิงของความนุ่มนวล และความคล่องแคล่วด้วยเช่นกัน การปรับแต่ง cross-bar ของเพลาหน้า ซึ่งจะถูกประกบกับตัวถังของรถที่กว้างขึ้น ช่วยลดความสั่นสะเทือนที่ส่งมายังห้องโดยสารอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจากรอยต่อของถนน |
| |
 |
| |
ปลอดภัยด้วยระบบช่วยขับอัจฉริยะ
E-Class Estate มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยในการขับขี่ต่างๆ มากมาย พร้อมช่วยเหลือ และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง หรือช่วยลดผลกระทบของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ ATTENTION ASSIST ช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือน เมื่อผู้ขับขี่เรี่มมีอาการเหนื่อยล้า
มั่นใจด้วยถุงลมนิรภัยมาตรฐาน 9 จุด ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้างสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง สำหรับ ป้องกันศีรษะผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง และถุงลมนิรภัยบริเวณสะโพกอีก 1 ตำแหน่ง และยังเพิ่มระบบเซ็นเซอร์วัดแรงปะทะ ซึ่งทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า และเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง คู่หน้าและคู่หลัง แบบผ่อนแรงและรั้งอัตโนมัติ พร้อมพนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ Neck-Pro head restraints รับแรงกระแทกบริเวณศีรษะและต้นคอเมื่อเกิดอุบัติเหตุ |
| |
 |
| |
ประหยัดน้ำมัน และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์
E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Estate มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบ 1,796 ซีซี ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 310 นิวตันเมตร ต่อ 2,000 - 4,300 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0 - 100 กม. 8.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 8.0 - 8.2 ลิตร ต่อ 100 กม. อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยที่ 185 - 191 กรัม/กม. และสามารถใช้แก๊สโซฮอล 95 E20 ได้ด้วย
เทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ทำให้ E-Class Estate สามารถลดปริมาณการใช้พลังงาน และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้าง และอุปกรณ์ต่างๆ ของรถ ให้มีน้ำหนักเบา มีแรงเสียดทานต่ำ และมีโครงสร้างที่ลู่ลมมากขึ้น รวมไปถึงเครื่องยนต์ CGI รุ่นใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง แต่ให้พละกำลังที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนที่มีขนาดใหญ่กว่า |
| |
 |
| |
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดราคา E 250 CGI AVANTGARD Estate ในราคา 4,949,000 บาท
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้แทนจำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
เยี่ยมชมเว็บไซท์ หรือติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th ครับ • |
| |
| |
|
| |
 |
: อ่านข่าวทั้งหมดของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลิ๊กที่นี่ครับ : Mercedes News Section |
 |
 |
|
| |