| |
 |
| |
| เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ |
Tuesday, 10 May, 2011 0:39 AM |
|
 |
| |
|
| |
เมอร์เซเดส-เบนซ์ กระตุ้นตลาดรถหรูขนาดกลางครั้งใหม่ ด้วยการปรับปรุงเครื่องยนต์ที่ใช้ใน อี-คลาส ภายใต้ชื่อ BlueEfficiency มาครบๆ ทั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเร็คอินเจ็คชั่น และระบบ Start/Stop ทุกรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติ 7G-Tronic Plus
เครื่องยนต์เบนซิน V6 และ V8 ในรุ่น E 350 และ E 500 มีการปรับปรุงในหลายจุด เช่น ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของเบนซ์ ที่มีชื่อ BlueDirect เครื่องยนต์ V6-3,500 ซีซี เดิมวางเป็นมุม 90 ถูกลดลงเหลือ 60 องศา พร้อมปรับปรุงระบบไอดีใหม่
ให้กำลังเพิ่มขึ้นจาก 292 เป็น 306 แรงม้า แรงบิดเพิ่มจาก 37.19 เป็น 37.7 กก.-ม. กินน้ำมันน้อยลง 20 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 11.76 เป็น 14.7 กิโลเมตรต่อลิตร ในรุ่น E 350 ซีดาน ปล่อยคาร์บอนไดอ๊อคไซด์ลดลง 20 เปอร์เซ็นต์เช่นกันจาก 199 เป็น 159 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.3 วินาที เร็วขึ้น 0.5 วินาที
เครื่องยนต์ V8 ในรุ่น E 500 มาพร้อมเทอร์โบชาร์จ 2 ตัว ลดความจุกระบอกสูบจาก 5,500 เหลือ 4,600 ซีซี ให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 388 เป็น 408 แรงม้า แรงบิดเพิ่มขึ้นจาก 54 เป็น 61.14 กก.-ม. กินน้ำมันน้อยลงจากเดิม 9.25 เป็น 11.23 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดอ๊อคไซด์น้อยลงจาก 253 เป็น 209 กรัมต่อกิโลเมตร
ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบที่วางในรุ่นย่อย E 200 CDI, E 220 CDI และ E 250 CDI เพิ่มระบบ Start/Stop และเปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 7G-Tronic Plus ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองได้ 2-16 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ใน E 200 และ E 250 ได้รับการปรับปรุงให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์
E 200 NGT BlueEfficiency 163 แรงม้า ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน เมื่อใช้ก๊าซ CNG จะช่วยลดค่าเชื้อเพลิงได้ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นก๊าซ 1 กิโลกรัม วิ่งได้ 18.18 กิโลเมตร ประหยัดขึ้น 0.6 กิโลกรัม และคาร์บอนไดอ๊อคไซด์น้อยลง 20 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเบนซิน จะประหยัดกว่ารุ่นเดิม 13 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นอัตราสิ้นเปลือง 12.34 กิโลเมตรต่อลิตร คาร์บอนไดอ๊อคไซด์ 149 กรัมต่อกิโลเมตร • |
| |
|
|
|