 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 |
Thursday, 10 March, 2011 0:20 AM
|
|
 |
| |
|
| |
UPDATE : ล่าสุด อังคารที่ 15 มีนาคม 2554 เกีย ยืนยัน พร้อมแนะนำ All-New Picanto เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร ในงานมอเตอร์โชว์ 2011 นับเป็นประเทศแรกในภาคพื้นเอเซียแปซิฟิค และเป็นประเทศที่ 3 ของโลก |
 |
| |
Kia Motors Corporation เปิดตัวโฉมใหม่แกะกล่อง MY2012 แบบโมเดลเชนจ์ของ Picanto เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ต้องบอกว่าดีไซน์ภายนอกเฉียบขาดกว่ารุ่นเดิมมาก เจนเนอเรชั่นแรกเปิดตัวในปี 2004 ก่อนจะปรับโฉมแบบ Facelift เล็กๆ น้อยๆ ในปี 2007 และตลอดเวลาเกือบ 7 ปีที่ทำตลาดมา Picanto สามารถทำยอดขายในกลุ่ม A-Segment ด้วยยอดรวมกว่า 1.1 ล้านคัน
ตามข้อมูล การปรับเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ เกีย ใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนคาแรคเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง คือจากเดิมที่เน้นความหวานแบบ ‘Feminine’ มาสู่ความแกร่งแบบ ‘Handsome’ ซึ่งก็คือการละทิ้งเส้นสายโค้งมนรอบคัน มาใช้ความคมจากสันเหลี่ยมแบบสปอร์ตแทน และไม่ลืมหยิบยืมเอกลักษณ์ของ เกีย ยุคใหม่ อย่างกระจังหน้าแบบ Tiger Nose ที่ใช้กับรุ่นพี่อย่าง Venga และ Sportage พร้อมติดตั้งไฟ daytime running lights สำหรับวิ่งในเวลากลางวันมาให้ด้วย (ดูเหมือนยุคนี้ไม่มีไม่ได้เสียแล้ว)
ขนาดตัวโดยรวม ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตรจากรุ่นเดิม ขยายฐานล้อให้อีก 15 มิลลิเมตร ทำให้ได้พื้นที่ในห้องโดยสารอีก 36 มิลลิเมตร ในขณะที่ห้องบรรทุกสัมภาระได้เนื้อที่เพิ่มขึ้น 27% เป็น 200 ลิตร ผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนๆ เพิ่มมา 1-2 เซ็นฯ ทำอะไรได้? ตรงนี้ใครที่เคยพยายามยัดของลงในรถคันเล็กๆ คงนึกภาพออก เช่นเวลาพยายามยัดกล่องทรงสูง 2 ใบในแนวนอน บางครั้งขาดไปแค่เซ็นฯ เดียวเท่านั้น จากวางแนวนอน 2 ใบ เลยกลายเป็นซ้อน 2 ใบไปเสียนี่… หลายท่านคงเคยคิด ‘ขอแค่เซ็นฯ เดียวเท่านั้น’
ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่ส่วนไหนก็ตามในรถ 1 คัน จึงมีความสำคัญพอสมควร แม้จะคิดว่าน้อยเวลาคุณหยิบไม้บรรทัดมามอง แต่ 1 หรือ 2 เซนติเมตร มีความหมายมากเวลาต้องการใช้งาน
ในยุโรป เครื่องยนต์จะมีให้เลือกหลากหลาย เริ่มที่เบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร DOHC dual CVVT 87 แรงม้า แรงบิด 12.2 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 11.4 วินาที ต่อด้วย 3 สูบ 1.0 ลิตร DOHC dual CVVT 69 แรงม้า แรงบิด 9.6 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 14.4 วินาที ทั้ง 2 รุ่นความจุถังน้ำมัน 35 ลิตรเท่ากัน
ปิดท้ายด้วย Bi-fuel เบนซิน + LPG 80 แรงม้า แรงบิด 10.2 กก.-ม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 14.4 วินาที ขนาดความจุถัง LPG 35 ลิตร (ถังน้ำมัน 10 ลิตร) วิ่งด้วย LPG อย่างเดียว ทำระยะทางได้ประมาณ 150 กิโลเมตร ก่อนจะตัดอัตโนมัติเข้าระบบน้ำมัน และแน่นอน เครื่องยนต์มลพิษต่ำชุดนี้ก็คือรหัส Kappa แบบเดียวกับ Hyundai i10 นั่นเอง |
| |
 |
| |
ทุกรุ่นเครื่องยนต์จะถูกจับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะเป็นรุ่นมาตรฐาน ยกเว้นรุ่นท๊อป 1.25 ลิตร จะมีเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ แอร์แบคมีให้ 6 ใบ แบ่งเป็น 2 ใบสำหรับผู้ขับ และผู้โดยสาร พร้อมถุงลมนิรภัยด้านข้างอีก 2 ใบ และถุงลมใหญ่ตลอดความยาวห้องโดยสาร 2 ใบ ปิดท้ายด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับอัตโนมัติ
ช่วงล่างและระบบช่วยเหลือ มาให้แบบครบ หน้าแมคเฟอร์สันสตรัท หลังทอร์ชั่นบีม ลดค่าความแข็งของสปริงลง หน้า 12% หลัง 20% พร้อมเพิ่มความแข็งของทอร์ชั่นบีมถึง 60% เพื่อลดอาการอันเดอร์สเตียร์ ดิสก์เบรก 4 ล้อ มี ABS และระบบรักษาเสถียรภาพ (Electronic Stability Control) พร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน (Brake Assist) ระยะการหยุดรถจาก 100 กม./ชม. ถึงจุดหยุดนิ่ง 41 เมตร
พิเศษอีกนิด ทุกรุ่นจะได้รับการติดตั้งระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะจอดรอ (ISG - Intelligent Stop and Go) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมยางลดแรงต้านทางการหมุน (low-rolling resistance) ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยรวมในเมือง-นอกเมือง อยู่ที่ประมาณ 4.1 - 5.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนอัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสีย 90 - 100 กรัมต่อกิโลเมตร
ภายในมีให้เลือกหลากสี หลายเกรด พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน อาทิ สมาร์ทคีย์, ปุ่ม Start/Stop, พอร์ท USB และ AUX เครื่องเสียงรองรับไฟล์ MP3 พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย, เชื่อมต่อแฮนด์ฟรีด้วย Bluetooth พร้อมระบบ Voice Recognition, ระบบอุ่นเบาะคู่หน้า เป็นต้น
เกีย จะเริ่มจำหน่าย Picanto ในยุโรปด้วยรุ่น 5 ประตูเป็นหลัก และมีบอดี้ 3 ประตูมาเสริมทัพในภายหลัง ด้วยอัตราส่วนการจำหน่ายประมาณ 30% ของรุ่น 5 ประตู กำหนดการวางจำหน่ายในอังกฤษ ตามข้อมูลเดิมคือหลังมีนาคมเป็นต้นไป ดูท่าว่าจะต้องเลื่อนออกไปอีกเล็กน้อย และไม่มีรุ่น Bi-fuel ให้เลือก ส่วนราคาจำหน่าย และภาพของรุ่น 3 ประตู ต้องรอกันไปก่อน
ถ้ามาบ้านเราแบบของครบตามข้อมูลนี้ ถือว่าเป็นซิตี้คาร์ที่น่าสนใจคันหนึ่งทีเดียว • |
| |