 |
| |
| เรื่อง : นาธัส แสงสุริยะ • ภาพ : ฝ่ายภาพ ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย |
Sunday, 18 December, 2011 0:04 AM |
|
 |
| |
|
| |
TATA บริษัทรถจากประเทศอินเดีย ทำตลาดในเมืองไทยโดยเน้นความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และตรงกับความต้องการกลุ่มเป้าหมาย ที่ผ่านมานำเสนอรถเพื่อการพาณิชย์ทางเลือกใหม่เช่น ใช้แก๊ส CNG 100 เปอร์เซ็นต์ หรือกระบะเปิดได้ 3 ด้าน ใช้ความแตกต่างฉีกตัวออกมา เพื่อจะได้ไม่ต้องแข่งขันกับแบรนด์ดังผู้นำตลาด
ที่ผ่านมา TATA ประสบความสำเร็จในตลาดเมืองไทยพอสมควรด้วยรถกระบะตอนเดียว โดยมียอดขายหมื่นกว่าคัน คิดเป็น 9-10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถกระบะตอนเดียว รั้งอันดับ 3 รองจาก โตโยต้า และ มิตซูบิชิ หรือคิดเป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถกระบะรวม |
| |
 |
| |
ล่าสุด TATA ขยายตลาดสู่รถกระบะตอนครึ่งขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถกระบะโดยรวม TATA เน้นแข่งขันกับรุ่นพื้นฐานของแบรนด์ดังๆ เน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อรถไปเพื่อใช้งานจริงจัง เน้นการบรรทุกของเป็นหลัก และห้องโดยสารที่รองรับได้เกิน 2 คนแบบไม่อึดอัด TATA ตอบโจทย์นี้ด้วยรถกระบะรุ่น Xenon Maxcab เด่นที่กระบะพื้นเรียบไม่มีซุ้มล้อ และห้องโดยสารมี Cab หลังที่กว้างพอตัว ตั้งราคาไว้น่าสนใจ 504,000 บาท ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดลองขับบนเส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งกระจาน พร้อมทำกิจกรรมมอบสิ่งของให้เด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านพุเข็ม
เริ่มต้นการทดสอบในช่วงเช้า โดยมีจุดนัดหมายอยู่ที่ ตึก Column ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และรายละเอียดในการทดสอบ โดยมี 3 ผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ ประกอบด้วย คุณอจิต เวนคาทารามาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณอภิเชต สีตกะลิน รองประธานฝ่ายขาย การตลาดและบริการลูกค้า และ คุณสมพงษ์ ผลจิตจรูญ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด หลังจากพูดคุยทักทายกันพอสมควรจึงเริ่มออกเดินทาง |
| |
 |
| |
| • คุณอจิต เวนคาทารามาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด |
| |
 |
| |
| • คุณอภิเชต สีตกะลิน รองประธานฝ่ายขาย การตลาดและบริการลูกค้า บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด |
| |
 |
| |
| • คุณสมพงษ์ ผลจิตจรูญ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด |
 |
| |
ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้โดยสาร มีจุดหมายต่อไปอยู่ที่ ปั๊ม ปตท. คลองโคน ระหว่างทางจึงมีเวลาพิจารณารายละเอียดภายในห้องโดยสาร พบว่าการเลือกใช้วัสดุอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการออกแบบอาจเป็นแนวทางที่แปลกใหม่สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยแต่รถกระบะญี่ปุ่นมานาน บางจุดอาจดูด้อยเรื่องความประณีตไปบ้าง แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน
ที่ออกจะไม่ค่อยคุ้นเคยก็คือ สวิตช์กระจกไฟฟ้าทั้ง 2 ฝั่งรวมกันอยู่ที่หลังคอนโซลเกียร์ มีข้อดีคือ ผู้ขับสามารถเปิดกระจกฝั่งซ้ายได้ หรือผู้โดยสารจะช่วยผู้ขับเปิด-ปิดกระจกก็ได้ กระจกข้างปรับมือและไม่มีก้านปรับจากภายใน ต้องใช้ระบบสัมผัสคือ ใช้นิ้วกดที่ตัวกระจกโดยตรง พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ ปุ่มแตรอยู่ที่ก้านซ้าย-ขวาเหมือนรถยุคเก่า ภาพรวมคิดว่าถ้าใช้สีดำหรือโดนสีเข้ม น่าจะช่วยให้ดูดีขึ้น และน่าจะช่วยให้ดูแลรักษาง่ายกว่าโทนสีอ่อน เพราะรถรุ่นนี้ก็ตั้งใจให้เป็นรถใช้งานจริงจังอยู่แล้ว |
| |
 |
| |
ก่อนออกเดินทาง ได้รับคำเตือนจากทั้งผู้บริหารและเพื่อนสื่อมวลชนว่า การนั่งจะไม่ค่อยนุ่มนวล และค่อนข้างแข็งกระด้าง เพราะเป็นรถกระบะที่เน้นการบรรทุก และรถทดสอบทุกคันก็เป็นรถเปล่า ไม่มีน้ำหนักบรรทุก แต่หลังจากนั่งไปได้สักพัก ก็รู้สึกว่าไม่ได้แข็งกระด้างกว่ารถกระบะทั่วไปมากนัก พอบอกแบบนี้เพื่อนที่รับหน้าที่ขับจึงหายเกร็ง และใช้ความเร็วได้ตามปกติ เบาะนั่งให้ความสบายพอสมควร ทั้งในส่วนของความนุ่มนวลและความโอบกระชับ
ทำให้พบว่า เมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะรู้สึกว่ามีอาการวูบวาบ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะยางขนาด 215/75 R16 ที่เน้นรองรับการบรรทุกหนัก และความทนทานเป็นหลัก สมรรถนะด้านการยึดเกาะถนนจึงลดลง แต่ถ้าใช้งานตามประเภทรถคือ บรรทุกของหนักเต็มพิกัด ก็น่าจะใช้ความเร็วได้แถวๆ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
| |
 |
| |
Xenon Maxcab ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบแปรผันของ Garette Honeywell พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ 2,179 ซีซี 140 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 32.6 กก.-ม. ที่ 2,700 รอบต่อนาที เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง อัตราเร่งตอนมีผู้โดยสาร 2 คน และกระบะหลังว่างเปล่านับว่าทันใจพอสมควร แต่การเก็บเสียงจากเครื่องยนต์ยังไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเกิน 2,500 รอบต่อนาทีขึ้นไป
ออกจากจุดแวะพักมุ่งหน้า เขื่อนแก่งกระจาน ขับผ่านสันเขื่อนชมความงามจากนั้นมุ่งหน้าสู่ ร้านวิโรจน์ เพื่อทานอาหารกลางวัน พร้อมพูดคุยกับผู้บริหาร อิ่มแล้วมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อย เพราะต้องนั่งเรือข้ามไปยัง โรงเรียนบ้านพุเข็ม ส่วนรถที่ขับมาจะมีทีม Staff ขับไปรอที่โรงเรียน เมื่อทำกิจกรรมมอบสิ่งของให้เด็กๆ เสร็จแล้วก็ถึงคิวผมเป็นผู้ขับบ้าง |
| |
 |
| |
เริ่มต้นก็เจองานยาก เพราะทางขากลับช่วงแรกเป็นลูกรังขรุขระ ที่ว่ายากก็เพราะเมื่อขับตามคันหน้าจะมีฝุ่นตลบขึ้นมา ทำให้มองทางไม่ค่อยเห็น แม้จะทิ้งระยะไกลพอควรฝุ่นก็ยังไม่ค่อยจางเท่าไร หลายครั้งจึงขับตกหลุมใหญ่ๆ ทำให้พบว่า ช่วงล่างที่ว่าแข็งๆ บนทางเรียบ เมื่อเจอทางขรุขระจะช่วยให้ขับง่ายขึ้น
รูดทางฝุ่นประมาณ 18 กิโลเมตร จึงเข้าสู่ทางเรียบที่ค่อนข้างคดเคี้ยว TATA Xenon Maxcab สามารถลัดเลาะผ่านไปได้แบบสบายๆ ถ้าไม่ใช้ความเร็วสูงเกินไปนัก และจริงๆ แล้วก็ไม่ควรเข้าโค้งเร็วจัด เพราะรถสูง 1,765 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น 200 มิลลิเมตร แถมยางก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการขับเร็วๆ อีกด้วย
ผ่านพ้นช่วงคดเคี้ยวเข้าสู่ถนนหลวงสายหลัก ผมใช้ความเร็วประมาณ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่าการควบคุมไม่ต้องใช้สมาธิมากนัก น่าจะขับด้วยความเร็วนี้ได้แบบยาวๆ โดยไม่เหนื่อยล้า แต่ยังไม่ทันได้ขับยาวๆ ก็ถึงจุดแวะดื่มกาแฟพร้อมของว่างก่อนฝ่ารถติดเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็น |
| |
 |
| |
ก่อนขึ้นทางด่วนเล็กน้อย การจราจรเริ่มชลอตัว แต่ก็ไม่ติดขัดแบบสาหัสเหมือนที่ทำใจไว้ล่วงหน้า เหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นไร้อุปสรรค แต่สุดท้ายก็มีเรื่องให้กลับถึงตึก Column ช้ากว่าเดิมจนได้ เพราะผมขับหลงบนทางด่วน ทำให้ต้องอ้อมไปตั้งหลักกันไกล เจอรถติดมหาโหดเข้าจนได้ แต่ก็ทำให้รู้ว่าคลัตช์ของ TATA Xenon Maxcab ไม่ได้เป็นภาระมากนัก แม้ต้องขับท่ามกลางรถติด รวมถึงผมที่ไม่ค่อยได้ขับเกียร์ธรรมดาบ่อยนัก
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่ได้วัดอย่างจริงจัง เดาจากระยะทางที่ขับกับมาตรวัด และปริมาณเชื้อเพลิงที่มีความจุ 65 ลิตร น่าจะอยู่ที่ประมาณ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร
TATA Xenon Maxcab น่าจะตรงใจกับผู้ที่กำลังมองหารถกระบะเพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง เน้นการบรรทุกได้เต็มพิกัด และบรรจุของได้มาก เพราะพื้นกระบะเรียบไม่มีซุ้มล้อ ห้องโดยสารมี Cab จึงรองรับได้เกิน 2 คน สมรรถนะเครื่องยนต์อยู่ในระดับเหลือเฟือเมื่อไม่บรรทุก และน่าจะเพียงพอเมื่อบรรทุกหนัก กับราคาสุดคุ้ม 504,000 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร •
• ขอบคุณ: บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง |
| |