 |
|
| |
 |
| |
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ |
Tuesday, 26 July, 2011 0:12 AM |
|
 |
| |
|
| |
ML-Class เอสยูวีระดับหรูที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) วางตำแหน่งให้เป็น Niche Models ในใบราคา ทำตลาดด้วยรุ่นหลัก ML 300 CDI BlueEFFICIENCY กับ 2 การตกแต่ง รุ่นพื้นฐานที่ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย ได้ทดลองขับ ราคา 5,990,000 บาท และ Premium Edition ราคา 6,199,000 บาท
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว ML รุ่นแรกรหัสตัวถัง W163 ในปี 1997 โด่งดังไปพร้อมๆ กับหนังฟอร์มยักษ์ Jurassic Park ภาคสอง The Lost World ซึ่งออกฉายในปีเดียวกันโดยมี ML ร่วมแสดงด้วย จากนั้นในปี 2005 จึงถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่โมเดลเชนจ์ รหัสตัวถัง W164 และไมเนอร์เชนจ์เป็นโฉมปัจจุบันในปี 2009 ในตลาดโลกมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล V6 และ V8 ส่วนเมืองไทยลงตัวกับเครื่องยนต์ดีเซล V6 3,000 ซีซี 190 แรงม้า |
| |
 |
| |
สปอร์ตแกร่งพร้อมลุย
เส้นสายหลักของตัวถังได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นแรก W163 ปรับแต่งเพื่อความทันสมัยและลงตัวยิ่งขึ้น ด้านหน้าเด่นด้วยกระจังโครเมียมพร้อมโลโก้ดาว 3 แฉกเอกลักษณ์ของเบนซ์ พื้นหลังของกระจังออกแบบเป็นซี่หนาเข้ากับสไตล์รถ
ไฟหน้าเล่นระดับกับกันชนซึ่งมีช่องรับอากาศตรงกลางพร้อมสปอตไลต์ทรงรี ด้านล่างของกันชนออกแบบให้คล้าย ‘กันแคร็ง’ ของรถออฟโรดแท้ๆ ที่เป็นแผ่นเหล็กปิดอ่างน้ำมันเครื่อง ส่วนของ ML เน้นความสวยงามเป็นหลัก เพราะคงไม่มีใครเอาไปลุยโหดขนาดนั้น
ด้านข้างดูบึกบึนด้วยแนวเส้นที่เน้นซุ้มล้อให้ดูมีขนาดใหญ่ ทำให้ล้อแม็ก 18 นิ้วพร้อมยาง 255/55 R18 ดูเล็กไปหน่อย กระจกมองข้างทรงตันๆ พร้อมไฟเลี้ยว ด้านหลังออกแบบเรียบๆ แต่สะดุดตาด้วยเส้นคาดเหนือไฟท้ายและบนกันชน เหนือกระจกบานท้ายมีสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ท่อไอเสียแยกออกซ้าย-ขวา ดูสปอร์ตลงตัว
มิติตัวถังมีความยาว 4,780 มิลลิเมตร กว้าง 1,911 มิลลิเมตร สูง 1,815 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,915 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น 201 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2,185 กิโลกรัม |
| |
 |
| |
ภายในหรูคลาสสิค
ML คันที่ผมทดสอบใช้สีดูโทนดำ-เบจ ตกแต่งด้วยเมทัลลิก แผงคอนโซลครึ่งบนสีดำลดแสงสะท้อน ฝังช่องแอร์ทรงกลมดูคลาสสิค มาตรวัดทรงกลม 2 ชุด ฝั่งซ้ายวัดความเร็วพร้อมนาฬิกาแบบอะนาล็อค ฝั่งขวาวัดรอบพร้อมมาตรวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเข็มเช่นกัน แทรกกลางด้วยจอเอนกประสงค์ ควบคุมด้วยปุ่มซ้าย-ขวาบนพวงมาลัย การใช้งานไม่ยุ่งยาก งมไม่นานก็สั่งงานได้แล้ว แต่อ่านคู่มือก่อนจะดีกว่า
บนคอพวงมาลัยมีก้านพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ บนสุดเป็นก้านทรงเพรียวควบคุม 2 ระบบคือ ครูสคอนโทรล และระบบจำกัดความเร็วในกรณีใส่ยางแบบพิเศษ สั่งงานด้วยการกด ดึง-ดัน และโยกขึ้นลง ถัดลงมาเป็นก้านทรงอวบ เพราะใช้ควบคุมทั้งที่ปัดน้ำฝนหน้า-หลัง สั่งงานด้วยการหมุน กดเข้าเมื่อต้องการปัดครั้งเดียว และกดสุดเพื่อฉีดน้ำ ไฟเลี้ยวโยกขึ้น-ลงตามปกติ และกะพริบไฟสูงด้วยการดึงเข้าหาตัว ส่วนก้านเล็กๆ ล่างสุดที่แอบอยู่ด้านในสำหรับปรับระดับพวงมาลัยสูง-ต่ำ-ใกล้-ไกลด้วยระบบไฟฟ้า
ฝั่งขวามีก้านเดียวคือ เกียร์ การใช้งานไม่ยุ่งยากเพราะมีตัวอักษรกำกับตำแหน่งไว้ให้แล้ว จะเลื่อนไปตำแหน่ง R N หรือ D ก็แค่โยกขึ้น-ลง (ไม่ต้องกดที่หัวเกียร์เหมือนรถทั่วไป) และถ้าจะเข้าเกียร์ P ก็กดที่หัวก้าน ซึ่งสามารถเข้าเกียร์ P ได้จากทุกตำแหน่งแต่รถยนต์ต้องจอดนิ่งเท่านั้น ป้องกันความผิดพลาดด้วยจอแสดงตำแหน่งเกียร์กลางมาตรวัด เมื่อใช้งานจนชินจะพบว่าคล่องและรวดเร็วกว่าคันเกียร์ในตำแหน่งปกติ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย ฝั่งซ้าย - ฝั่งขวา +
คอนโซลกลางด้านบนติดตั้งแถบไฟสัญญาณ ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า ถัดลงมาเป็นชุดควบคุมระบบ COMAND APS สั่งงานและแสดงผลได้ทั้งระบบเครื่องเสียง ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และโทรศัพท์ ต่ำลงมาเป็นชุดควบคุมระบบปรับอากาศ และล่างสุดเป็นสวิตช์เปิด-ปิดระบบ ESP, ระบบ DSR หรือ Downhill Speed Regulation ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน สามารถตั้งความเร็วได้ และสวิตช์ off-road เมื่อขับบนทางออฟโรด โดยระบบ ESP และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ จะเพิ่มการยึดเกาะถนนให้โดยอัตโนมัติ
เบาะคู่หน้าเน้นความโอบกระชับของส่วนลำตัวเป็นหลัก เพราะเวลาลุยทางวิบากลำตัวจะสะบัดไป-มา ปรับทิศทางด้วยไฟฟ้าพร้อม 3 หน่วยความจำ และเนื่องจากย้ายสวิตช์ควบคุมไปไว้ข้างเบาะ ไม่ใช่บนแผงประตูเหมือนอย่างเคย จึงต้องอาศัยการ ‘คลำ’ ซึ่งเบนซ์ก็ทำเป็นปุ่มนูนคล้ายอักษร Braille บนปุ่มความจำทั้ง 3 ปุ่มไว้ให้ เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบดันหลังช่วงบน และช่วงกลาง ด้วยระบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบ NECK-PRO เมื่อเลื่อนเบาะถอยหลัง หมองรองศีรษะก็จะเลื่อนสูงขึ้นให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า แต่ก็สามารถปรับหมอนรองศีรษะให้ต่ำลงได้ภายหลัง |
| |
 |
| |
เบาะหลังนั่งสบายเกินคาด ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเป็นรถ 5 ที่นั่ง จึงไม่ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับเบาะแถว 3 สามารถออกแบบให้สะดวกสบายได้อย่างเต็มที่ ส่วนที่นั่งตำแหน่งกลางเบาะหลังแม้จะไม่สะดวกสบายสุดๆ แต่ก็ดีกว่ารถอีกหลายรุ่น เพราะที่นั่งตรงกลางค่อนข้างกว้าง ส่วนพนักพิงก็ยังแข็งไปนิดเพราะเป็นที่เท้าแขนในตัว บนเพดานจะมีแถบไฟสัญญาณสำหรับเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง สำหรับให้ผู้ขับมองผ่านกระจกส่องหลัง
ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายไม่กว้างมาก แต่ลึกพอสมควร มาพร้อมแผ่นปิดแบบม้วนเก็บได้ และสามารถถอดออกได้ด้วย เมื่อกระดกเบาะหลังไปด้านหน้าแล้วพับพนักพิงเบาะหลังลง ก็จะแปลงร่างเป็นรถปิกอัพขนาดย่อมๆ แต่คงไม่มีใครเอาไปบรรทุกของ เพราะทั้งพื้นและผนังด้านข้าง ตกแต่งไว้ด้วยพรมหนานุ่มอย่างดี มีห่วงโลหะไว้สำหรับยึดของให้อยู่กับที่
ทัศนวิสัยรอบคันโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสูงโปร่งของรถ ยกเว้นเสาหลัง (เสา C) ที่หนาไปนิด ส่วนสีภายในที่เป็นสีอ่อนกับรถที่น่าจะถูกใช้ในกิจกรรมลุยๆ บ้าง เมื่อสกปรกแล้วจะเห็นได้ชัด และจะดูโทรมมากกว่าเบาะสีเข้ม รวมทั้งการใช้สีอ่อน ทำให้การตกแต่งด้วยเมทัลลิกถูกกลืนไปไม่โดดเด่น ส่วนการเก็บเสียงและการสั่นสะเทือน ทั้งจากเครื่องยนต์และเสียงภายนอก ทำได้ดีสมกับระดับของรถ ส่วนตอนใช้รอบสูงเพื่อทดสอบอัตราเร่ง จะมีเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเข้ามาบ้าง |
| |
 |
| |
แรงน่าพอใจ ประหยัดพอประมาณ
ML ในเมืองไทยใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวคือ V6 ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ DOHC 24 วาล์ว ความจุ 2,987 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ หรือ 190 แรงม้า (PS DIN) ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 44.83 กก.-ม. ที่ 1,400-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-TRONIC ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา
ในการขับใช้งานทั่วไป อัตราเร่งถือว่าเหลือเฟือและทันใจสุดๆ การเปลี่ยนความเร็วทำได้อย่างฉับไวแต่นุ่มนวล ไม่กระชากกระชั้น เกียร์ก็ทำงานได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องกัน แทบไม่จำเป็นต้องใช้แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย ลองจับอัตราสิ้นเปลืองคร่าวๆ ได้ประมาณ 8 กิโลเมตรต่อลิตร เพราะเป็นช่วงเย็นของวันธรรมดาแถมด้วยฝนตกหนัก
รุ่งขึ้นเดินทางไปสถานที่ถ่ายรูป ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร รีเซ็ตทั้งระยะทางและอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย ตั้งจะว่าจะขับด้วยความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อวัดอัตราสิ้นเปลืองแบบนอกเมือง ขับไปได้ประมาณครึ่งทาง ระบบแจ้งอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 12 กิโลเมตรต่อลิตร ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้าจึงต้องเปลี่ยนเป็นโหมดเร่งรีบ ใช้ความเร็วสูงขึ้นเป็น 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเปลี่ยนความเร็วไม่จำเป็นต้องลากรอบสูง แค่ประมาณ 3,000 รอบต่อนาที ก็เร่งแซงได้อย่างทันใจแล้ว ถึงจุดถ่ายรูปด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 10.3 กิโลเมตรต่อลิตร ประหยัดว่าที่ทำใจไว้ล่วงหน้า ถ่ายรูปได้แค่ 20 นาที ฝนก็กระหน่ำแบบไม่ยอมหยุด |
| |
 |
| |
ดูจากสเปคที่ระบุอัตราสิ้นเปลืองนอกเมืองไว้ประมาณ 14.5 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขที่ได้จากการขับจริง ก็มีแนวโน้มว่าจะทำได้ แต่ต้องใช้ความตั้งใจมากหน่อย ใช้ความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นิ่งๆ และต่อเนื่องก็น่าจะได้ แต่ถ้าเป็นการขับใช้งานทั่วไป ไม่เคร่งเครียดมากและใช้ความเร็วไม่สูงจัด อัตราสิ้นเปลืองนอกเมือง 12-13 กิโลเมตรต่อลิตรน่าจะมีให้เห็น
ในการขับใช้งานทั่วไป รู้สึกว่าอัตราเร่งเหลือเฟือและทันใจ แต่ในช่วงวัดอัตราเร่งกลับพบว่าการตอบสนองช้าไปนิด โดยเฉพาะช่วงกดคันเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง เข้าใจว่าในรอบต่ำหรือเพิ่งขยับขึ้นจากรอบเดินเบา เครื่องยนต์ยังไม่มีไอเสียมากพอจะไปปั่นเทอร์โบให้อัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้
แต่เมื่อรอบขยับขึ้นไปเกิน 1,000 รอบต่อนาที ตัวรถก็จะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มช้าลงอีกครั้งเมื่อผ่านความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสังเกตได้ว่าจากความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ต้องใช้ระยะเวลาและระยะทางค่อนข้างมากในการไต่ความเร็ว ซึ่งก็ไม่น่าเป็นกังวล เพราะความเร็วระดับนี้แทบไม่ได้ใช้ เปรียบเทียบกับสเปคที่ระบุไว้ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 9.8 วินาที นับว่ายังไม่ใกล้เคียง ส่วนความเร็วปลายน่าแปลกใจที่ทำได้เกินสเปคไปเล็กน้อย การเปลี่ยนเกียร์จากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็วปลาย มีความราบเรียบต่อเนื่องนุ่มนวล และมีการทำงานที่ฉับไว โดยจะรู้สึกได้ชัดเจนในจังหวะคิ๊กดาวน์ |
| |
 |
| |
| ความเร็ว (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
ระยะทาง (เมตร) |
| 10 |
0.90 |
1.33 |
| 20 |
1.65 |
4.39 |
| 30 |
2.23 |
8.39 |
| 40 |
3.08 |
16.77 |
| 50 |
3.89 |
26.97 |
| 60 |
5.05 |
44.85 |
| 70 |
6.16 |
64.84 |
| 80 |
7.46 |
92.00 |
| 90 |
9.08 |
130.24 |
| 100 |
10.74 |
174.26 |
| 110 |
12.63 |
229.16 |
| 120 |
14.81 |
298.78 |
| 130 |
17.42 |
389.45 |
| 140 |
20.29 |
497.29 |
| 150 |
23.60 |
630.69 |
| 160 |
27.22 |
786.30 |
| 170 |
32.00 |
1005.06 |
| 180 |
37.62 |
1278.7 |
| 190 |
45.11 |
1664.3 |
| 200 |
53.31 |
1976.8 |
| |
| ระยะทาง (เมตร) |
เวลา (วินาที) |
ความเร็ว (กม./ชม.) |
| 0-100 |
7.82 |
82.37 |
| 0-200 |
11.65 |
104.89 |
| 0-402 |
17.77 |
131.74 |
| 0-1000 |
31.88 |
169.82 |
| |
| ความเร็วสูงสุด |
210.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
|
| |
 |
| |
ช่วงล่างเน้นนุ่มนวล
ML ใช้ระบบกันสะเทือนอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าปีกนก 2 ชั้น ด้านหลังมัลติลิงก์ 4 จุดยึด เน้นความนุ่มนวลเป็นหลักสไตล์เบนซ์ แต่ก็แฝงความหนึบและหนักแบบยุโรป มาพร้อมระบบช่วยอิเล็กทรอนิกส์จึงควบคุมรถสูงๆ ที่หนักเกิน 2 ตันได้อย่างอยู่มือ การใช้งานทั่วไปให้ความนุ่มนวลนั่งสบาย ส่วนการใช้ความเร็วสูงบนทางเรียบตรงก็มั่นคงดี
จะรู้สึกยวบยาบก็ตอนขับผ่านถนนที่เป็นคลื่นลอน บวกกับช่วงล่างที่มีการให้ตัวได้เยอะเพราะเป็นรถทรงสูง จึงสัมผัสอาการนี้ได้มากหน่อย การเข้าโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงกว่าปกติก็จะรู้สึกว่าตัวรถเอียงมาก ถ้าไม่เคยชินกับอาการนี้อาจจะรู้สึกหวาดเสียว แต่ความจริงแล้วรถไม่ได้สูญเสียการทรงตัว ส่วนการโดดคอสะพานดุๆ โดยไม่ลดความเร็ว ในบางจังหวะจะเกิดอาการ ‘ยัน’ ช่วงล่างยุบตัวจนสุดถึงลูกยางกันกระแทก ถ้าเปลี่ยนช๊อคฯ ที่มีความหนืดมากกว่านี้ อาการต่างๆ น่าจะลดลง แต่ช่วงล่างก็จะแข็งขึ้นด้วย
คิดว่าที่ เบนซ์ เซ็ตช่วงล่างไว้ค่อนข้างนุ่ม อาจจะเผื่อสำหรับการขับบนทางวิบาก ผมจึงลองขับบนเส้นทางที่รถเก๋งทั่วไปผ่านไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้โหดมากมายนัก พบว่าข้อดีของการเซ็ตช่วงล่างแบบนี้คือ เมื่อขับบนทางวิบาก ช่วงล่างจะยืดยุบตัวได้ง่าย ช่วยรักษาระดับของตัวรถให้ค่อนข้างนิ่ง ไม่โยกเยกไปตามสภาพเส้นทางมากนัก ช่วยให้นั่งสบายไม่เวียนหัว ขับก็ง่ายเพราะไม่ถูกรถเหวี่ยง การตอบสนองของพวงมาลัยถือว่าทำได้ดีสำหรับรถประเภทนี้ ระบบเบรกไว้ใจได้ในระดับสูง กระชากรถหนัก 2 ตันกว่า ลดความเร็วจาก 160 เหลือให้ไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้แบบนิ่งๆ |
| |
 |
| |
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ML 300 CDI BlueEFFICIENCY เอสยูวีระดับหรูหรา ด้วยราคาหย่อน 6 ล้านบาทไปแค่หมื่นเดียว จึงไม่ต้องห่วงเรื่องภาพลักษณ์ทางสังคม ใช้แทนรถเก๋งหรูๆ ได้อย่างสบาย ได้เปรียบที่ภายในโปร่งโล่งกว่า และมีขอบเขตการใช้งานที่กว้างกว่ารถเก๋ง แม้เป็นรถคันใหญ่ทรงสูง แต่เมื่อจับคู่กับเครื่องยนต์ดีเซลความจุกลางๆ จึงให้ทั้งความประหยัดและสมรรถนะที่ดี ช่วงล่างนุ่มนวล น่าจะตรงใจคนชอบเบนซ์ •
• ขอบคุณ: บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ |
| |
|
|
|
|
| |
 |
| Specification: Mercedes-Benz ML 300 CDI BlueEFFICIENCY |
| |
| แบบตัวถัง |
เอสยูวี 5 ประตู |
| ยาว x กว้าง x สูง |
4,780 x 1,911 x 1,815 มิลลิเมตร |
| ฐานล้อ |
2,915 มิลลิเมตร |
| ความกว้างล้อหน้า/หลัง |
1,627/1,629 มิลลิเมตร |
| น้ำหนัก |
2,185 กิโลกรัม |
| แบบเครื่องยนต์ |
V6 ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ DOHC 24 วาล์ว |
| ความจุ |
2,987 ซีซี |
| กระบอกสูบ x ช่วงชัก |
83.0 x 92.0 มิลลิเมตร |
| อัตราส่วนการอัด |
17.7:1 |
| กำลังสูงสุด |
190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที |
| แรงบิดสูงสุด |
44.83 กก.-ม. ที่ 1,400-2,800 รอบต่อนาที |
| ระบบส่งกำลัง |
อัตโนมัติ 7G TRONIC Direct Select |
| ระบบขับเคลื่อน |
4 ล้อตลอดเวลา |
| ระบบบังคับเลี้ยว |
แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ |
| ระบบกันสะเทือนหน้า |
อิสระ ปีกนก 2 ชั้น |
| ระบบกันสะเทือนหลัง |
อิสระ มัลติลิงก์ 4 จุดยึด |
| ระบบเบรกหน้า/หลัง |
ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน/ดิสก์ พร้อมเอบีเอส, อีบีดี และบีเอเอส |
| ผู้จำหน่าย |
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด |
| โทรศัพท์ |
0-2676-6222 |
| เวบไซต์ |
www.mercedes-benz.co.th |
|
| |
|
|
|
 |
|
| |
|
| |
 |
 |
Copyright © 2009 MT Team | online automotive news and web video. all rights reserved | www.motortrivia.com | e-mail : motortrivia@hotmail.com  |
| |
|
|
| |
|
|