|
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : วราห์ หัสรังค์ |
Thursday, 31 March, 2011 3:29 AM |
|
 |
| |
|
| |
S-Class รถยนต์นั่งสุดยอดความหรูของ Mercedes-Benz เพิ่มรุ่น Entry Level ในรุ่นย่อย S 300 L ตัดระบบ Rear Seat Entertainment ออกไป กดราคาลงเหลือ 7,199,000 บาท ถูกลงถึง 300,000 บาท กับความหรูหราสง่างามที่ยังคงเดิม ทะยานด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6-3,000 ซีซี ที่ประหยัดเหลือเชื่อเมื่อเดินทางไกล
รูปลักษณ์เปี่ยมความหรูสง่า
บนเรือนร่างที่ใหญ่โต เอส-คลาส เน้นความหรูหราและดูสง่า เจือความสปอร์ตไว้เพียงเล็กน้อย แต่ก็เด่นชัดและกลมกลืน ด้านหน้าเด่นด้วยเอกลักษณ์กระจังโครเมียมพร้อมโลโก้ดาว 3 แฉก ประกบข้างด้วยไฟหน้าทรงเพรียวแบบไบซีนอน มีไฟเลี้ยว LED เรียงรายอยู่ด้านล่างของโคม กันชนหน้าติดตั้งไฟ Day Time Running Light ที่สามารถปิดการใช้งานได้ |
| |
 |
| |
กระจกมองข้างเปลี่ยนทรงใหม่หลังการปรับโฉม มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีไฟเลี้ยวในตัว โป่งล้อหน้า-หลังมีขนาดใหญ่โดดเด่นแต่กลมกลืน รับกับล้อแม็กลาย 5 ก้านพร้อมยาง 255/45 R18 ไฟท้ายของรุ่นปรับโฉมเปลี่ยนเป็นแบบเต็มพร้อมไฟเบรก LED ท่อไอเสียแยกออกซ้าย-ขวา ติดตั้งกลมกลืนไปกับกันชนท้าย
มิติตัวถังมีความยาว 5,226 มิลลิเมตร กว้าง 1,871 มิลลิเมตร สูง 1,479 มิลลิเมตร ฐานล้อ 3,165 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,925 กิโลกรัม |
| |
 |
| |
ภายในไฮเทคบนความคลาสสิค
ห้องโดยสารของ S 300 L เน้นความหรูหราอย่างเต็มที่ ออกแบบสไตล์อนุรักษ์นิยมผสมกับความทันสมัย พร้อมการตกแต่งที่หรูหราแบบสุดๆ แผงคอนโซลออกแบบต่อเนื่องไปกับแผงประตู มีชุดมาตรวัดและจอแสดงผลสำหรับระบบ COMAND Display ควบคุมด้วยสวิตช์ใกล้ที่เท้าแขน
มาตรวัดความเร็วแสดงผลแบบเข็ม แต่เป็นระบบดิจิตอล จึงสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลาย เมื่อใช้ร่วมกับระบบอื่น เช่น สามารถเปลี่ยนการแสดงผลเป็นไมล์ต่อชั่วโมง แสดงอัตราสิ้นเปลืองแบบต่างๆ เปลี่ยนเป็นจอสำหรับกล้องช่วยมองตอนกลางคืน และเป็นจอสำหรับควบคุมระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์โดยผ่านสวิตช์ฝั่งซ้ายของพวงมาลัย ส่วนมาตรวัดรอบ ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง และอุณหภูมิ เป็นมาตรวัดแบบเข็มจริงๆ
พวงมาลัย 4 ก้านดูหรูทันสมัย แปลกตรงที่ไม่มีลายไม้มาแซม สวิตช์บนพวงมาลัยฝั่งขวา ใช้ควบคุมระบบโทรศัพท์และเครื่องเสียง หลังพวงมาลัยมีแป้น + ฝั่งขวาและ - ฝั่งซ้าย สำหรับการขับแบบสปอร์ต ที่คอพวงมาลัยฝั่งซ้ายด้านล่างเป็นก้านไฟเลี้ยว และที่ปัดน้ำฝนรวมอยู่ด้วยกัน ก้านเล็กด้านบนควบคุมระบบครูสคอนโทรลพร้อมระบบจำกัดความเร็ว
ก้านฝั่งขวาเป็นคันเกียร์ ใช้งานไม่ยากแค่โยกขึ้น - ลงไปสู่ตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการ ถ้าจะเข้าเกียร์ P ก็กดปุ่มที่ปลายก้าน โดยสามารถเข้าเกียร์ P ได้จากทุกตำแหน่งเกียร์ แต่มีข้อแม้ว่ารถต้องหยุดนิ่งเท่านั้น ส่วนสวิตช์ควบคุมไฟหน้า ติดตั้งไว้บนแผงคอนโซลฝั่งขวาเช่นเดียวกับเบนซ์รุ่นอื่นๆ ต่อเนื่องด้วยสวิตช์เบรกมือระบบไฟฟ้า |
| |
 |
| |
เนื่องจากแทบทุกระบบถูกรวมไว้กับระบบ COMAND และสวิตช์บนพวงมาลัย คอนโซลกลางจึงเรียบโล่ง มีเพียงนาฬิกาแบบเข็ม และสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ ถัดลงมาเป็นลิ้นชักซ่อนที่ใส่ซีดีไว้ภายใน อีกหนึ่งแหล่งรวมสวิตช์คือ บริเวณที่เป็นคอนโซลเกียร์ของรถทั่วไป มีสวิตช์ทรงกลมสำหรับระบบ COMAND รายล้อมด้วยสวิตช์ Short Cut สำหรับระบบหลักที่ใช้บ่อย เช่น สวิตช์ควบคุมระบบเกียร์ 3 โหมด C-Comfort, S-Sport และ M-Manual ผู้ขับควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ผ่านแป้นหลังพวงมาลัย, สวิตช์พับหมอนรองศีรษะด้านหลัง, เปิด-ปิดม่านไฟฟ้าด้านหลัง และมีสวิตช์รูป * ที่สามารถเซ็ตได้ว่าจะให้เป็นสวิตช์สำหรับระบบใด
ลูกเล่นในห้องโดยสารก็มีเช่น Ambient Lighting ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร เปลี่ยนได้ 3 สี คือ ฟ้า-Polar, ส้ม-Solar และขาว-Neutral และสามารถปรับความสว่างได้ 5 ระดับผ่านทางสวิตช์ COMAND ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้แสงสว่างภายในห้องโดยสาร แต่เป็นการเปลี่ยนอารมณ์ไปตามสีของแสงไฟมากกว่า
เมื่อเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับรถแล้ว สามารถกดเบอร์โทรศัพท์ผ่านทางแป้นตัวเลขของรถได้เลย แต่ดูแล้วแป้นที่ว่านี้ น่าจะถูกใช้เป็นที่รองข้อมือเวลาใช้สวิตช์ COMAND มากกว่า เพราะรายชื่อที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์ จะถูกดึงขึ้นไปโชว์บนหน้าจอกลางมาตรวัดความเร็ว ไม่ต้องละสายตาลงมากดเบอร์ให้ยุ่งยาก ยกเว้นจะติดต่อกับหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกไว้ในโทรศัพท์
|
| |
 |
| |
แม้จะถูกตัดอุปกรณ์มาตรฐานออกไปบ้าง แต่ที่นั่งด้านหลังก็ยังได้รับการ ‘เอาใจ’ อยู่พอสมควร ด้วยเบาะหลังแบบปรับเลื่อน และปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า มีสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแยกสำหรับด้านหลัง ม่านไฟฟ้าที่ประตูคู่หลังและกระจกหลัง สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้จากฝั่งผู้ขับ เบาะหน้าข้างผู้ขับสามารถปรับได้จากฝั่งผู้ขับ และจากฝั่งผู้โดยสารด้านหลังซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ ‘เจ้านาย’ มักจะนั่งเป็นประจำ
ระบบความปลอดภัยครบครัน และโดดเด่นด้วย PRE SAFE เมื่อตรวจพบว่ารถมีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุ ทุกระบบจะเตรียมพร้อมโดยอัตโนมัติ เช่น เข็มขัดนิรภัยที่รั้งกระชับกว่าปกติ เบาะนั่งถ้าปรับเอนมากเกินไป ก็จะปรับเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้แอร์แบ็กทำงานเต็มประสิทธิภาพ กระจกข้างและซันรูฟถ้าเปิดอยู่ ก็จะเลื่อนขึ้นแต่ไม่ปิดสนิทเพื่อลดเสียงการทำงานของแอร์แบ็ก และระบายควันหลังแอร์แบ็กทำงาน
เรื่องความกว้างขวางสะดวกสบายไม่ต้องห่วง เพราะมีให้อย่างเหลือเฟือ เบาะนั่งหนานุ่มนั่งสบายสุดๆ โดยเฉพาะเบาะหลังที่สามารถปรับได้หลายทิศทาง พื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะก็เกินพอ และแม้จะมีเข็มขัดนิรภัย 3 จุด และหมอนรองศีรษะสำหรับตำแหน่งกลางเบาะหลังมาให้ แต่คงไม่มีใครใช้ และจากการทดลองนั่งพบว่าไม่สะดวกสบาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด |
| |
 |
| |
เครื่องยนต์แรงแบบนุ่มๆ
น้ำหนักรถเปล่า 1,925 กิโลกรัม และเกิน 2 ตันเมื่อรวมผู้ขับและผู้โดยสาร เมื่อต้องลากด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3,000 ซีซี 219 แรงม้า เริ่มต้นจึงไม่คาดหวังด้านสมรรถนะมากนัก รับรถที่สาทรใต้แล้วเซ็ต 0 ระยะทาง ขับขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าพัทยา เพื่อบันทึกภาพนิ่งและวีดิโอ
ผมพยายามรักษาความเร็วไม่ให้เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อเซฟน้ำมัน ไปถึงพัทยาก็มีการขยับรถเพื่อถ่ายภาพนิ่งและวีดิโออยู่บ่อยครั้ง ช่วงค่ำจึงขับกลับกรุงเทพฯ เมื่อมาจอดที่บ้านจึงบันทึกระยะทาง 345.4 กิโลเมตร เหลือบไปดูเข็มวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงไปยังไม่ถึงครึ่งถัง นึกในใจว่าประหยัด แต่หลังจากดูสเปคแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะถังน้ำมันมีความจุถึง 90 ลิตร
ในช่วงทดสอบอัตราเร่งพบว่าเมื่อกดคันเร่งหนักๆ ม้าทั้ง 219 ตัว ก็ทำงานอย่างแข็งขันขึ้นมาทันที แม้ใช้เกียร์โหมด C-Comfort สมรรถนะดูได้จากตัวเลขด้านล่าง โดยตัวเลขในวงเล็บ เป็นอัตราเร่งของ Mercedes-Benz E 300 ที่เคยทดสอบไปเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้ว ใช้เครื่องยนต์และเกียร์รุ่นเดียวกัน น้ำหนักรถเปล่า E 300 เบากว่าประมาณ 200 กิโลกรัม |
| |
| อัตราเร่ง |
| ความเร็ว (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
| 0 - 60 |
04.5 (04.2) |
| 0 - 80 |
06.7 |
| 0 - 100 |
09.8 (09.2) |
| 0-120 |
13.1 |
| 0-140 |
17.7 |
| 0-160 |
22.9 |
| 0-180 |
29.8 |
| |
| ระยะทาง (เมตร) |
เวลา (วินาที) |
ความเร็ว (กม./ชม.) |
| 0 - 100 |
07.4 (07.2) |
085.1 (085.2) |
| 0 - 200 |
11.1 (10.8) |
108.4 (110.0) |
| 0 - 402 |
17.0 (0-400 - 16.6) |
137.2 (0-400 - 138.9) |
| 0 - 1000 |
30.3 (29.9) |
180.8 (178.7) |
| |
| อัตราเร่งแซง |
| ความเร็ว (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
| 40 - 120 |
10.4 |
| 40 - 140 |
15.0 (14.2) |
| 80 - 120 |
06.4 |
| 80 - 140 |
11.0 (09.7) |
| |
| ความเร็วสูงสุด |
230.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
|
| |
 |
| |
จะเห็นได้ว่า เมื่อต้องรีดสมรรถนะออกมาใช้งานแล้ว S 300 L ก็ให้อัตราเร่งที่สูสีกับรถรุ่นเล็กกว่าอย่าง E 300 โดยอัตราเร่งจะมาแบบนุ่มๆ ไม่กระชากกระชั้นให้เสียอิมเมจรถ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครื่องยนต์ไม่ได้แรงจัดจ้าน และตัวรถที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่ารถพุ่งเร็วแค่ไหน
เกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC มีส่วนช่วยเสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ด้วยการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วนุ่มนวล และอัตราทดเกียร์ที่กระชับต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราเร่งมีความลื่นไหล และได้ตัวเลขที่ดีเกินคาด
เมื่อเปรียบเทียบกับสเปคที่ระบุไว้ว่า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 245 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ยังนับว่าห่างไกลเนื่องจากมีหลายปัจจัยและหลายตัวแปร และจากการเปรียบเทียบความเร็ว จากมาตรวัดบนหน้าปัดกับบนเครื่องวัดอัตราเร่ง พบว่าคันนี้ ‘ไมล์อ่อน’ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ความเร็วปลายยังไหลได้อีก แต่หมดทางวิ่งก่อน
ในเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนอกเมือง ใช้เส้นทางลอยฟ้าบางนา-ตราด เซ็ตมาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงหลังจ่ายเงินค่าทางด่วน ขับด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยใช้ครูสคอนโทรล ต่อเนื่องลอยฟ้าจนสุดทางแล้วขึ้นยู-เทิร์นเกือกม้าวนกลับ ใช้เวลาเดินทาง 1.22 ชั่วโมง ระยะทาง 130 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อัตราสิ้นเปลืองที่หรูพอตัว 12.5 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าขับแบบไม่เคร่งเครียดมากน่าจะป้วนเปี้ยนแถว 10-11 กิโลเมตรต่อลิตร
การใช้งานในเมืองเริ่มจากบ้านแถวเมืองนนท์ ขับขึ้นทางด่วนลงพระราม 4 เลี้ยวซ้ายสาทร ใช้เวลาเดินทาง 49 นาที ระยะทาง 27 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 33 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 8.26 กิโลเมตรต่อลิตร คนที่ซื้อรถคันละ 7 ล้านกว่าบาทคงไม่บ่น และน่าจะยิ้มกว้างได้อีกนิดเพราะสามารถเติมแก๊สโซฮอล์ 95 E20 ได้ด้วย |
| |
 |
| |
AIRMATIC นุ่มและแน่น
S 300 L ใช้ระบบกันสะเทือนอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าโฟร์ลิงก์ ด้านหลังมัลติลิงก์ มีความพิเศษที่ใช้ถุงลมแทนสปริงโลหะ สามารถปรับความหนืดเป็นแบบสปอร์ต ด้วยสวิตช์ข้างจอเอนกประสงค์ ซึ่งจากการทดลองใช้พบว่า มีความแตกต่างจากโหมดปกติพอให้สัมผัสได้
ในส่วนของระบบกันสะเทือน พวงมาลัย และเบรก ของคันนี้ มีโอกาสได้ทดลองอย่างเต็มที่ เนื่องจากไปเข้าคอร์ส ฝึกอบรมการขับ MBDE 2011 ซึ่งได้ขับรถคันเดียวกันนี้ในบางสถานี |
| |
 |
| |
 |
| |
| • ภาพจากวันอบรมเทคนิคการขับเพื่อความปลอดภัย Mercedes-Benz Driving Experience หรือ MBDE ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ช่วงต้นเดือนมีนาคม |
 |
| |
แม้จะเป็นรถคันใหญ่ ฐานล้อยาว แต่ก็ไม่อุ้ยอ้าย สามารถพริ้วเข้าสลาลอมที่วางไพลอนเป็นทางโค้งได้อย่างคล่องแคล่วและเบาแรง ด้วยช่วงล่างที่หนึบแน่นแม้ไม่ใช้โหมดสปอร์ต และพวงมาลัยที่ให้ความผ่อนคลายเมื่อใช้งานทั่วไป แต่เมื่อต้องหมุนซ้าย-ขวา ด้วยองศาที่มาก และต่อเนื่องก็ให้ความแม่นยำและฉับไวพอสมควร
การกระชากพวงมาลัยเพื่อหักหลบสิ่งกีดขวาง มีความแม่นยำและฉับไวเพียงพอต่อการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบและรูระบายความร้อน เมื่อทำงานร่วมกับระบบช่วยเหลืออย่าง ABS และ EBD การเบรกกะทันหันพร้อมหักหลบที่ความเร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนเปียก พร้อมต้องบังคับรถให้อยู่ในเส้นทางที่กำหนด ก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมแต่อย่างใด เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย อาการของรถไม่ได้น่ากลัวหรือหวาดเสียว โดยยังคงให้ความมั่นใจว่าสามารถควบคุมรถได้แน่ๆ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 300 L รถรุ่น Entry Level ของตระกูลสุดหรู เอส-คลาส อย่ามองว่าเป็นรุ่นล่างสุดของ เอส-คลาส แล้วจะไม่น่าสนใจ เพราะให้อุปกรณ์มาแบบเกินพอ และไม่จำเป็นต้องใช้เป็นรถประจำตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ถ้าเงินพร้อม ก็สามารถใช้เป็นรถส่วนตัวได้ ความคล่องตัวอาจเป็นรอง อี-คลาส แต่ก็ชดเชยด้วยความกว้างขวางและหรูหรา ที่มีให้มากกว่าอย่างแน่นอน •
• ขอบคุณ: บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ
• ขอบคุณ: สนามกอล์ฟ SIAM COUNTRY CLUB Pattaya Plantation เอื้อเฟื้อสถานที่ |
| |