| |
|
| Monday, 29 March, 2010 0:02 AM |
|
| เรื่อง-ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : วราห์ หัสรังค์ |
|
มาสด้า ประเทศไทย เสริมแนวรุกในตลาดรถยนต์นั่งด้วย มาสด้า2 รถเล็กในคลาส 1,500 ซีซี ที่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอยู่ในตลาดหลายราย แม้มาสด้าจะมาทีหลัง แต่ก็พกความสดใหม่ที่สุดในกลุ่ม พร้อมด้วยความสปอร์ตในสไตล์ ZOOM-ZOOM จะดึงส่วนแบ่งทางการตลาดได้แค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไป
สำหรับ มาสด้า2 แฮทช์แบ็ก ทีมงาน มอเตอร์ทริเวีย มีโอกาสได้ทดสอบไปแล้วในแบบ กรุ๊ปเทสต์ ซึ่งถูกจำกัดด้วยเวลา ทำให้ขาดรายละเอียดในหลายจุด และเนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง ทีมงานมอเตอร์ทริเวีย จึงติดต่อขอยืมรถยนต์มาทดสอบอีกครั้ง โดยเป็นรุ่นสูงสุด Maxx Sports AT สีเขียวสดใส
|
| |
 |
| |
ดุดันบนความน่ารัก
รูปลักษณ์ภายนอกของมาสด้า2 เน้นความสปอร์ตทั้งในส่วนของเส้นสาย และการตกแต่งปลีกย่อย ตัวถังมีทั้งส่วนที่เป็นเหลี่ยมสัน และความโค้งมน ซึ่งถูกผสานเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
ด้านหน้าให้ความรู้สึกดุดันด้วยโคมไฟทรงเพรียวแบบชิ้นเดียว พื้นโคมพ่นดำดูสปอร์ต ฝากระโปรงหน้ายกสันเด่นชัด รับกับโป่งล้อหน้าขนาดใหญ่ ช่วยให้ตัวรถดูหนักแน่นทรงพลัง กระจังหน้าทรงเพรียวพร้อมโลโก้มาสด้า
กันชนหน้าขนาดใหญ่เป็นชิ้นเดียวกับขอบกระจัง ช่องรับอากาศขนาดยักษ์ดูคล้ายคนยิ้ม บุด้วยตาข่ายดำลายรังผึ้ง ประกบข้างด้วยสปอตไลต์ทรงกลม ซึ่งติดตั้งอยู่ในช่องทึบขนาดใหญ่ ชายล่างฝั่งซ้าย-ขวายื่นลงล่างมากกว่าตรงกลางเล็กน้อย ช่วยเสริมบุคลิกความสปอร์ตได้เป็นอย่างดี
|
| |
 |
| |
 |
| |
 |
| |
มุมมองจากด้านข้างจะเห็นว่า แนวเส้นของฝากระโปรงหน้ากับเสาหน้าเกือบจะเป็นเส้นตรงเดียวกัน และถูกเสริมด้วยเส้นคาดที่ไล่สูงขึ้นจากด้านหลัง รับกับแนวเส้นของกระจกข้างที่ลาดต่ำจากด้านหน้า และไล่สูงขึ้นจรดด้านหลัง เมื่อมองจากด้านข้างเส้นตัวถังจึงดูเป็นทรงลิ่ม
ล้อแม็กของรุ่นนี้มีขนาด 6.5 x 16 นิ้ว ประกบด้วยยางไซส์แปลก 195/45 R16 เห็นยางแก้มบางซีรีส์ 45 อย่าเพิ่งตกใจว่าจะทำให้ล้อคดง่าย หรือสะเทือนจนนั่งไม่ติด ตัวล้อแม็กเป็นลาย 5 ก้านคู่ ด้านข้างเสริมสวยด้วยสเกิร์ตแบบชิ้นเดียว ระยะห่างระหว่างล้อกับบังโคลน ดูจะมากไปนิดสำหรับรถที่มีกลิ่นไอของความสปอร์ต แต่ก็ไม่ถึงกับโย่งจนน่าเกลียด
|
| |
 |
| |
ชุดไฟท้ายเป็นชิ้นเดียวทรงเฉี่ยว พร้อมไฟเลี้ยวขาวอยู่ในโคมเดียวกัน ฝากระโปรงหลังแบบชิ้นเดียวเปิดขึ้นบน สวิตช์เปิดเป็นระบบไฟฟ้า กระจกหลังมีที่ปัดน้ำฝนพร้อมหัวฉีดน้ำและไล่ฝ้า บนหลังคาติดตั้งสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรก
กันชนท้ายขนาดใหญ่โอบขึ้นไปถึงใต้ไฟท้าย ชายล่างช่วงกลางทำเป็นสีดำตามสมัยนิยม บริเวณมุมซ้าย-ขวา มีช่องเหมือนจะเตรียมไว้ให้ใส่สปอตไลต์ ท่อไอเสียออกฝั่งเดียวกับคนขับ เป็นท่อเหล็กไม่มีปลายโครเมียมเสริมสวยมาให้ โดยรวมแล้วถือเป็นรถอีกรุ่นที่ ‘แต่งขึ้น’
มิติตัวถังของมาสด้า2 แฮทช์แบ็กรุ่น Maxx Sports AT มีความยาว 3,913 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,478 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,490 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,465/1,455 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,060 กิโลกรัม
|
| |
 |
| |
 |
| |
สปอร์ตล้ำอุปกรณ์เพียบ
คันที่ทดสอบเป็นรุ่นสูงสุด มาพร้อมกุญแจรีโมทคอนโทรลระบบ Keyless เพียงพกกุญแจไว้กับตัว ก็สามารถล็อก-ปลดล็อก และสตาร์ตเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น รีโมทฯ เสียหายหรือถ่านหมด ก็สามารถใช้ลูกกุญแจที่ซ่อนอย่างแนบเนียนในรีโมท ไขประตูฝั่งผู้ขับและสตาร์ตเครื่องยนต์ได้เหมือนรถยนต์ทั่วไป
ห้องโดยสารออกแบบให้ดูสปอร์ตเช่นเดียวกับภายนอก เน้นความเข้มขรึมด้วยโทนสีดำ แซมด้วยสีเงินดูล้ำสมัย แผงหน้าปัดทรงโค้งมาพร้อมช่องแอร์ทรงกลม ชุดมาตรวัดทรงกลมพื้นขาวสไตล์สปอร์ต เน้นมาตรวัดความเร็วตรงกลางและมีขนาดใหญ่ ส่วนมาตรวัดรอบที่ด้านซ้ายมีขนาดเล็กไปนิด
|
| |
 |
| |
ฝั่งขวาเป็นจอดิจิตอลเอนกประสงค์ ควบคุมผ่านสวิตช์ INFO บนก้านพวงมาลัย แสดงผลได้หลายอย่าง เช่น ความเร็วเฉลี่ย อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย และแบบ Real-time รวมทั้งเป็นจอบอกตำแหน่งเกียร์อัตโนมัติ มาตรวัดระยะทาง และมาตรวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย
รุ่นที่ทดสอบมีลูกเล่นที่ไม่พบบ่อยนักในรถยนต์ระดับเดียวกัน นั่นคือ การตั้งเตือนเมื่อความเร็วเกินกำหนด โดยจะมีสัญญาณเสียงเตือนสั้นๆ เมื่อความเร็วเกินที่ตั้งไว้ แต่ไม่เตือนต่อเนื่องแม้ความเร็วยังคงเกินที่ตั้งไว้ เป็นลูกเล่นที่เวิร์คมาก โดยเฉพาะตอนขับทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การใช้งานไม่ยากถึงขนาดต้องกางคู่มือ
พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนังสีดำ ตัวก้านเป็นสีเมทัลลิก ปรับได้แค่สูง-ต่ำ ชอบใจเป็นพิเศษ สำหรับก้านควบคุมไฟเลี้ยว และที่ปัดน้ำฝนบนคอพวงมาลัย ออกแบบได้บึกบึนและดูสปอร์ตดี คอนโซลกลางติดตั้งชุดเครื่องเสียงซีดี 6 แผ่นแบบ Built-in ตามสมัยนิยม ประสิทธิภาพไม่ขี้เหร่ถ้าไม่หูทิพย์หูทองจนเกินไป มาพร้อมสวิตช์ควบคุมบนพวงมาลัย
|
| |
 |
| |
 |
| |
 |
| |
ถัดลงมาเป็นสวิตช์ทรงกลมเล็กๆ 2 อัน สำหรับควบคุมไล่ฝ้ากระจกหลัง และเปิด-เปิดคอมเพรสเซอร์แอร์ ด้านล่างเป็นสวิตช์ระบบแอร์ ออกแบบเป็นปุ่มหมุนซึ่งใช้งานสะดวกดี แต่ก็ถูกเรียกแบบค่อนขอดว่า ‘สวิตช์แบบเตาแก๊ส’ แต่ผมกลับชอบเพราะดูย้อนยุคและใช้งานสะดวก ส่วนสวิตช์ปรับให้รับอากาศจากภายนอก หรือใช้อากาศหมุนเวียนในห้องโดยสารเป็นแบบคันโยก
ชุดคอนโซลเกียร์ออกแบบให้เป็นทรงกลมดูน่ารัก ตกแต่งด้วยสีดำและเมทัลลิก แต่คอนโซลเกียร์ใหญ่ไปนิด ทำให้เบียดบังพื้นที่วางขาทั้งผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้าไปเล็กน้อย คอนโซลกลางมีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ และช่องต่ออุปกรณ์เครื่องเสียงพร้อมฝาปิดดูเรียบร้อย ช่องต่อเครื่องเสียงเป็นแจ็คกลมไม่ใช่ USB พอร์ต
|
| |
 |
| |
 |
| |
แผงหน้าปัดและแผงประตูตกแต่งด้วยโทนสีดำ เช่นเดียวกับเบาะนั่งซึ่งหุ้มด้วยผ้าลายสปอร์ตสีเข้ม ตัวเบาะเป็นทรงสปอร์ตนิดๆ โอบกระชับพอควรแต่ไม่อึดอัด สามารถปรับสูง-ต่ำได้มาก จึงรองรับได้อย่างเหมาะสม แม้ผู้ขับมีความแตกต่างด้านสรีระ ส่วนเบาะหลังนั่งสบายพอตัว แต่ต้องให้ผู้โดยสารด้านหน้าขยับเลื่อนเบาะช่วยบ้าง พนักพิงสามารถแยกพับได้
ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย กะทัดรัดตามทรงรถทั้งความกว้างและความลึก สำหรับการใช้งานทั่วไปถือว่าเพียงพอ ผมใส่อุปกรณ์ถ่ายภาพนิ่ง วีดีโอ รวมทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าได้อย่างสบาย แต่ต้องวางให้เป็นระเบียบหน่อย มาพร้อมไฟส่องสว่างดวงเล็กที่พึ่งพาได้ยามค่ำคืน ด้านบนมีฝาปิดเพื่อความเรียบร้อย และสามารถถอดออกได้
|
| |
 |
| |
เครื่องยนต์รอบจัด ประหยัดพอตัว
มาสด้า2 ทุกรุ่นทั้งตัวถังแฮทช์แบ็กและซีดาน ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันแบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว มาพร้อมระบบ S-VT หรือ Sequential Valve Timing System แปรผันการเปิด-ปิดวาล์วด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และ TSCV หรือ Tumble Swirl Control Valve ควบคุมไอดีที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ให้มีการหมุนวน ช่วยให้อากาศและน้ำมันเชื้อเพลิงผสมคลุกเคล้ากันได้ดียิ่งขึ้น
เครื่องยนต์รุ่นนี้มีมลพิษผ่านมาตรฐานไอเสีย ยูโร4 มีความจุจริง1,498 ซีซี กำลังสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 13.75 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อม Hold Mode เติมน้ำมันเบนซินออกเทน 91 หรือแก๊สโซฮอล์ อี10 และอี20
|
| |
 |
| |
ก่อนขับก็พอจะรู้กิตติศัพท์มาบ้าง เพราะทีมงานมอเตอร์ทริเวียเคยไปทดสอบแบบ Group Test แล้วเล่าให้ฟังว่าอัตราเร่งช่วงต้นดีมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง แต่ครั้งนี้ผมจะลองขับออกต่างจังหวัดด้วย เพื่อจะดูว่ารถที่ออกแบบมาให้เป็น ‘ซิตี้คาร์’ นั้น เมื่อใช้เดินทางไกลจะเป็นอย่างไร
เมื่อได้ทดลองขับก็ไม่ผิดหวัง เพราะแค่ขับออกจาก ‘ลานมะพร้าว’ ที่จอดรถของมาสด้า ก็สัมผัสได้ทันทีกับอัตราเร่งช่วงต้นที่มาแบบทันใจ รวมทั้งน้ำหนักคันเร่งที่ค่อนข้างเบา ขยับเท้าขวาเบาๆ รถก็พุ่งออกไปทันที บวกกับพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS และตัวถังที่กะทัดรัด โอเวอร์แฮงค์หน้า-หลังที่สั้น จึงลื่นไหลไปตามการจราจรได้อย่างสบาย
หลังจากขับให้เกิดความเคยชิน ก็ถึงเวลาวัดอัตราเร่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งผลการทดสอบก็เป็นไปตามคาด คือ จี๊ดจ๊าดในช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง และเริ่ม ‘หมด’ เมื่อไต่เข้าสู่ย่านความเร็วสูง ส่วนความเร็วสูงสุดทำได้ 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
|
| |
 |
| |
 |
|
| อัตราเร่ง (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
|
| 0-60 |
5.1 |
|
| 0-100 |
12.1 |
|
| |
|
|
| ระยะทาง (เมตร) |
เวลา (วินาที) |
ความเร็ว (กม./ชม.) |
| 0-100 |
7.8 |
76.8 |
| 0-200 |
11.9 |
99.2 |
| 0-400 |
18.4 |
119.3 |
| 0-1000 |
34.2 |
150.3 |
| |
|
|
| อัตราเร่งแซง (กม./ชม.) |
เวลา (วินาที) |
|
| 40-120 |
15.1 |
|
| 80-120 |
9.7 |
|
| 40-140 |
24.9 |
|
| 80-140 |
19.0 |
|
|
|
เนื่องจากมาสด้าใจดี ให้ยืมรถยาวถึง 4 วัน จึงได้ทดสอบเรื่องอัตราสิ้นเปลืองกันอย่างเต็มที่ สำหรับการใช้งานในเมืองที่มีทั้งช่วงที่โล่งพอจะใช้ความเร็วได้ 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับบางช่วงที่ติดขัดมากจนเหยียบเบรกมากกว่าคันเร่ง มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองโชว์ตัวเลข 8.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 12.2 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่ประหยัดขั้นเทพ แต่ก็ไม่น่าเกลียด
จากนั้นมีโอกาสได้ทดลองขับออกต่างจังหวัด ขาไปขับค่อนข้างเร็วจัด กดคันเร่งพาเข็มวัดรอบกวาดไปแถวขีดแดงเพื่อเรียกอัตราเร่งบ่อยๆ ขับจากกรุงเทพฯ ประมาณ 120 กิโลเมตร ได้อัตราสิ้นเปลือง 11.5 กิโลเมตรต่อลิตร จากนั้นขับต่อด้วยความเร็ว 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่ได้เซ็ตมาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองใหม่ พบว่าขับไปไม่ไกลอัตราสิ้นเปลืองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มนิ่งแถวๆ 14 กิโลเมตรต่อลิตร
ขากลับเซ็ตมาตรวัดใหม่ทั้งหมด ขับแบบปกติ ไม่ปั้นอัตราสิ้นเปลืองแต่ก็ไม่อัด ระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตรถึงกรุงเทพฯ ขับป้วนเปี้ยนแถว 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ความเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราสิ้นเปลืองเป็นที่น่าพอใจ 5.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 16.9 กิโลเมตรต่อลิตร โดยอัตราสิ้นเปลืองนิ่งอยู่ตรงนี้ก่อนถึงปลายทางนานพอควร และไม่ยอมลดลงอีก ถ้าอยากให้ประหยัดกว่านี้คงต้องลดความเร็ว แต่ก็จะไม่ตรงกับการใช้งานจริง
|
| |
 |
| |
ช่วงล่างหนึบเกินตัว
ในสมัยก่อน มาสด้าได้ชื่อว่าเป็นรถที่มีช่วงล่างหนึบแน่นเกินหน้าคู่แข่งในระดับเดียวกัน ต่อมาความแตกต่างในด้านนี้ก็ค่อยๆ ลดความชัดเจนลง จนกระทั่งได้ทดลองขับมาสด้า2 จึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอีกครั้ง
รถระดับนี้มักเน้นความนุ่มนวลของช่วงล่าง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการโคลงเมื่อใช้ความเร็วสูง แต่สำหรับมาสด้า2 ไม่เป็นเช่นนั้น ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัตพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังทอร์ชั่นบีมพร้อมเทรลลิ่งอาร์ม ให้ความหนึบแน่นเกินหน้าเกินตาประเภทรถ แน่นอนว่าในช่วงความเร็วต่ำย่อมเสียความนุ่มนวลไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก และสิ่งที่ได้กลับมาก็นับว่าคุ้มค่า นั่นคือ ความหนึบแน่นที่สัมผัสได้แม้ความเร็วไม่สูง
เมื่อขับผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบ ทั้งเสียงการทำงานและความรู้สึก บ่งบอกถึงความหนักแน่นไม่บอบบาง การให้ตัวของช่วงล่างมีความหนึบกระชับ ทำให้ขับได้อย่างสนุกสนานโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าไม่เบาหวิวจนขาดความรู้สึก ยาง 195/45 กับรถน้ำหนัก 1 ตันนิดๆ ก็ไม่รู้สึกกระดอนหรือสะเทือนแต่อย่างใด
ด้วยช่วงล่างที่หนึบแน่น ตอนทดสอบอัตราเร่งจึงรู้สึกว่าเครื่องยนต์น่าจะไปได้ ‘อีกนิด’ เพราะตัวรถยังไม่มีอาการอะไรเลย แต่เครื่องยนต์หมดแรงซะแล้ว ซึ่งก็เป็นการออกแบบที่ถูกต้อง เพราะถ้าเครื่องยนต์แรง แต่ช่วงล่างเอาไม่อยู่ก็จะเกิดอันตราย และก็อย่างที่บอก ไม่จำเป็นต้องขับเร็วจัดจ้าน ก็สัมผัสกับประสิทธิภาพของช่วงล่างได้แล้ว
ระบบเบรกเป็นแบบหน้าดิสก์หลังดรัม มาพร้อมเอบีเอส และอีบีดี อาจดูด้อยในด้านภาพลักษณ์ แต่พลังในการเบรกไม่ขี้เหร่ ทั้งในการใช้งานทั่วไปและการเบรกที่ความเร็วสูง แม้ยังไม่รุนแรงถึงระดับที่เอบีเอสจะทำงาน แต่ตัวรถก็ถูกดึงให้ช้าลงอย่างรวดเร็วและมั่นคง ไม่มีอาการปัดเป๋แต่อย่างใด ส่วนอาการหน้าทิ่มท้ายยกก็พอมีให้สัมผัสบ้าง
|
| |
 |
| |
สรุป
โดยสรุปแล้ว ผมชอบมาสด้า2 ในด้านรูปลักษณ์ทั้งภายนอก (แต่ไม่ใช่สีนี้ เพราะเปรี้ยวเกินวัย) และภายในที่เป็นโทนสีดำ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหลือเฟือสำหรับผม พื้นที่ภายในไม่ใช่ปัญหา เพราะไปไหนมาไหนแค่ 1-2 คน คุณภาพวัสดุและการประกอบก็อยู่ในระดับดี
เครื่องยนต์แรงได้ใจในช่วงความเร็วต้น ซึ่งก็ตรงกับการใช้งานส่วนใหญ่ และตรงกับประเภทของรถ อัตราสิ้นเปลืองแม้จะไม่ประหยัดสุดๆ แต่ก็ชอบในการตอบสนอง อยู่ในระดับที่รับได้เนื่องจากไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหน
ประทับใจในความหนักแน่นของช่วงล่าง แม้จะกระด้างกว่าคู่แข่งเล็กน้อยก็ไม่ใช้ปัญหา เพราะเคยขับรถโหลดใส่ล้อใหญ่ก็ไม่เคยบ่น ถ้ามีปัญญาซื้อแล้วอยากสวยก็คงแค่เปลี่ยนล้อกับยางให้ใหญ่ขึ้น กับโหลดเตี้ยอีกหน่อย ซึ่งเป็นเหตุผลเรื่องความสวยงามล้วนๆ เกือบลืม...ปลายท่อไอเสียสเตนเลสอีกสักอัน
สำหรับคนที่มีความชอบและการใช้งานแตกต่างไปจากผม คงต้องพิจารณาจุดเด่น-จุดด้อยกันเองนะครับว่า มาสด้า2 จะเหมาะกับคุณหรือไม่
•
ขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ในการทดสอบ •
|
| |
 |
|
| Mazda2 Hatch Back Gallery : CLICK TO ENLARGE |
| |
|
|
• แบบตัวถัง แฮทช์แบ็ก 5 ประตู
• แบบเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบ ST และ TSCV
• ความจุ 1,498 ซีซี
• กระบอกสูบ x ช่วงชัก 78.0 x 78.4 มิลลิเมตร
• อัตราส่วนการอัด 10.0:1
• กำลังสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
• แรงบิดสูงสุด 13.75 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที
• ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 4 จังหวะ
• ระบบขับเคลื่อน ล้อหน้า
• ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS
• ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง
• ระบบกันสะเทือนหลัง ทอร์ชั่นบีม เทรลลิ่งอาร์ม
• ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน/ดรัม พร้อมเอบีเอส และอีบีดี
• มิติตัวถัง ยาว 3,913 กว้าง 1,695 สูง 1,478 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,490 มิลลิเมตร
• น้ำหนัก 1,060 กิโลกรัม
• ผู้จำหน่าย บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
• โทรศัพท์ 0-2686-4900 Speedline กทม. 0-2661-9880 ตจว.โทรฟรี 1-800-226-408
• เวบไซต์ www.mazda.co.th
|
|
|
| |
|
| |
|
| |