| |
|
| Wednesday, 24 March, 2010 12:48 PM |
|
| เรื่อง - ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ • วีดิโอ : วราห์ หัสรังค์ |
|
บีเอ็มดับเบิลยู Z4 สปอร์ต 2 ที่นั่งหลังคาแข็งเปิดได้ เตะตาที่รูปลักษณ์สุดเปรี้ยว หน้ายาว-ท้ายสั้น วางตำแหน่งผู้ขับไว้หน้าล้อหลัง ตามสไตล์สปอร์ตย้อนยุค เครื่องยนต์ 2,500 ซีซี 204 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ สมรรถนะพอตัว เดินทางไกลประหยัดเหลือเชื่อ ภายในนั่งสบายและขับง่ายกว่าที่คิด
|
| |
 |
| |
บีเอ็มดับเบิลยู Z4 โฉมปัจจุบัน รหัสตัวถัง E89 เปิดตัวปี 2008 ต่อเนื่องจากรุ่นแรกรหัส E85 ซึ่งทำตลาดระหว่างปี 2002-2008 โดยทั้ง 2 รุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิคอย่าง Z1 และ 507
เปรี้ยวจี๊ดแฝงความดุดัน
นอกจากรูปทรงหน้ายาว-ท้ายสั้น ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นแล้ว การใช้เส้นสายที่เฉียบคมและสอดคล้องกันตลอดคัน ก็ช่วยส่งให้ Z4 ดูโหดดุดันเอาเรื่องยิ่งขึ้น เส้นตัวถังหลักๆ ดูแล้วน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากรุ่น 507 พอสมควร สมกับฉายาที่ได้รับตั้งแต่ Z4 รุ่นแรกว่า Land Shark หรือฉลามบกนั่นเอง
ฝากระโปรงหน้าใส่เส้นสายไว้อย่างน่าสนใจเช่น เส้นรูปตัว V ไล่จากโลโก้ใบพัดฟ้า-ขาว เส้นจากเสาหน้าไล่มาจบที่ขอบกระจัง รวมทั้งเส้นที่ต่อเนื่องมาจากด้านข้างตัวถัง ฝากระโปรงหน้าขนาดใหญ่เป็นชิ้นเดียวกับบังโคลนหน้า แต่เปิดได้เบาแรงเพราะมีโช้กอัพผ่อนแรง เปิดฝากระโปรงเห็นพลาสติกสีดำบริเวณซุ้มล้อก็ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นเพราะรถรุ่นนี้พยายามออกแบบให้เตี้ยกว่ารถซีดานทั่วไป
กระจังหน้าและกันชนรวมเป็นชิ้นเดียวกัน กระจังถูกบีบให้แบนตามทรงของตัวรถ เส้นบนกันชนสอดรับต่อเนื่องกับช่องดักลม ด้านข้างบริเวณ ‘เหงือกปลาฉลาม’ ติดตั้งไฟเลี้ยวและโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู ล้อแม็กลาย 5 ก้านขนาด 8 X 17 นิ้ว ยาง 225/45 R17 เท่ากันทั้ง 4 ล้อ
มุมมองด้านข้างจะดูอวบหนาและยกสูงบริเวณล้อหลัง ส่งผลให้รถดูหนักแน่นมีพลัง จากนั้นจึงลาดลงเล็กน้อยในส่วนของห้องโดยสาร ก่อนจะไล่สูงขึ้นเมื่อถึงล้อหน้า และมุดลงต่ำอีกครั้งเพื่อความลู่ลม รูปทรงของที่เปิดประตูกลมกลืนกับการออกแบบโดยรวม กระจกข้างต่อขายื่นออกมามากกว่ารถปกติเล็กน้อย เพื่อให้ครอบคลุมตัวรถที่แบนกว้าง โดยไม่ต้องใช้กระจกมองข้างบานใหญ่
|
| |
 |
| |
 |
| |
 |
| |
ด้านท้ายอาจดูเรียบไปนิด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับด้านหน้า แต่ก็เป็นความเรียบที่ซ่อนความเฉียบเอาไว้ อย่างเช่นเส้นโค้งเหนือซุ้มล้อหลัง ซึ่งต่อเนื่องไปถึงชุดไฟท้ายแบบชิ้นเดียว กันชนมีเส้นสายเล่นระดับรับกัน ฝากระโปรงท้ายติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 180-310 ลิตรเมื่อเปิดและปิดหลังคา
มิติตัวถังมีความยาว 4,239 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,291 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,496 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 1,500 กิโลกรัม
หลังคาแข็งพับได้
อีกหนึ่งความพิเศษของ Z4 อยู่ที่หลังคาแข็งเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า สามารถสั่งงานผ่านสวิตช์ที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง หรือสวิตช์บนรีโมตคอนโทรล โดยต้องจอดรถให้สนิท ไม่จำเป็นต้องเข้าเกียร์ P และต้องดึงที่ครอบสัมภาระด้านหลังลง ไม่เช่นนั้นระบบจะไม่ทำงาน
หลังคาแข็งถูกแบ่งออกเป็น 2 ชิ้น เมื่อกดสวิตช์เปิดหลังคาค้างไว้ กระจกข้างทั้ง 4 บาน (รวมกระจกหลังบานจิ๋วด้วย) จะเลื่อนลงสุด จากนั้นชิ้นกระจกหลังซึ่งกดแนบอยู่บนตัวถังโดยมีซีลยางคั่นไว้ จะยกตัวขึ้นมาซ้อนเหนือชิ้นหลังคา แต่ไม่ได้สัมผัสกันจึงไม่ต้องกลัวเป็นรอย
|
| |
 |
| |
 |
| |
ฝากระโปรงหลังซึ่งในการใช้งานทั่วไปก็จะเปิดเหมือนรถปกติ แต่เมื่อเปิดหรือปิดหลังคาจะเปิดกลับด้าน เพื่อเปิดทางให้หลังคาทั้ง 2 ชิ้นพับลงไปเก็บ จากนั้นฝากระโปรงจะปิดกลับ เผยให้เห็นโรลบาร์ด้านหลังพนักพิง เปลี่ยนจากสปอร์ตหลังคาแข็งเป็นโรดสเตอร์ ภายในเวลาประมาณ 20 วินาที
ทดลองเปิดหลังคาขับด้วยความเร็ว 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่าบีเอ็มฯ ออกแบบการไหลของอากาศไว้ดีพอควร ผู้ขับไม่โดนลมตีจนหัวสั่นหัวคลอน แว่นตาไม่มีทีท่าว่าจะปลิวออกจากหน้า และถ้าปิดกระจกทั้ง 4 บานก็จะช่วยลดกระแสลมได้มาก และไม่ทำให้อรรถรสของการขับโรดสเตอร์เสียไปแต่อย่างใด
แน่นอนว่า การที่หลังคาถูกแบ่งออกเป็น 2 ชิ้น เมื่อใช้ความเร็วสูงย่อมต้องมีเสียงลมมากกว่ารถหลังคาแข็งปกติ และเมื่อขับผ่านถนนที่ไม่เรียบก็จะมีเสียงออดแอด ที่เกิดจากการขยับตัวของชิ้นหลังคาบ้าง ส่วนบนทางเรียบไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่คนที่ใช้รถประเภทนี้คงไม่ห่วงเรื่องความเงียบมากนัก
|
| |
 |
| |
ภายในหรูล้ำบนความคลาสสิค
แม้เป็นรถรุ่นปี 2008 แต่มีต้นกำเนิดมาจากสปอร์ตคลาสสิคปี 1956 ภายในห้องโดยสารของ Z4 จึงเป็นการผสมผสานดีไซน์ของทั้ง 2 ยุคซึ่งทำได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งใส่เอกลักษณ์ของบีเอ็มฯ ไว้อย่างครบถ้วน
แผงหน้าปัดทูโทน ครึ่งบนสีดำตัดกับการตกแต่งด้วยอะลูมิเนียม ที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัย ครึ่งล่างสีเบจหรูหราเข้าชุดกับเบาะและแผงประตู ชุดมาตรวัดสไตล์ ‘บีเอ็ม’ มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Real Time แบบเข็ม ซึ่งมักติดตั้งไว้ด้านล่างของมาตรวัดรอบ ถูกแทนที่ด้วยมาตรวัดความร้อนน้ำมันเครื่อง ถ้าอยากทราบอัตราสิ้นเปลืองแบบ Real Time ต้องดูในจอดิจิตอลเอนกประสงค์กลางมาตรวัด ซึ่งควบคุมด้วยสวิตช์บนคอพวงมาลัยฝั่งซ้าย
พวงมาลัย 3 ก้าน สปอร์ตล้ำด้วยการแซมสีเงิน มีสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง โทรศัพท์ และการหมุนเวียนอากาศของระบบแอร์ มีแป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย แปลกนิดที่ 2 ข้างเหมือนกันคือ ดันออกเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูง ดึงเข้าเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ
|
| |
 |
| |
คอนโซลกลางด้านบนไม่มีจอ iDrive แต่มีช่องใส่ของพร้อมฝาปิดมาให้แทน ถัดลงมาเป็นช่องแอร์ แทรกกลางด้วยสวิตช์ไฟฉุกเฉินและสวิตช์ล็อกประตู ถัดลงมาเป็นสวิตช์ทรงกลมคลาสสิค ควบคุมระบบปรับอากาศแยกซ้าย-ขวา และไล่ฝ้าหน้า-หลัง ชุดเครื่องเสียงหน้าตาเรียบร้อย เชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านทาง Bluetooth ได้ ที่เท้าแขนบนบานประตูติดตั้งสวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้า 4 บาน สวิตช์ปรับและพับกระจกมองข้าง
คอนโซลเกียร์ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมปัดด้าน ติดตั้งสวิตช์ควบคุมการเปิด-ปิดหลังคา และเซ็นเซอร์ช่วยกะระยะ ต่อด้วยที่เขี่ยบุหรี่ และคันเกียร์อัตโนมัติ ด้านข้างมีสวิตช์ปิดระบบควบคุมการทรงตัว และสวิตช์เลือกโหมดเกียร์ซึ่งแบ่งเป็น 3 โหมด คือ Normal Sport และ Sport+ เกียร์จะเปลี่ยนที่รอบสูงขึ้น และเมื่อผ่อนคันเร่ง เกียร์จะไม่เปลี่ยนขึ้นเกียร์สูง และในโหมด Sport+ จะปิดระบบควบคุมการทรงตัวโดยอัตโนมัติ
ด้านหลังเป็นเบรกมือไฟฟ้า ไม่ต้องออกแรงมาก ดึงขึ้นเมื่อต้องการดึงเบรกมือ และกดลงเพื่อปลด สะดวกแต่เสียงการทำงานดังไปนิด ในเมื่อไม่มีชุด iDrive สวิตช์ควบคุมจึงถูกแทนที่ด้วยหลุมเล็กๆ รองด้วยยางป้องกันเสียงรบกวน ใส่ของจุกจิกพอได้ ลิ้นชักเก็บของบนคอนโซลหน้ามีขนาดแค่พอใส่เอกสารที่ควรมีประจำรถ เช่นเดียวกับที่เท้าแขนกลางเบาะหน้า ซึ่งมีความจุไม่มากนัก
หลังเบาะคู่หน้ามีช่องตาข่ายยาวตลอดความกว้างของห้องโดยสาร พอจะใส่ของยาวๆ อย่างร่มได้ แผงประตูคู่หน้ามีที่ใส่ของแง้มออกมาได้เล็กน้อย ใส่ของได้นิดหน่อย จึงไม่เหมาะกับคนสัมภาระเยอะ
|
| |
 |
| |
 |
| |
นั่งสบายทัศนวิสัยดี
เห็นห้องโดยสารเล็กๆ อย่างนี้ กลับรองรับผู้ขับที่สูงไม่ถึง 160 เซ็นติเมตร ไปจนถึง 180 เซ็นติเมตรได้อย่างสบาย แถมจะดูหล่อกว่าผู้ขับตัวเตี้ยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อตัวสูงแขนขายาว ก็สามารถเลื่อนเบาะถอยหลังได้มากขึ้น เท่ลงตัวกว่านั่งชิดพวงมาลัยเป็นไหนๆ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง
ตอนไปรับรถก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะรถหน้ายาว กลัวจะกะระยะไม่ได้และทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่หลังจากขับประมาณครึ่งชั่วโมงก็เริ่มชินและขับได้เหมือนรถปกติ ผมใช้วิธีให้คนไปยืนหน้ารถชิดกับกันชน แล้วจำไว้ว่าควรเว้นระยะห่างประมาณไหน ส่วนตอนถอยหลังยิ่งสบาย เพราะท้ายรถสั้นมาก
ทัศนวิสัยรอบด้านถือว่าดีแล้วสำหรับรถสไตล์นี้ กระจกส่องหลังเล็กและสั้น เพราะถึงจะทำกว้างก็ติดหมอนรองศีรษะอยู่ดี มุมมองของกระจกข้างก็ไม่อับจนขาดความมั่นใจ เพราะปลายด้านนอกออกแบบเป็นมุมกว้าง และเมื่อใช้ร่วมกับกระจกหลัง ก็จะช่วยให้เปลี่ยนเลนได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
|
| |
 |
| |
สมรรถนะใกล้เคียงตัวเลขโรงงาน
Z4 คันที่ทดสอบ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 24 วาล์ว Double Vanos และ Valvetronic ความจุ 2,497 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 25.47 กก.-ม. ที่ 2,750 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีโหมด M พร้อม +/-
หลังจากปรับตัวเข้ากับรถได้แล้ว ก็ขับไปวัดอัตราเร่ง เปิดระบบช่วยการทรงตัว เท้าขวาเหยียบเบรกเข้าเกียร์ D จากนั้นยกเท้าขวามากดคันเร่งมิด ผลที่ออกมาส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่โรงงานระบุไว้ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ 236.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จาก 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และถ้ากดคันเร่งต่อก็น่าจะได้ตัวเลขที่โรงงานระบุคือ 239 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เนื่องจากดูแล้วถนนไม่ปลอดภัยจึงผ่อนคันเร่ง
ความเร็วสูงสุดเป็นสิ่งที่แทบไม่ได้ใช้ และในการทดลองขับก็ไม่ได้เน้นว่าจะต้องแช่คันเร่งจนกระทั่งความเร็วไม่เพิ่ม แต่ทำเท่าที่สภาพถนนและรถจะเอื้ออำนวยเท่านั้น โดยปกติจะผ่อนคันเร่งเมื่อเกิน 1 กิโลเมตร เพราะเครื่องมือเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว
• ความเร็ว 0-60 กม./ชม. - 03.6 วินาที
• ความเร็ว 0-100 กม./ชม. - 07.7 วินาที
• ความเร็ว 40-120 กม./ชม. - 08.4 วินาที
• ความเร็ว 80-120 กม./ชม. - 05.2 วินาที
• ความเร็ว 40-140 กม./ชม. - 11.8 วินาที
• ความเร็ว 80-140กม./ชม. - 08.3 วินาที
• ระยะทาง 0-100 เมตร เวลา 06.7 วินาที ความเร็ว 92.4 กม./ชม.
• ระยะทาง 0-100 เมตร เวลา 06.7 วินาที ความเร็ว 92.4 กม./ชม.
• ระยะทาง 0-200 เมตร เวลา 10.1 วินาที ความเร็ว 116.9 กม./ชม.
• ระยะทาง 0-400 เมตร เวลา 15.5 วินาที ความเร็ว 147.8 กม./ชม.
• ระยะทาง 0-1000 เมตร เวลา 28.1 วินาที ความเร็ว 188.9 กม./ชม. |
| |
 |
| |
ต่อจากนั้นขับไปที่จุดเริ่มต้นของทางด่วนลอยฟ้า เพื่อวัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านด่านรับบัตรแล้วจอดข้างทางเพื่อเซ็ตศูนย์ ทั้งอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย และความเร็วเฉลี่ย กดคันเร่งออกตัวปกติ เมื่อถึงความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ลงสุดทางของลอยฟ้า ขึ้นสะพานกลับรถเพื่อกลับทางเดิม
ผ่านด่านเก็บเงินก็ชิดซ้ายเพื่อบันทึกข้อมูล ได้ความเร็วเฉลี่ย 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะต้องเบรกหลายครั้งเนื่องจากรถค่อนข้างเยอะ และอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15.3 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรถเตี้ยลู่ลม ตอนแรกสังเกตว่าประหยัดขนาดนี้ทำไมมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงถึงลงแบบฮวบฮาบ มาดูสเปคถึงได้เข้าใจ Z4 ใช้ถังน้ำมันความจุแค่ 55 ลิตรเท่านั้น
การขับใช้งานทั่วไปช่วงรอบต่ำ-ปานกลาง จะดูไม่มีฤทธิ์เดชมากนัก ต้องลากรอบสูงสักหน่อย ประมาณ 4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจะมาตามน้ำหนักเท้าที่กดคันเร่ง ในส่วนนี้โหมดเกียร์ +/- ช่วยได้มาก แต่ก็ต้องยอมรับอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จะว่าไปรถทรงนี้แค่ขับช้าๆ ก็หล่อแล้ว
|
| |
 |
| |
ช่วงล่างนุ่มและคม
ไม่รู้ว่าผมจำผิดหรือเปล่า ตอนที่ทดลองขับ 320d ซีดาน รู้สึกว่าช่วงล่างค่อนข้างแข็ง แต่มาถึง Z4 กลับรู้สึกว่านุ่มนวลกว่า ทั้งที่ยางก็เป็นแบบ Run Flat เหมือนกัน ความจริงช่วงล่างของ Z4น่าจะแข็งกว่าด้วยซ้ำเพราะเป็นรถสปอร์ต อาจเป็นเพราะรถเตี้ยเกาะถนนดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำช่วงล่างแข็งมาก
ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า ระบบกันสะเทือนอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าดับเบิลจ๊อยต์ ด้านหลังมัลติลิงก์ ตอบสนองฉับไว แม่นยำ และคม รวมทั้งควบคุมง่าย ทดลองเปลี่ยนเลนกะทันหันที่ความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ต้องแต่งพวงมาลัยเพื่อรักษาอาการของรถ เพราะสั่งแค่ไหนก็ไปแค่นั้น
การเข้าโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงเกินปกติเล็กน้อย กลายเป็นความสนุกในการขับ เพราะควบคุมรถได้ดังใจและเบาแรง แม้ช่วงล่างจะไม่แข็งมาก แต่ตัวรถที่เตี้ยก็ทำให้มีแรงเหวี่ยงน้อย และทำให้การขับเร็วบนทางตรงกลายเป็นเรื่องไม่ท้าทาย ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อพร้อมตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์เพียบ ให้ความมั่นใจทุกย่านความเร็ว
บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive23i รูปลักษณ์สะดุดตา สมรรถนะพอขับสนุก แรงพอตัว และประหยัดเหลือเชื่อ ราคา 4,599,000 บาท รุ่นตกแต่งพิเศษ Highline 5,049,000 บาท และ sDrive35i ราคา 7,599,000 บาท ถ้าไม่ได้รักการขับเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่ต้องไต่ไปถึงรุ่นสูงสุด • |
|
| BMW Z4 SDrive Gallery : CLICK TO ENLARGE |
| |
|
| |
Specification : BMW Z4 sDrive23i
• แบบตัวถัง โรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง
• แบบเครื่องยนต์ เบนซิน 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว Double VANOS Valvetronic
• ความจุ 2,497 ซีซี
• กระบอกสูบ X ช่วงชัก 82.0 X 78.8 มิลลิเมตร
• อัตราส่วนการอัด 10.7:1
• กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที
• แรงบิดสูงสุด 25.47 กก.-ม. ที่ 2,750 รอบต่อนาที
• ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 6 จังหวะ
• ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง
• ระบบบังคับเลี้ยว แร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า
• ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ ดับเบิลจ๊อยต์ พร้อมเหล็กกันโคลง
• ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง
• ระบบเบรกหน้า/หลัง ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน 4 ล้อ พร้อมเอบีเอส อีบีดี และบีเอ
• ผู้จำหน่าย บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด
• โทรศัพท์ 0-2305-8888
• เวบไซต์ www.bmw.co.th • |
|
| R E L A T E D - N E W S : |
| |
|
|
|
|
|
| |