 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 |
Monday, 11 July, 2011 0:11 AM |
|
 |
| |
|
| |
ความเคลื่อนไหวหลังสนามที่แล้ว เริ่มกันที่สเปคของเครื่องยนต์ใหม่ สำหรับฤดูกาล 2014 FIA ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะใช้เครื่อง V6 ความจุ 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ แทนที่เครื่อง V8 ความจุ 2.4 ลิตร ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ERS - energy recovery systems มาใช้แทน KERS - kinetic energy recovery systems ซึ่งยุครุ่งเรืองของเครื่องยนต์เทอร์โบจบลงในปี 1988 ไปพร้อมๆ กับ Alain Prost, Ayrton Senna และเครื่องยนต์ V6 ความจุ 1.5 ลิตรของ Honda ที่ซัพพอร์ทให้ McLaren จากนั้นในฤดูกาลถัดมา F1 จึงเริ่มใช้เครื่อง N/A ความจุ 3.5 ลิตร แทน
ส่วนฤดูกาล 2012 - 2013 Williams ตัดสินใจกลับมาใช้บริการเครื่องยนต์ของ Renault แทน Cosworth หลังจากที่เคยร่วมงานกันในช่วงปี 1989 - 1997 แต่ต้องรอข้อมูลชัดๆ กว่านี้ ว่าผลจะออกมาในรูปไหน เพราะตามกฏแต่ละผู้ผลิตสามารถซัพพอร์ทเครื่องยนต์ได้ไม่เกิน 3 ทีมต่อฤดูกาล ดังนั้นถ้ารวม Williams ไปอีกทีม ก็จะกลายเป็นเกินโควต้าไปทันที (ตอนนี้มี Red Bull, Lotus และ Renault เอง) ฝั่ง Red Bull แน่นอนว่ายังคงยิงยาวอยู่กับ Renault ไปจนถึงการต้อนรับเครื่องยนต์ใหม่ 1.6 ลิตร
สำหรับกฏใหม่ Off-throttle Blown Diffuser มีการผ่อนผันเล็กน้อย ให้แต่ละทีมที่ใช้เครื่องยนต์ของ Renault สามารถใช้ไอเสียขณะเบรคได้ โดยลิมิตไว้ที่ 10% |
| |
 |
| |
| • (ซ้าย) Martin Whitmarsh และ Christian Horner ในศึกทางเทคนิคกฏ 10% |
 |
| |
ก่อนรอบซ้อมจะเริ่มขึ้น ฝั่งที่ใช้เครื่องยนต์ของ Renault ร้องขอให้ใช้ได้ 50% และกลายเป็นเหตุร้อนระดับช้างชนช้าง ระหว่างทีมบอสส์ Martin Whitmarsh ของ McLaren และ Christian Horner ของ Red Bull ในห้องแถลงข่าวไปโดยปริยาย เหตุเพราะ Whitmarsh เห็นว่า หากยอมให้ใช้ได้ถึง 50% ยังคงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ฝั่งเครื่องยนต์ Renault เกินไป Christian Horner เลยแย้งว่า ถ้าเช่นนั้น ฝั่งเครื่องยนต์ Mercedes และเทคนิคที่ส่งผลคล้ายๆ กัน ที่เรียกว่า 'fired-overrun' เมื่อนักแข่งถอนเท้าจากคันเร่ง น้ำมันเชื้อเพลิงยังคงถูกฉีดอย่างต่อเนื่องเข้าไปจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ ซึ่งจะช่วยชดเชยการสูญเสียกำลังจากเอนจิ้นเบรค ก็ต้องถูกลิมิตไว้ด้วยเช่นกัน
ก็เล่นเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนกฏกลางสงคราม ปัญหาย่อมไม่จบลงง่ายๆ และ FIA ไม่มีทางทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้แน่นอน
รอบซ้อม วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม มีฝนตกลงมาตลอด บรรดาทีมต่างๆ ลงวิ่งด้วยยาง intermediate (ตัวหนังสือฟ้า) พร้อมดอกยางรีดน้ำลายแปลกตา รอบแรกเป็น Mark Webber ที่ทำเวลาได้ที่สุด 1:46.603 นาที ตามมาด้วย Michael Schumacher และ Rubens Barrichello รอบบ่ายเป็น Felipe Massa 1:49.967 นาที ตามมาด้วย Nico Rosberg และ Kamui Kobayashi |
| |
 |
| |
| • วันซ้อม Kamui Kobayashi ปีนเคิร์บหน้า Silverstone Wing แล้วหมุนไปฟาดกำแพงแบบเบาะๆ แต่ซ่อมทัน และไม่มีปัญหาอะไรในวันควอลิฟาย |
 |
| |
เสาร์ที่ 9 หลังจากผ่านเรื่องวุ่นๆ ของกฏ 10% Red Bull ยังคงทำเวลาได้ดีในช่วงเช้าซึ่งเป็นการซ้อมรอบสุดท้าย Vettel ทำเวลาได้ 1:31.401 นาที ตามด้วย Fernando Alonso และ Webber ส่วนของจริง เริ่มขึ้นในการควอลิฟายช่วงเย็น แม้ Christian Horner จะดูค่อนข้างน้อยใจกับกฏ 10% ทว่าในส่วนของนักขับเอง ทั้ง Sebastian Vettel และ Webber ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะทำสามารถทำเวลาควอลิฟายได้แบบ 1-2
Webber คว้าโพลฯ ได้ด้วยเวลา 1:30.399 นาที ตามมาด้วย Vettel 1:30.431 นาที ทั้งคู่ขับขับ 19 รอบเท่ากัน อันดับ 3-4 เป็นคู่หูจาก Ferrari โดย Alonso ทำเวลาได้ 1:32.986 นาที จากการขับ 20 รอบ Felipe Massa 1:31.124 นาที แต่เวลาที่ดีที่สุดมาจากการขับ 16 รอบเท่านั้น อันดับ 5 Jenson Button แห่ง McLaren 1:31.898 นาที ลงวิ่งทั้งหมด 21 รอบ
เจ้าถิ่นอย่าง Lewis Hamilton สตาร์ทสนามนี้ได้ไม่สวยนัก รอบซ้อมแรกในวันศุกร์ทำเวลาได้เป็นอันดับ 8 รอบซ้อม 2 ช่วงบ่ายทำเวลาได้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็นอันดับ 4 วันถัดมารอบซ้อม 3 รูดลงไปอยู่อันดับ 13 ส่วนผลควอลิฟาย Hamilton ได้ออกสตาร์ทในกริดที่ 10 ด้วยเวลา 1:32.376 นาที จากการขับ 20 รอบ |
| |
 |
| |
บริทิช กรังด์ปรีซ์ ณ สนาม Silverstone Circuit เมืองซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ทำการแข่งขันทั้งหมด 52 รอบสนาม จุดเปิดการใช้งาน DRS มีโซนเดียว คือหลังพ้นจากโค้งที่ 4 โดยมีจุดตรวจจับความเร็วก่อนถึงโค้งที่ 3 จุดสตาร์ทมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการเปิดการใช้งานคอมเพล็กซ์ pit and paddock ใหม่ The Silverstone Wing โดยจากเดิมจุดสตาร์ทจะอยู่ที่ระหว่างช่วงโค้ง 8-9 (เดิมโค้ง Corpse คือโค้ง 1) โยกมาเป็นหลังโค้ง Club และทำให้โค้ง Abbey กลายมาเป็นโค้ง 1 แทน
ในอดีตผู้ที่คว้าชัยชนะสนามนี้ได้มากที่สุดคือ Jim Clark และ Alian Prost ด้วยจำนวน 5 สนามเท่ากัน เวลาต่อรอบที่ดีที่สุดเป็นของ Fernando Alonso ในฤดูกาล 2010 ด้วยเวลา 1:30.874 นาที |
| |
 |
| |
| • โปรเฟสเซอร์ Charles Xavier ให้คำแนะนำ Sutil เกี่ยวกับการใช้พลังพิเศษอย่างสร้างสรรค์...(ไม่ใช่!) Patrick Stewart นักแสดงชื่อดังของอังกฤษ มาร่วมชมการแข่งขันนัดนี้ที่ Silverstone |
 |
| |
ท่ามกลางสนามที่ค่อนข้างชุ่มน้ำในวันแข่ง จังหวะที่ออกสตาร์ทนั่นเอง Vettel ชิงพุ่งขึ้นนำ Webber ทันที โดยมี Alonso รักษาตำแหน่งที่ 3 เอาไว้ได้ แต่ผู้ที่มุ่งมั่นกว่าใครคงเป็น Hamilton เพราะหลังจากผ่านไปเพียง 2 รอบ ก็ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ส่วน Massa ยังคงอยู่ในอันดับ 4 โดยมี Hamilton ตามหลังเพียง 1 วินาที
ผ่านไป 5 รอบสนาม ทีมงาน Mercedes เริ่มมองถึงการเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นยางแห้ง แต่ Schumacher บอกว่าสภาพสนามดูยังไม่เหมาะนัก ในรอบนี้ Button เปิดใช้งาน DRS และพุ่งผ่าน Di Resta จาก Force India กับ Kobayashi ทีเดียว 2 คันรวดขึ้นมาเป็นอันดับ 6 แต่เมื่อมองไปที่ตำแหน่งผู้นำ Vettel ทิ้ง Webber ไปถึง 7.4 วินาทีแล้ว และกว่าจะถึง Button เวลาก็ห่างไปถึง 20 วินาที
รอบที่ 10 Schumacher ปะทะกับ Kobayashi ทางด้านท้ายจน Kobayashi หมุน Kobayashi สามารถไปต่อได้ แต่ Schumacher จำต้องเข้าพิทเพราะความเสียหายของปีกหน้า ช่วงนี้บรรดานักแข่งเริ่มทยอยเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนเป็นยางแห้ง และหลังจากออกจากพิท Schumacher สามารถเซ็ทเวลาที่เร็วที่สุดในสนามได้ในรอบที่ 14 |
| |
 |
| |
| • คอมเพล็กซ์ Pit and Paddock ใหม่มูลค่า 27 ล้านปอนด์ The Silverstone Wing และจุดสตาร์ทใหม่ |
 |
| |
รอบที่ 15 Hamilton ซึ่งยังคงความดุดัน สามารถผ่าน Alonso ขึ้นไปอย่างเหนือชั้น ชิงลำดับที่ 3 ไปได้ แต่ยังตามหลัง Webber อยู่ 6 วินาที อันดับในช่วงนี้เปลี่ยนมาเป็น Vettel, Webber, Hamilton, Alonso, Button และ Massa ส่วนกลุ่มหลัง นับจากอันดับ 6 ลงไป เวลาเริ่มฉีกออกไปกว่า 20 วินาที โดยมี Di Resta นำ ตามด้วย Adrian Sutil, Nico Rosberg, Sergio Perez และ Kobayashi
Hamilton เซ็ทเวลาต่อรอบได้ต่ำกว่า 1.40 นาที เป็นคนแรกในรอบที่ 20 ลดระยะห่างของเขากับ Webber ลงได้อีกนิดเป็น 4 วินาที ทว่าปัญหาของเขาอยู่ที่การคอยป้องกัน Alonso ที่ไล่หลังอยู่ไม่ถึง 1 วินาที ในรอบเดียวกันนี้ Kobayashi โดนปรับเข้าพิทฟรี 10 วินาที เนื่องจากเหตุการณ์ในพิทที่เขาปะทะกับ Pastor Maldonado ของ Williams ในรอบที่ 14 และในรอบที่ 25 การแข่งขันของ Kobayashi ก็ต้องจบลง เมื่อเครื่องยนต์ของเขาโอเวอร์ฮีท และส่งควันขาวพวยพุ่งออกมาทางด้านท้ายของรถ
จุดเปลี่ยนอยู่ในรอบที่ 28 เมื่อ Vettel และ Alonso เข้าพิท Vettel เสียเวลาในพิทมากเกินไป เลยถูก Alonso ชิงแซงขึ้นไปในพิทนั่นเอง ทำให้ลำดับในช่วงนี้เปลี่ยนไปเป็น Alonso, Hamilton, Vettel, Webber, Button และ Massa
สถานการณ์พลิกเสียแล้ว ถ้า Vettel ต้องการตำแหน่งคืน นั่นหมายถึงเขาต้องผ่าน Hamilton ให้ได้เสียก่อน ซึ่งแน่นอนไม่ใช่เรื่องง่าย ยังดีที่เขาตามหลังไม่ถึง 1 วินาที แต่ Alonso นั้นทิ้ง Hamilton ไปถึง 6 วินาทีแล้ว และระหว่างที่ Hamilton กับ Vettel กำลังชิงลำดับ 2 กันอย่างดุเดือด เมื่อถึงรอบที่ 34 Alonso ก็เพิ่มช่องว่างไปถึง 10 วินาที
Vettel ทำได้ใกล้เคียงที่สุดในรอบที่ 36 กล้องออนบอร์ดโชว์ภาพการหาจังหวะแซงที่เกือบสำเร็จอย่างน่าเสียดาย Vettel ตัดสินใจเข้าพิท และเปลี่ยนยางซอฟท์ชุดใหม่ เสียเวลาไป 3.4 วินาที ก่อนจะออกมาอีกครั้งในลำดับที่ 6 จากนั้น Hamilton และ Webber จึงเข้าพิทบ้าง ส่วน Alonso เข้าพิทแบบสบายๆ เพราะนำอยู่เกิน 10 วินาทีแล้ว |
| |
 |
| |
รอบที่ 39 แฟน McLaren คงผิดหวังไม่น้อย เมื่อ Button เข้าพิทและออกมาเร็วเกินไป ทีมงานฝั่งล้อหน้าขวายังไม่ได้ยิงน๊อตล้อ ทำให้ล้อหน้าขวาเกือบหลุด หลังออกจากพิทไปไม่กี่อึดใจ เลยจำต้องถูกสั่งรีไทร์ไปเสียดื้อๆ (ตรงนี้ผู้เขียนก็ดูรีเพลย์ไม่ค่อยถนัด แต่เข้าใจว่ายังไม่ได้ใช้ปืนยิง... Button ได้รับสัญญาณให้ออกไปเสียก่อน)
ในรอบที่ 41 Alonso เซ็ทเวลาที่เร็วที่สุดต่อรอบในสนามนี้ด้วยเวลา 1:34.908 นาที แต่ยังไม่ดีพอจะทำลายสถิติตัวเองในปีที่แล้ว ส่วน Vettel สามารถผ่าน Hamilton ขึ้นไปจนได้ เสียแต่ว่าตามหลัง Alonso อยู่ถึง 14 วินาที ในขณะที่ Hamilton ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ถูกทีมงานเตือนให้เซฟน้ำมันไว้หน่อย ถ้าเขาอยากแข่งจนจบ นั่นถือเป็นข่าวดีของ Red Bull และ Webber ที่ตามหลังอยู่เพียง 2 วินาที เพราะ Hamilton จำต้องกังวลกับการกัน Webber แทน จนไม่อาจพุ่งเป้าไปที่ Vettel ได้
ผ่านไปอีกเพียง 4 รอบ Hamilton โดนย้ำเรื่องปริมาณน้ำมันอีกครั้ง ท้ายสุดก็ถูก Webber แซงไปจนได้ในช่วง DRS Zone รอบที่ 46 ถึงตอนนี้ การแข่งขันสนามนี้ก็งวดเต็มที อันดับหนึ่งยังคงเป็น Alonso ตามมาด้วย Vettel กับเวลาที่บวกไปถึง 17 วินาที ส่วน Webber ตามหลัง Vettel 4 วินาที |
| |
 |
| |
รอบสุดท้าย ถ้าไม่หมุนไม่ปัดไปเองเสียก่อน ยากที่ Vettel จะทวงอันดับ 1 คืนจาก Alonso ได้ การชิงอันดับ 2 จึงจำต้องเป็นของคู่หู Red Bull ไปโดยปริยาย Webber ลองพยายามแซง Vettel และมีจังหวะดีๆ หลายครั้ง แต่น่าเสียดาย ท้ายที่สุด Webber ถูกทีมงานสั่งให้รักษาระยะเอาไว้ เพราะอาจจะเกี่ยวกันเองเสียก่อน... ดีที่กฏ ทีม ออร์เดอร์ ถูกยกเลิกไปแล้ว
ทว่าคู่ที่ทำให้คนดู 'หวาดเสียว' จริงๆ เป็นการชิงอันดับ 4 ระหว่าง Hamilton และ Massa (คู่นี้อีกแล้ว) โดยในรอบสุดท้ายนั่นเอง Massa ซึ่งโดนกันอย่างมิดชิดมาโดยตลอด ติดสินใจขึ้นตีคู่บริเวณโค้ง 16 และเป็น Hamilton (อีกแล้ว) ที่เบียดส่ง Massa หลุดโค้งออกไป เดชะบุญที่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น Massa สามารถกลับเข้ามาในแทร็คได้ และอันดับไม่มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะ Rosberg ที่ตามมาเป็นอันดับ 6 ตามหลังอยู่ถึง 31 วินาที
จบการแข่งขัน Alonso สามารถพา Ferrari กำชัยแรกของฤดูกาลได้ในสนามนี้ ด้วยเวลา 1:28:41.196 ชั่วโมง อันดับ 2 Vettel ตามหลัง 16.5 วินาที อันดับ 3 Webber 16.9 วินาที (ถ้าไม่มีทีมออเดอร์เสียก่อน ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) อันดับ 4 Hamilton 28.9 วินาที ปิดท้ายท๊อปไฟฟ์ที่ Massa บวก 29 วินาที ฉิวเฉียดเหลือเกินคู่นี้ สรุปแล้ว...กฏ 10% Off-throttle Blown Diffuser ดูเหมือนจะส่งผลกระทบกับ Red Bull พอสมควร ไม่นับช่วงชิงจังหวะในพิทของ Alonso
Mercedes ทำผลงานในสนามนี้ได้ดีทีเดียว Rosberg จบการแข่งขันในลำดับที่ 6 Schumacher จบที่อันดับ 9 Sergio Perez พา Sauber จบที่อันดับ 7 Renault ก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย Nick Heidfeld จบการแข่งขันในลำดับ 8 ส่วน Vitaly Petrov จบที่อันดับ 12 ทีมที่โชคร้ายที่สุดคือ Lotus เพราะทั้ง Heikki Kovalainen และ Jarno Trulli ไม่จบการแข่งขัน เนื่องจากรถมีปัญหาตั้งแต่รอบที่ 2 และ 10 ตามลำดับ
สนามหน้า German GP วันที่ 22 - 24 กรกฎาคมที่ Nurburgring ครับ • |
| |
 |
| |
| ผลการแข่งขัน F1 2011 European GP |
| |
| Pos |
No |
Driver |
Team |
Laps |
Time/Retired |
Grid |
Pts |
| 1 |
5 |
Fernando Alonso |
Ferrari |
52 |
1:28:41.196 |
3 |
25 |
| 2 |
1 |
Sebastian Vettel |
RBR-Renault |
52 |
+16.5 secs |
2 |
18 |
| 3 |
2 |
Mark Webber |
RBR-Renault |
52 |
+16.9 secs |
1 |
15 |
| 4 |
3 |
Lewis Hamilton |
McLaren-Mercedes |
52 |
+28.9 secs |
10 |
12 |
| 5 |
6 |
Felipe Massa |
Ferrari |
52 |
+29.0 secs |
4 |
10 |
| 6 |
8 |
Nico Rosberg |
Mercedes |
52 |
+60.6 secs |
9 |
8 |
| 7 |
17 |
Sergio Perez |
Sauber-Ferrari |
52 |
+65.5 secs |
12 |
6 |
| 8 |
9 |
Nick Heidfeld |
Renault |
52 |
+75.5 secs |
16 |
4 |
| 9 |
7 |
Michael Schumacher |
Mercedes |
52 |
+77.9 secs |
13 |
2 |
| 10 |
19 |
Jaime Alguersuari |
STR-Ferrari |
52 |
+79.1 secs |
18 |
1 |
| 11 |
14 |
Adrian Sutil |
Force India-Mercedes |
52 |
+79.7 secs |
11 |
- |
| 12 |
10 |
Vitaly Petrov |
Renault |
52 |
+80.6 secs |
14 |
- |
| 13 |
11 |
Rubens Barrichello |
Williams-Cosworth |
51 |
+1 Lap |
15 |
- |
| 14 |
12 |
Pastor Maldonado |
Williams-Cosworth |
51 |
+1 Lap |
7 |
- |
| 15 |
15 |
Paul di Resta |
Force India-Mercedes |
51 |
+1 Lap |
6 |
- |
| 16 |
24 |
Timo Glock |
Virgin-Cosworth |
50 |
+2 Laps |
20 |
- |
| 17 |
25 |
Jerome d'Ambrosio |
Virgin-Cosworth |
50 |
+2 Laps |
22 |
- |
| 18 |
23 |
Vitantonio Liuzzi |
HRT-Cosworth |
50 |
+2 Laps |
23 |
- |
| 19 |
22 |
Daniel Ricciardo |
HRT-Cosworth |
49 |
+3 Laps |
24 |
- |
| Ret |
4 |
Jenson Button |
McLaren-Mercedes |
39 |
Wheel nut |
5 |
- |
| Ret |
18 |
Sebastien Buemi |
STR-Ferrari |
25 |
+27 Laps |
19 |
- |
| Ret |
16 |
Kamui Kobayashi |
Sauber-Ferrari |
23 |
+29 Laps |
8 |
- |
| Ret |
21 |
Jarno Trulli |
Lotus-Renault |
10 |
Oil leak |
21 |
- |
| Ret |
20 |
Heikki Kovalainen |
Lotus-Renault |
2 |
Gearbox |
17 |
- |
|
|
| |
 |
| |
| คะแนนสะสมประเภทนักขับ |
| |
|
| Pos |
Driver |
Nationality |
Team |
Points |
| 1 |
Sebastian Vettel |
German |
RBR-Renault |
204 |
| 2 |
Mark Webber |
Australian |
RBR-Renault |
124 |
| 3 |
Fernando Alonso |
Spanish |
Ferrari |
112 |
| 4 |
Lewis Hamilton |
British |
McLaren-Mercedes |
109 |
| 5 |
Jenson Button |
British |
McLaren-Mercedes |
109 |
| 6 |
Felipe Massa |
Brazilian |
Ferrari |
52 |
| 7 |
Nico Rosberg |
German |
Mercedes |
40 |
| 8 |
Nick Heidfeld |
German |
Renault |
34 |
| 9 |
Vitaly Petrov |
Russian |
Renault |
31 |
| 10 |
Michael Schumacher |
German |
Mercedes |
28 |
| 11 |
Kamui Kobayashi |
Japanese |
Sauber-Ferrari |
25 |
| 12 |
Adrian Sutil |
German |
Force India-Mercedes |
10 |
| 13 |
Jaime Alguersuari |
Spanish |
STR-Ferrari |
9 |
| 14 |
Sergio Perez |
Mexican |
Sauber-Ferrari |
8 |
| 15 |
Sebastien Buemi |
Swiss |
STR-Ferrari |
8 |
| 16 |
Rubens Barrichello |
Brazilian |
Williams-Cosworth |
4 |
| 17 |
Paul di Resta |
British |
Force India-Mercedes |
2 |
| 18 |
Pedro de la Rosa |
Spanish |
Sauber-Ferrari |
0 |
| 19 |
Jarno Trulli |
Italian |
Lotus-Renault |
0 |
| 20 |
Vitantonio Liuzzi |
Italian |
HRT-Cosworth |
0 |
| 21 |
Jerome d'Ambrosio |
Belgian |
Virgin-Cosworth |
0 |
| 22 |
Heikki Kovalainen |
Finnish |
Lotus-Renault |
0 |
| 23 |
Pastor Maldonado |
Venezuelan |
Williams-Cosworth |
0 |
| 24 |
Timo Glock |
German |
Virgin-Cosworth |
0 |
| 25 |
Narain Karthikeyan |
Indian |
HRT-Cosworth |
0 |
| 26 |
Daniel Ricciardo |
Australian |
HRT-Cosworth |
0 |
|
| |
 |
| |
| คะแนนสะสมประเภททีมผู้ผลิต |
| |
|
| Pos |
Team |
Points |
| 1 |
RBR-Renault |
328 |
| 2 |
McLaren-Mercedes |
218 |
| 3 |
Ferrari |
164 |
| 4 |
Mercedes |
68 |
| 5 |
Renault |
65 |
| 6 |
Sauber-Ferrari |
33 |
| 7 |
STR-Ferrari |
17 |
| 8 |
Force India-Mercedes |
12 |
| 9 |
Williams-Cosworth |
4 |
| 10 |
Lotus-Renault |
0 |
| 11 |
HRT-Cosworth |
0 |
| 12 |
Virgin-Cosworth |
0 |
|
| |