| |
 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 • ภาพจาก : lemans.org |
Monday, 13 June, 2011 0:49 AM |
|
 |
| |
|
| |
ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการแข่งขันทางเรียบกรังปรีซ์ เอนดูรานซ์ สุดมาราธอน 2011 เลอมังส์ 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 79 หรือ 24 Heures Du mans จัดขึ้นในวันที่ 11-12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ Circuit de la Sarthe ใกล้เมืองเลอ มังส์ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนการแข่งขัน ตัวเก็งในคลาสยักษ์ใหญ่ LMP1 หรือ Le Mans Prototype ยังคงเป็นแชมป์เก่าทีมโรงงานอย่าง Audi ซึ่งปีนี้มากับตัวแข่งรุ่นล่าสุด Audi R18 TDI เครื่องยนต์ 3.7 ลิตร V6 ดีเซล เทอร์โบ น้ำหนักตัว 900 กิโลกรัมเท่านั้น
การปล่อยตัวยังคงเหมือนเดิม คือแบบ Rolling Start หลังวอร์มอัพ 1 รอบ พร้อมกันทั้ง 4 คลาส คือ LMP1, LMP2, LM GTE Pro (Le Mans Grand Touring Endurance) และ LM GTE Am (Amature) จำนวนรถทั้งหมด 56 คัน และวันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันของ Audi อีกครั้ง เพราะทำได้ดีตั้งแต่รอบควอลิฟาย ด้วยการคว้าโพล 1-2 จาก Benoit Treluyer ด้วยเวลา 3:25.738 นาที ตามด้วยเพื่อนร่วมทีม Romain Dumas ซึ่งตามหลังอยู่เพียง 0.061 วินาที
LMP1
16 ชั่วโมงแห่งความโดดเดี่ยว
หลังการแข่งขันเริ่มขึ้นยังไม่พ้นชั่วโมงแรก Audi พบกับปัญหาไม่คาดคิด เมื่อ Allan McNish พยายามแซงกลุ่มรถคลาส GT ที่ช้ากว่าบริเวณโค้งดันลอป จังหวะซึ่งควรจะไม่มีอะไรนั้น ปรากฏว่า R18 หมายเลข 3 ถูก Ferrari 458 Italia จากคลาส GTE Pro กระแทกเข้าทางด้านข้าง ส่งผลให้ทั้งคู่หลุดแทร็คทันที Italia นั้นรอดมาแบบอาการเกือบครบ แต่รถของ McNish ซึ่งมีแรงส่งมาจากความเร็วที่มากกว่า พุ่งตรงไปกระแทกกำแพงยางอย่างรุนแรงจนรถกระจายเป็นชิ้นๆ เดชะบุญ ที่ตัว McNish และบรรดามาร์แชลกับช่างภาพบริเวณนั้น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บอะไร McNish ออกมาจากรถได้เองราวปาฏิหารย์ และถูกนำส่งไปยังเมดิคอล เซนเตอร์ทันที |
| |
|
| |
| • อุบัติเหตุแรกหลังการแข่งขันเริ่มขึ้นไม่ถึงชั่วโมง ส่งผลให้ R18 ของ Allan McNish ถึงกับกระจายเป็นชิ้นๆ |
 |
| |
วิบากกรรมของ Audi ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ Mike Rockenfeller หนึ่งในนักขับคันแชมป์เลอ มังส์ ปีที่แล้ว พยายามแซงรถในคลาส GTE Pro หมายเลข 71 ในช่วง Mulsanne Straight ซึ่งเป็นทางตรงที่ทำความเร็วได้สูงสุดในเลอ มังส์ อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นในราวชั่วโมงที่ 8 ของการแข่งขัน และก็เป็น Ferrari 458 iTalia อีกแล้ว ที่เบี่ยงขวามาสะกิดด้านข้างส่ง R18 คันที่ 2 อัดเข้ากับแบริเออร์อย่างรุนแรงจนกระจายเป็นชิ้นๆ
Rockenfeller สามารถออกมาจากซากรถได้เองอีกเหมือนกัน และถูกนำตัวไปตรวจเบื้องต้นที่เมดิคอล เซนเตอร์ จากนั้นจึงถูกนำตัวไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกที ล่าสุดตามข่าว Rockenfeller ไม่มีอาการบาดเจ็บหนัก แต่แพทย์สั่งให้รอดูอาการอีก 1 คืน |
| |
|
| |
| • อุบัติเหตุครั้งที่ 2 ของ Audi คู่กรณียังคงเป็น Ferrari ภาพจากกล้องในรถของ Rockenfeller จะเห็น Ferrari เบี่ยงเข้ามาเบียดจากทางด้านขวา ก่อนที่ R18 จะหมุน |
 |
| |
แม้จะเสียตัวแข่งรุ่นล่าสุดไปถึง 2 คัน ถึงกระนั้นไฮไลท์ของการแข่งขันในคลาสสูงสุด LMP1 ยังคงเป็น Audi และ Peugeot เหมือนเดิม โดย Peugeot ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วในปี 2009 กับการแย่งแชมป์จาก Audi มาครองเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ปีนี้มากับตัวแข่ง 908s เครื่องยนต์ดีเซลความจุ 3.7 ลิตร V12 HDi กำลัง 700 แรงม้า พร้อมแนวคิดเดิม Regenerative Braking หรือที่ Peugeot เรียกว่า Hybrid 4 ส่วนทีม Oreca ยังคงใช้ตัวแข่งเดิมในปี 2010 คือ 908 HDI-FAP เครื่องยนต์ดีเซลความจุ 5.5 ลิตร V12 ทวินเทอร์โบ ถ้ายังจำกันได้ ปีที่แล้วตัวแข่งของ Peugeot ต้องออกจากการแข่งขันทั้ง 3 คัน
เลยกลายเป็นว่าวันนี้ Peugeot ได้เปรียบอย่างมาก ตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทางของการแข่งขัน เพราะ Audi ต้องพึ่งความอดทนของทีม Andre Lotterer และ R18 คันสุดท้ายในสนาม ขณะที่ Peugeot มี 908s รุ่นใหม่ ไล่บดอยู่ถึง 3 คัน แถมยังมี 908 HDI-FAP ของทีม Oreca ปิดท้ายคอยชิงจังหวะอยู่อีกด้วย โดยในชั่วโมงที่ 18 - 20 Audi ต้องโดนกดดันอย่างหนัก จาก 908s 3 คัน และต้องไล่ตามอยู่นาน แต่ที่สุดในชั่วโมงที่ 21 Lotterer ก็สามารถขึ้นนำเหล่า Peugeot ทั้งหมดจนได้ |
| |
 |
| |
R18 ขึ้นนำ แต่ก็ต้องวิ่งข้ามคืนอย่างโดดเดี่ยวและอดทน ทั้งยังถูก 908s ไล่ตามอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะในช่วง 2 ชั่วโมงสุดท้าย ทีมงานในพิทแทบนั่งไม่ติด ที่สุดก็เป็น 'The Loner' Audi R18 หนึ่งเดียวที่เหลืออยู่บนแทร็ค เป็นผู้คว้าชัยเลอ มังส์ 2011 ไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยจำนวนรอบสนาม 355 รอบ โดยทีมนักขับ Marcel Fassler, Andre Lotterer และ Benoit Treluyer งานนี้ทีมบอสส์ของ Audi Dr. Wolfgang Ullrich ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปิติเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง
ทีม Peugeot 'ทั้งหมด' ตามมาเป็นอันดับ 2 ถึง 5 โดยคันแรกตามหลังเพียง 13 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ตามหลังห่างออกไปถึง 2 รอบสนาม อันดับ 4 ขยับไป 4 รอบสนาม และตัวแข่งจากปีที่แล้ว HDI-FAP ถูกทิ้งให้ตามหลังถึง 16 รอบสนาม มองในแง่ดี (มากๆ) ถือว่าตัวแข่งตัวใหม่ 908s ทำผลงานได้ดีกว่าตัวเดิมมาก และเบียด Audi ได้แบบใกล้เคียงความจริงเหลือเกิน เพราะ 13 วินาทีสำหรับเลอ มังส์ ถือว่าฉิวเฉียดสุดๆ
Aston Martin และตัวแข่ง AMR-One ที่มากับแนวคิดการดาวน์ไซส์เครื่องยนต์ เหลือแค่ 6 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ลดม้าจาก 600 เหลือ 540 แรงม้า จากปีที่แล้ว ทั้ง 2 คัน ทำได้ดีที่สุดด้วยจำนวนรอบ 307 และ 309 รอบ เท่านั้น ส่วนในคลาสเล็ก GTE Pro และ Am ตัวแข่ง Aston Martin Vantage ทั้ง 2 คันใน 2 คลาส ไม่จบการแข่งขันทั้งคู่ |
| |
 |
| |
LMP2
ชัยชนะของเครื่องยนต์สัญชาติญี่ปุ่น
คลาสนี้ชัยชนะตกเป็นของ Zytek Motorsport ที่จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับ Nismo พร้อมซัพพอร์ทเครื่องยนต์ Nissan 4.4 ลิตร V8 VK45DE ให้ ตัวแข่งปีนี้ขับโดย Karim Ojjeh, Tom Kimber-Smith และ Olivier Lombard ด้วยจำนวน 326 รอบสนาม ลำดับโอเวอร์ออลอยู่ที่ 8 ตามหลังผู้นำคลาสใหญ่ 29 รอบสนาม อันดับ 2 คือ Signatech กับเครื่องยนต์ของ Nissan อีกเช่นกัน โดยเป็นบล็อคเล็กลง 3.4 ลิตร V8 ซึ่งเข้าเส้นชัยตามหลัง 6 รอบสนาม
อันดับ 3 และ 4 ยังคงเป็นเครื่องยนต์จากผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น Level 5 Motorsport และ RML มากับเครื่องยนต์ของ HPD - Honda Performance Development ทั้งคู่ อันดับ 5 - 8 ใช้บริการเครื่องยนต์จาก BMW |
| |
 |
| |
LMGTE Pro - Am
ความสำเร็จอันงดงามของ Chevrolet
ในคลาส GTE Pro และ GTE Am การแข่งขันส่วนใหญ่เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง Chevrolet และ Ferrari ส่วน Porsche ที่ปีที่แล้วทำผลงานได้ดีเยี่ยมกับ Porsche 997 RSR ชนิดที่ว่าเวลารวมของทุกคลาสอยู่ในลำดับที่ 11 ปีนี้กลับทำผลงานได้ไม่ดีนัก ต้องไล่ตามทั้ง Chevrolet และ Ferrari อย่างหนัก ยังดีที่ในชั่วโมงสุดท้ายของคลาส Am Porsche 911 RSR สามารถเบียด Ferrari ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 กู้หน้าได้บ้าง
คลาส Pro Chevrolet ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วย Chevrolet Corvette C6 โดยทำผลงานได้ดีเยี่ยมตั้งแต่ชั่วโมงต้นๆ ขึ้นนำอยู่แทบจะตลอดการแข่งขัน Ferrari และตัวแข่ง 458 Italia ทำได้ดีที่สุดในช่วงชั่วโมงที่ 18 แต่ไม่ดีพอที่จะเป็นผู้นำได้นานนัก ถูก Chevrolet ชิงตำแหน่งคืนมาได้ในเวลาไม่นาน จบการแข่งขัน Corvette ที่ขับโดย Olivier Beretta, Tommy Milner และ Antonio Garcia เป็นผู้คว้าชัยด้วยด้วยจำนวน 314 รอบสนาม คะแนนโอเวอร์ออลเป็นอันดับที่ 11 ตามหลังผู้นำคลาส LMP1 อยู่ 41 รอบ
คลาสนี้ Ferrari ส่ง 458 Italia ลงถึง 6 คัน โดย 4 คันไม่จบการแข่งขัน 2 ใน 4 เป็นคู่กรณีที่ส่ง Audi ไปซัดกำแพงจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คันที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ตามหลังผู้นำ 2 นาที
BMW ปีนี้มากับตัวแข่ง BMW M3 GT สองคัน ทั้งคู่ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร แม้จะได้สัมผัสโพเดียม แต่ต้องตามหลังผู้นำอยู่ถึง 1 รอบสนาม โดยที่อีกคันแข่งขันไม่จบ |
| |
 |
| |
คลาส Am ยังคงเป็น Chevrolet ที่กำชัยชนะไว้ได้ด้วยจำนวน 302 รอบสนาม Corvette หมายเลข 50 คันนี้ขับโดยทีม Patrick Bornhauser, Julien Canal และ Gabriele Gardel ซึ่งนำโด่งมาตั้งแต่ชั่วโมงต้นๆ โดยมี Ferrari กับ F430 จำนวน 4 คัน ตามมาติดๆ และทำเวลาได้ดีมาตลอดจนถึงครึ่งทาง ก่อนจะทยอยกันออกจากการแข่งจนเหลือคันเดียวโดดๆ และแผ่วปลายจนถูก Porsche กับ Ford ชิงขึ้นนำ
Porsche ส่ง 911 RSR ลงคลาสนี้ 3 คัน และแข่งจบเพียง 1 คัน เป็นอันดับ 2 ตามหลังผู้นำ 1 รอบสนาม ส่วน Ford มากับ Ford GT เพียงหนึ่งเดียวโดดๆ เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 ตามหลังผู้นำอยู่ถึง 17 รอบสนาม ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร อย่างน้อยก็แข่งจนครบ 24 ชม. ได้ตำแหน่งโอเวอร์ออลลำดับที่ 26
สรุปแล้วปีนี้ รถแข่งทั้งหมด 56 คัน แข่งขันจบเพียง 28 คัน และชัยชนะของ Audi เป็นอีกหนึ่งครั้งที่แฟนๆ ของ Audi ต้องจดจำไปอีกนาน... ใครเป็นแฟนรายการ 24 ชั่วโมง เลอ มังส์ ถ้าพลาดการแข่งขันปีนี้ บอกได้เลยว่าเสียดายแทน...
แล้วพบกันอีกครั้งในปีหน้าครับ •
|
| |
 |
| |
| ผลการแข่งขัน Le mans 2011 |
| |
| Pos |
Class |
No |
Team Drivers |
Car |
Laps |
| 01 |
LMP1 |
02 |
Joest Marcel Fassler, Andre Lotterer, Benoit Treluyer |
Audi R18 TDI |
355 |
| 02 |
LMP1 |
09 |
Sebastien Bourdais, Simon Pagenaud, Pedro Lamy |
Peugeot 908 |
355 |
| 03 |
LMP1 |
08 |
Stephane Sarrazin, Franck Montagny, Nicolas Minassian |
Peugeot 908 |
353 |
| 04 |
LMP1 |
07 |
Anthony Davidson, Alexander Wurz, Marc Gene |
Peugeot 908 |
351 |
| 05 |
LMP1 |
10 |
Nicolas Lapierre, Loïc Duval, Olivier Panis |
Peugeot 908 HDi FAP |
339 |
| 06 |
LMP1 |
12 |
Nicolas Prost, Neel Jani, Jeroen Bleekemolen |
Lola B10/60 |
338 |
| 07 |
LMP1 |
22 |
Vanina Ickx, Bas Leinders, Maxime Martin |
Lola-Aston Martin B09/60 |
328 |
| 08 |
LMP2 |
41 |
Karim Ojjeh, Olivier Lombard, Tom Kimber-Smith |
Zytek Z11SN |
326 |
| 09 |
LMP2 |
26 |
Soheil Ayari, Franck Mailleux, Lucas Ordonez |
Oreca 03 D |
320 |
| 10 |
LMP2 |
33 |
Scott Tucker, Christophe Bouchut, Joao Barbosa |
Lola B08/80 |
319 |
| 11 |
LMGTE Pro |
73 |
Olivier Beretta, Tommy Milner, Antonio Garcia |
Corvette C6.R |
314 |
| 12 |
LMP2 |
36 |
Mike Newton, Ben Collins, Thomas Erdos |
HPD ARX-01d D |
314 |
| 13 |
LMGTE Pro |
51 |
Giancarlo Fisichella, Gianmaria Bruni, Toni Vilander |
Ferrari 458 GTC |
314 |
| 14 |
LMP2 |
49 |
Shinji Nakano, Nicolas de Crem, Jan Charouz |
OAK Pescarolo 01 |
313 |
| 15 |
LMGTE Pro |
56 |
Andy Priaulx, Dirk Muller, Joey Hand |
BMW M3 GT2 |
313 |
| 16 |
LMGTE Pro |
77 |
Marc Lieb, Wolf Henzler, Richard Lietz |
Porsche 997 GT3-RSR |
312 |
| 17 |
LMGTE Pro |
76 |
Matmut Raymond Narac, Patrick Pilet, Nicolas Armindo |
Porsche 997 GT3-RSR |
311 |
| 18 |
LMGTE Pro |
80 |
Jorg Bergmeister, Lucas Luhr, Patrick Long |
Porsche 997 GT3-RSR |
310 |
| 19 |
LMP2 |
40 |
Michel Frey, Ralph Meichtry, Marc Rostan |
Oreca 03 D |
304 |
| 20 |
LMGTE Am |
50 |
Patrick Bornhauser, Julien Canal, Gabriele Gardel |
Corvette C6.R |
302 |
| 21 |
LMGTE Am |
70 |
Christophe Bourret, Pascal Gibon, Jean-Philippe Belloc |
Porsche 997 GT3-RSR |
301 |
| 22 |
LMGTE Pro |
65 |
Jonathan Hirschi, Johnny Mowlem, James Rossiter |
Lotus Evora GTE |
295 |
| 23 |
LMGTE Pro |
75 |
Marc Goossens, Marco Holzer, Jaap van Lagen |
Porsche 997 GT3-RSR |
293 |
| 24 |
LMGTE Pro |
66 |
Rob Bell, Tim Sugden, Xavier Maassen |
Ferrari 458 GTC |
290 |
| 25 |
LMP2 |
35 |
Frederic Da Rocha, Patrice Lafargue, Andrea Barlesi |
OAK Pescarolo 01 |
288 |
| 26 |
LMGTE Am |
26 |
David Robertson, Andrea Robertson, David Murry |
Ford GT-R Mk. VII |
285 |
| 27 |
LMGTE Am |
83 |
Manuel Rodrigues, Jean-Marc Menehem, Nicolas Marroc |
Ferrari F430 GTE |
272 |
| 28 |
LMP2 |
44 |
Fabien Rosier, Phillipe Haezebrouck, Jean-Rene De Fournoux |
Norma M200P |
247 |
|
| |
|
|
|