 |
| |
|
Saturday, 19 February, 2011 0:19 AM
|
 |
| |
|
| |
มิวนิค: ปี 2011 เป็นปีที่ฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษของ แรลลี่ มอนติ คาร์โล (Rallye Automobile Monte-Carlo) ซึ่งเป็นรายการแข่งขันแรลลี่ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก ด้วยความหฤโหดของรายการที่ต้องขับผ่านเทือกเขาแอลป์ ที่เต็มไปด้วยเส้นทางภูเขาหิมะ ซึ่ง MINI ได้สร้างประวัติศาสตร์ของ MINI ในฐานะรถเล็กที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการพิชิตชัยในศึก แรลลี่ มอนติ คาร์โล ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันจากหลายทีม ที่มาพร้อมรถยนต์เปี่ยมสมรรถนะหลายร้อยแรงม้า
และศึก ‘ล้มยักษ์’ ในยุคทศวรรษที่ 1960 นี่เอง ที่ทำให้ชื่อเสียงของมินิโด่งดังก้องโลกมาจนทุกวันนี้
เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษของ แรลลี่ มอนติ คาร์โล ในปีนี้ Rauno Aaltonen เจ้าของฉายา ‘Rally Professor’ อดีตแชมป์โลกชาวฟินแลนด์ ผู้ซึ่งขับมินิเขย่าบัลลังก์ ‘ล้มยักษ์’ ในศึก แรลลี่ มอนติ คาร์โล ได้เข้าร่วมกับเหล่าบรรดาอดีตผู้เข้าร่วมแข่งขัน แรลลี่ มอนติคาร์โล และแฟนๆ ขับ มินิ ย้อนรอยรำลึกอดีต ซึ่งครั้งนี้ Rauno Aaltonen คู่กับ Helmut Artacker นักชาวออสเตรียได้ขับ Mini Cooper S คันเก่ง ร่วมกับบรรดารถคลาสสิกจากแฟนๆ ผู้เข้าร่วมการขับย้อนรอยรำลึกอดีตในโปรแกรม Rallye Monte Carlo Historique ครั้งนี้ |
| |
 |
| |
| • (ซ้าย) Rauno Aaltonen และ Helmut Artacker |
 |
| |
จุดเริ่มต้นของการขับย้อนรอยรำลึกอดีตในโปรแกรม แรลลี่ มอนติ คาร์โล เป็นไปตามธรรมเนียมในอดีต ที่รถที่เข้าร่วมแข่งขัน จะเริ่มต้นจากเมืองต่างๆ ขับผ่านสเตจพิเศษใน 5 เมืองหลัก ก่อนเข้าชิงชัยในสเตจสุดท้ายที่เมือง มอนติ คาร์โล โดยครั้งนี้ ทีม มินิ ได้โจทย์ให้เริ่มต้นจากเมือง มาร์ราเคช (Marrakech) ในประเทศโมรอคโค แล่นผ่านเส้นทางหฤโหดกว่า 2,600 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่เมือง มอนติ คาร์โล
อย่างไรก็ตาม โปรแกรม Rallye Monte Carlo Historique เป็นการขับย้อนรอยรำลึกอดีต มิใช่การขับเพื่อชิงชัย จึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนาน และไมตรีต่อกันและกันอย่างถ้วนหน้า Rauno Aaltonen ได้กล่าวว่า “บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยสนุกสนาน และเป็นมิตร โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นที่โมรอคโค ราวกับภาพยนตร์เรื่อง The Arabian Nights ขบวนของเรามีตำรวจนำขบวนผ่านเมืองต่างๆ ซึ่งชาวเมืองได้ออกมาต้อนรับอย่างเป็นมิตร” |
| |
 |
| |
“จากนั้นเราได้ขับเข้าสู่เมือง อัลเกเซราส (Algeciras) และเมือง อัลลิคันเต้ (Alicante) ก่อนขับเข้าสู่สเตจหฤโหดกว่า 30 ชั่วโมง ผ่านเมือง บาร์เซโลน่า (Barcelona) และเทือกเขา ไพเรนีส (Pyrenees) รวมถึงเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ เพื่อเข้าสู่เมือง มอนติ คาร์โล”
แม้ว่าทีม มินิ จะเริ่มต้นการเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ดูเหมือนผู้ชมจะตื่นเต้นไปพร้อมๆ กับทีมของ มินิ ด้วย ซึ่งนั่นทำให้ Rally Professor ต้องทำงานหนักแต่เช้า เพราะว่าแฟนๆ ต่างก็รุมเข้ามาขอลายเซ็นต์ ซึ่ง Rauno Aaltonen ได้พูดติดตลกว่า “สำหรับผม งานแจกลายเซ็นต์เป็นงานทื่ท้าทายทีเดียว เพราะว่าชื่อผมยาว แต่ผมก็ตั้งใจแจกลายเซ็นต์ให้กับแฟนๆ อย่างไม่ย่อท้อ” |
| |
 |
| |
ที่ บาร์เซโลน่า ทีม มินิ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมือง ก่อนที่จะต้องฟันฝ่ากับเส้นทางหฤโหดขึ้นภูเขาในบ่ายวันนั้น บนเทือกเขา ไพเรนีส เต็มไปด้วยหิมะปกคลุมหนาบนเส้นทางขึ้นภูเขาที่ลื่นและชัน รถหลายคันในขบวนต้องยอมแพ้ยกธงขาว ในขณะที่ Rally Professor พา มินิ คันเก่งสู้ต่อ เหมือนกับที่เขาฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆ นานา ในการแข่งขันจริงเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว
Rauno Aaltonen ได้อธิบายสภาพเส้นทางอันหฤโหดของบ่ายวันนั้นด้วยอารมณ์ขันว่า “ไม่ว่าผมเหยียบแป้นคันเร่ง หรือแป้นเบรก รถมันก็ไถลเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอยู่ดี ผมก็เลยได้พักสลับเท้าบ้าง เพราะว่าเหยียบอันไหนก็เหมือนกัน แต่ก็ยังโชคดีที่เส้นทางหิมะลื่นๆ มันไม่ค่อยยาวเท่าไหร่ คืนนั้นอากาศก็อุ่นขึ้น พร้อมกับท้องฟ้าปลอดโปร่ง เส้นทางลงเขาก็ไม่ค่อยโหดเท่าขาขึ้น ในที่สุดเราก็ถึง มอนติ คาร์โล อย่างปลอดภัย” |
| |
 |
| |
วันต่อมา บรรดาผู้เข้าร่วมรายการประวัติศาสตร์ Rallye Monte Carlo Historique ต่างก็นำรถยนต์ของตนมารวมกลุ่มกันที่ ถนนอัลเบิร์ตที่ 1 ใจกลางเมืองโมนาโค ซึ่งเป็นโอกาสแรกสำหรับรถทุกคันที่เข้าร่วมรายการได้มารวมตัวกัน ส่วนหนึ่งเริ่มจากที่เมือง มาร์ราเคช เหมือนทีม มินิ ในขณะทีมที่เหลือ เริ่มจากเมืองต่างๆ ทั่วยุโรปเหมือนในอดีต เช่น เมืองไรม์ (Reims) ในประเทศฝรั่งเศส, เมือง วอร์ซอว์ (Warsaw) ในประเทศโปแลนด์, เมือง บาร์เซโลน่า ในประเทศสเปน และเมือง กลาสโกลว์ (Glasgow) ในประเทศอังกฤษ ทั้งหมดรวมแล้ว 328 คัน ที่เข้าร่วมการเดินทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้
ก่อนสเตจสุดท้ายจะเริ่มขึ้น หิมะก็โปรยปรายลงมาอีกครั้ง ด้วยความสูงของหิมะกว่า 10 เซ็นติเมตร รถที่เข้าร่วมแข่งทั้งหลาย ต่างก็ไม่ได้เตรียมพร้อมใส่ยางที่มีปุ่มสำหรับวิ่งบนหิมะโดยเฉพาะ |
| |
 |
| |
Rauno Aaltonen เล่าถึงวันนั้นว่า “เราต่างก็ประคองรถผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าอย่างระมัดระวัง เพราะเราไม่ได้มาแข่งเพื่อชิงชัยเหมือนในอดีต เราต่างก็รักตัวเอง และรักรถเป็นชีวิตจิตใจ... ด้วยหิมะที่ตกลงมาอย่างหนักในตอนเช้า ทำให้สภาพบรรยากาศในตอนบ่าย เป็นทิวทัศน์ที่ดูแปลกตา แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ใน แรลลี่ มอนติ คาร์โล ทุกเขา ทุกโค้ง แตกต่างกันตามวาระและโอกาส ยากที่จะคาดเดาได้ ต้องใช้ทั้งฝีมือและทักษะ พร้อมกับสมาธิอันแน่วแน่มั่นคง”
อากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสดใส ฟ้าเปิดอีกครั้งในวันต่อมา ซึ่งนั่นทำให้นักขับต่างโล่งใจขึ้นเยอะ เส้นทางรอบเมือง วาลองซ์ (Valence) ในประเทศฝรั่งเศส ขึ้นชื่อเรื่องความโหด เต็มไปด้วยโค้งที่ท้าทาย โค้งแล้ว โค้งเล่า กว่า 350 กิโลเมตร ส่วนสุดท้ายของสเตจนี้ เป็นเส้นทางจากเมือง วาลองซ์ กลับเข้าสู่ มอนติ คาร์โล ซึ่งถือว่าโหดไม่แพ้กัน ทั้งยังมีเส้นทางขึ้นช่องเขา โคล์ เดอร์ ตูรินี (Col de Turini) ซึ่งเป็นเส้นทางเขาสูงบนเทือกเขาแอลป์ ต้องวิ่งในเวลากลางคืน และความหฤโหดในส่วนสุดท้ายนี้เอง ที่ได้กลายเป็นสมญานามคืนสุดท้ายของ แรลลี่ มอนติ คาร์โล ว่า ‘Night of the Long Knives’ |
| |
 |
| |
อดีตแชมป์แรลลี่มอนติคาร์โล Rauno Aaltonen ได้เล่าถึงทริปย้อนประวัติศาสตร์ครั้งนี้ว่า “หลายสิ่งหลายความรู้สึก ยังมีความคล้ายคลึงกับยุคทศวรรษที่ 1960 ทีเดียว แต่คราวนี้เราเพียงขับสนุกๆ ฉันท์มิตรรำลึกถึงอดีต ผมยังจำได้ดีว่า นอกจากความปราดเปรียว และความเบาของรถ มินิ แล้ว ความพร้อมของทีม มินิ ในสมัยนั้น เป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในการ ‘ล้มยักษ’ พิชิตศึก แรลลี่ มอนติ คาร์โล”
“สมัยนั้นยังไม่มีกฏข้อห้ามเรื่องความพิเศษของยาง เราใช้ยางที่มีหนามพิเศษกว่า 600 อันต่อเส้น สำหรับวิ่งบนหิมะที่แข็งตัวโดยเฉพาะ ทีม มินิ เตรียมยางพิเศษนี้กว่า 1,200 เส้นไว้ตามจุดต่างๆ สำหรับรถแข่ง 3 คันของเรา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมขับ มินิ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 1 ศตวรรษของ แรลลี่ มอนติ คาร์โล ครั้งนี้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้น คล้ายกับการได้พบเจอสหายเก่า ที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายสิบปี”
แล้วถ้าจินตนาการถึงการแข่งขัน มอนติ คาร์โล กับ MINI WRC จริงๆ ล่ะ?... Rauno กล่าวว่า “มันคงจะน่าตื่นเต้นจริงๆ” •
SOURCE: BMW GROUP THAILAND |
| |