ระบบคะแนนใหม่ 1-10 ได้แต้ม เพื่อให้การแข่งขันมีความเร้าใจขึ้น และเป็นการสนองตอบต่อจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นจาก 10 ทีมรถแข่ง 20 คันในปี 2009 มาเป็น 13 ทีมรถแข่ง 26 คัน ทำให้ FIA จำเป็นต้องปรับระบบการให้คะแนนใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003
จากเดิมในปี 2003 มีระบบการให้คะแนนที่มอบแต้มให้กับผู้ที่เข้าเส้นชัย หรือว่าได้รับการจัดอันดับหลังจบการแข่งขันโดยอยู่ในอันดับที่ 1-8 โดยแบ่งตามนี้ คือ 10-8-6-5-4-3-2-1 มาเป็นผู้ที่เข้าเส้นชัย หรือว่าได้รับการจัดอันดับหลังจบการแข่งขันโดยอยู่ในอันดับที่ 1-10 พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนการให้คะแนนมาเป็น 25-20-15-10-8-6-5-3-2-1
เลือกเอาจะทดสอบสนามหรืออุโมงค์ลม FIA ลดจำนวนการทดสอบแอโรไดนามิกของทีมแข่งในระหว่างฤดูการแข่งขัน จากเดิมอยู่ที่ 8 วันมาเป็น 6 วันเท่านั้น โดยที่แต่ละทีมมีออพชั่น คือ แลกการขับทดสอบในสนามกับการใช้อุโมงค์ลม โดยเงื่อนไขคือ 1 วันในการทดสอบที่สนาม จะแลกกับการใช้อุโมงค์ลมได้ 4 ชั่วโมง จะเหมาหมดก็ได้ คือ แลกทั้ง 6 วันก็ได้ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน หรือจะแลกแค่บางวันก็ได้
การควอลิฟาย-พื้นที่โรงรถเปลี่ยนใหม่ ยังแบ่งเป็น 3 ช่วงเหมือนเดิม แต่ด้วยทีมที่เยอะขึ้นก็เลยต้องเพิ่มจำนวนการในการตัดอันดับ คือ ในรอบแรกของการขับจะตัดเพิ่มจาก 5 คัน มาเป็น 8 คันสำหรับจัดอันดับ 26-19 และในรอบที่ 2 ก็จะเพิ่มเป็น 8 คันเท่ากันสำหรับจัดอันดับ 18-11 ส่วนในรอบที่ 3 จะเหลือ 10 คันเหมือนเดิม โดยระยะเวลาในการขับจับเวลาแต่ละช่วงยังเหมือนเดิม คือ 20 นาทีสำหรับช่วงแรก และช่วงที่ 2 และ 10 นาที สำหรับช่วงสุดท้าย
KERS ยังคลุมเครือ ในปีนี้ ระบบ KERS ยังเป็นในรูปแบบความสมัครใจของทีมที่ต้องการใช้งาน แต่สำหรับปี 2011 ระบบนี้จะมีการบังคับใช้กับทุกทีมอย่างเป็นทางแม้ว่าในตอนนี้ทาง FOTA จะยังไม่มีการลงคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งน้ำหนักต่ำสุดของตัวรถที่เพิ่มขึ้นอีก 15 กิโลกรัมก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมแข่งหันมาใช้ระบบ KERS กันมากขึ้น
สำหรับคันไหนที่ใช้ระบบ KERS ก็จะมีกฎออกมาควบคุมด้วย เช่น นักแข่งที่ใช้ระบบ KERS ก็สามารถใช้วาล์วแบบพิเศษ สำหรับควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกของล้อหลังได้ เพื่อให้ตัวรถทำงานอย่างสมดุลเมื่อระบบ KERS ทำงาน หรือการห้ามใช้ระบบ KERS เมื่อรถแล่นด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ส่วน Tyre Warmer หรือระบบอุ่นยางเพื่อให้มีอุณหภูมิที่พร้อมใช้งานถูกห้ามด้วยเหตุผลในเรื่องของการลดต้นทุน และสิ่งเดียวที่จะใช้ได้ในระหว่างการแข่งขัน คือ ผ้าคลุมยางที่เรียกว่า Blanket
เปลี่ยนเครื่องเกิน 8 บล็อกโดนลงโทษแน่ ในปีนี้มีการอนุญาตให้นักแข่งแต่ละคนใช้เครื่องยนต์ได้ไม่เกิน 8 บล็อกต่อปี แต่ถ้าเกิดใช้เกินขึ้นมา ก็จะโดนลงโทษด้วยการปรับ 10 อันดับในการออกจากสตาร์ทจากอันดับเดิม ที่ทำได้ในสนามที่ใช้เครื่องยนต์บล็อกที่ 9 ทันที แต่ถ้าเกิดขับโหดพังทีเดียว 2 เครื่องตั้งแต่วันซ้อม ก็จะโดนลด 10 อันดับในการออกจากสตาร์ทจากอันดับเดิมที่ทำได้ในสนามนั้นทันที และโดนลงโทษแบบเดียวกันนี้ในการแข่งขันสนามต่อไป ห้ามเติมน้ำมันระหว่างแข่ง มีการระบุอย่างชัดเจนถึงการห้ามเติมน้ำมันในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งนั่นหมายความว่า การเข้าพิตในระหว่างแข่งยังทำได้ แต่ก็เป็นแค่การเปลี่ยนยางเท่านั้น และในเมื่อห้ามมีการเติมน้ำมันในระหว่างแข่งขัน ตรงนี้ก็ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการยกเลิกกฎที่ห้ามรถแข่งเติมน้ำมัน หลังเสร็จสิ้นการควอลิฟาย และจะสามารถเติมน้ำมันได้อีกครั้ง ก็หลังจากการแข่งขันวันอาทิตย์ดำเนินไปแล้ว
น้ำมันเรื่องใหญ่ ส่งผลต่อเนื่องสู่ตัวรถ และตรงนี้ก็ยังส่งผลต่อเนื่องมายังกฎทางด้านเทคนิค และถือเป็นความท้าทายบรรดานักออกแบบรถแข่งรุ่นปี 2010 อย่างแท้จริง เพราะทีมส่วนใหญ่จะมีการขยายขนาดของถังน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากของรุ่นปี 2009 ถึงเกือบเท่าตัว ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวรถมีระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นจากรถแข่งรุ่นเดิมอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อย อันนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการออกแบบแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น เพราะในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ในปี 1998 ยุคที่ทีม สจ๊วต และ แอโรว์ ยังอยู่ อลัน เจนกินส์ และ จอห์น บาร์นาร์ด นักออกแบบของทีมทั้งสองย้ายอ่างน้ำมันเครื่องจากจุดปกติในรถแข่งทั่วไป ซึ่งอยู่ต่อจากเครื่องยนต์ก่อนถึงเสื้อเกียร์ (รูปซ้าย ลูกศรแดง) มาอยู่ในตำแหน่งใหม่ คือ ด้านหลังของค็อกพิต (รูปขวา ลูกศรแดง) ตรงนี้มีประโยชน์ตรงที่ตำแหน่งของอ่างน้ำมันเครื่องอยู่ใกล้จุดศูนย์ถ่วง หรือ CG ของตัวรถ และให้ประโยชน์ในด้านการกระจายน้ำหนัก แถมยังทำให้ตัวรถมีน้ำหนักลดลงเพราะว่าการใช้ท่อส่งน้ำมันที่สั้นกว่า ซึ่งนั่นคือ ตำแหน่งที่อ่างน้ำมันเครื่องอยู่ในรถแข่งมาจนถึงยุคปัจจุบัน และอาจจะเป็นจุดที่ก่อให้เกิดปัญหา ในกรณีของการขยายขนาดของถังน้ำมันเชื้อเพลิง