LT Bizzes News RT
50
 
Rule Change ขึ้นปีใหม่ กฎก็ต้องมีเปลี่ยน
ปลายเดือนมกราคม กฎการแข่งขัน 2010 มีอะไรเปลี่ยนไปแล้วบ้าง
800
Saturday, 23 January, 2010 11:52 AM
 
bullet aอย่างที่เคยนำเสนอเรื่องราวมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกฎการแข่งขัน F1 ในปี 2010 ซึ่งดูเหมือนว่าจากการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เป็นกติการในการแข่งขันนั้น จะส่งผลต่อเนื่องไปยังกฎทางด้านเทคนิค เกี่ยวกับการพัฒนาตัวรถด้วยเช่นกัน

bullet aก่อนที่การแข่งขันสนามแรกจะเริ่มขึ้นที่บาห์เรนในวันที่ 10 มีนาคมที่จะถึงนี้ เราลองมาดูกันว่า ถึง ณ ปลายเดือนมกราคม กฎการแข่งขันในปี 2010 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง •
 
 

ระบบคะแนนใหม่ 1-10 ได้แต้ม
bullet aเพื่อให้การแข่งขันมีความเร้าใจขึ้น และเป็นการสนองตอบต่อจำนวนทีมที่เพิ่มขึ้นจาก 10 ทีมรถแข่ง 20 คันในปี 2009 มาเป็น 13 ทีมรถแข่ง 26 คัน ทำให้ FIA จำเป็นต้องปรับระบบการให้คะแนนใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003

bullet aจากเดิมในปี 2003 มีระบบการให้คะแนนที่มอบแต้มให้กับผู้ที่เข้าเส้นชัย หรือว่าได้รับการจัดอันดับหลังจบการแข่งขันโดยอยู่ในอันดับที่ 1-8 โดยแบ่งตามนี้ คือ 10-8-6-5-4-3-2-1 มาเป็นผู้ที่เข้าเส้นชัย หรือว่าได้รับการจัดอันดับหลังจบการแข่งขันโดยอยู่ในอันดับที่ 1-10 พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนการให้คะแนนมาเป็น 25-20-15-10-8-6-5-3-2-1

bullet aโดยระบบการให้คะแนนใหม่นี้ ได้รับการรับรองจากทางสมาคมนักแข่งและกรรมสนามเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เลือกเอาจะทดสอบสนามหรืออุโมงค์ลม
bullet aFIA ลดจำนวนการทดสอบแอโรไดนามิกของทีมแข่งในระหว่างฤดูการแข่งขัน จากเดิมอยู่ที่ 8 วันมาเป็น 6 วันเท่านั้น  โดยที่แต่ละทีมมีออพชั่น คือ แลกการขับทดสอบในสนามกับการใช้อุโมงค์ลม โดยเงื่อนไขคือ 1 วันในการทดสอบที่สนาม จะแลกกับการใช้อุโมงค์ลมได้ 4 ชั่วโมง จะเหมาหมดก็ได้ คือ แลกทั้ง 6 วันก็ได้ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน หรือจะแลกแค่บางวันก็ได้

bullet aนอกจากนั้นในระหว่างการใช้อุโมงค์ลม หุ่นทดสอบของรถแข่งจะต้องมีสเกลหรือขนาดไม่เกิน 60% ของขนาดเต็มของรถแข่งที่ใช้งานจริง
 
F1 wind tunnel
 

การควอลิฟาย-พื้นที่โรงรถเปลี่ยนใหม่
bullet aยังแบ่งเป็น 3 ช่วงเหมือนเดิม แต่ด้วยทีมที่เยอะขึ้นก็เลยต้องเพิ่มจำนวนการในการตัดอันดับ คือ ในรอบแรกของการขับจะตัดเพิ่มจาก 5 คัน มาเป็น 8 คันสำหรับจัดอันดับ 26-19 และในรอบที่ 2 ก็จะเพิ่มเป็น 8 คันเท่ากันสำหรับจัดอันดับ 18-11 ส่วนในรอบที่ 3 จะเหลือ 10 คันเหมือนเดิม โดยระยะเวลาในการขับจับเวลาแต่ละช่วงยังเหมือนเดิม คือ 20 นาทีสำหรับช่วงแรก และช่วงที่ 2 และ 10 นาที สำหรับช่วงสุดท้าย

bullet aส่วนพื้นที่ของโรงจอดรถ หรือ Pit ของแต่ละทีม ก็จะมีการปันส่วนขนาดกันใหม่ คือ ทุกทีมจะได้พื้นที่เท่ากัน ไม่ว่าในปีก่อนหน้านั้นจะจบการแข่งขันโดยมีคะแนนสะสมในตารางผู้ผลิต หรือ Constructor อยู่ในอันดับที่เท่าไร ยกเว้นทีมที่เป็นแชมป์เท่านั้น ถึงจะได้พื้นที่มากกว่าใครเพื่อน
 
 

KERS ยังคลุมเครือ
bullet aในปีนี้ ระบบ KERS ยังเป็นในรูปแบบความสมัครใจของทีมที่ต้องการใช้งาน แต่สำหรับปี 2011 ระบบนี้จะมีการบังคับใช้กับทุกทีมอย่างเป็นทางแม้ว่าในตอนนี้ทาง FOTA จะยังไม่มีการลงคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งน้ำหนักต่ำสุดของตัวรถที่เพิ่มขึ้นอีก 15 กิโลกรัมก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมแข่งหันมาใช้ระบบ KERS กันมากขึ้น

bullet aสำหรับคันไหนที่ใช้ระบบ KERS ก็จะมีกฎออกมาควบคุมด้วย เช่น นักแข่งที่ใช้ระบบ KERS ก็สามารถใช้วาล์วแบบพิเศษ สำหรับควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกของล้อหลังได้ เพื่อให้ตัวรถทำงานอย่างสมดุลเมื่อระบบ KERS ทำงาน หรือการห้ามใช้ระบบ KERS เมื่อรถแล่นด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 
 
• VDO แสดงการทำงานของระบบ KERS ในรถแข่ง F1
 
KERS
 
• KERS ยังไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งในรถแข่งที่ใช้ระบบ KERS จะมีปุ่มกด อย่างรถแข่งของทีม BMW จะมีปุ่มที่เขียนว่าตัว K อยู่บนด้านซ้ายของพวงมาลัย
800

bullet aส่วน Tyre Warmer หรือระบบอุ่นยางเพื่อให้มีอุณหภูมิที่พร้อมใช้งานถูกห้ามด้วยเหตุผลในเรื่องของการลดต้นทุน และสิ่งเดียวที่จะใช้ได้ในระหว่างการแข่งขัน คือ ผ้าคลุมยางที่เรียกว่า Blanket

bullet aซึ่งกฎนี้เกือบจะถูกนำมาใช้ในปี 2009 แต่ทาง FIA โดนเสียงแย้งจากทางนักแข่งเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ก็เลยต้องยกเลิก และเปลี่ยนมาใช้ในปีนี้แทน
 
Tyre Warmer
 
• ในปีนี้มีการห้ามใช้อุปกรณ์อุ่นยาง ด้วยเหตุผลในเรื่องของการลดต้นทุน
800

เปลี่ยนเครื่องเกิน 8 บล็อกโดนลงโทษแน่
bullet aในปีนี้มีการอนุญาตให้นักแข่งแต่ละคนใช้เครื่องยนต์ได้ไม่เกิน 8 บล็อกต่อปี แต่ถ้าเกิดใช้เกินขึ้นมา ก็จะโดนลงโทษด้วยการปรับ 10 อันดับในการออกจากสตาร์ทจากอันดับเดิม ที่ทำได้ในสนามที่ใช้เครื่องยนต์บล็อกที่ 9 ทันที แต่ถ้าเกิดขับโหดพังทีเดียว 2 เครื่องตั้งแต่วันซ้อม ก็จะโดนลด 10 อันดับในการออกจากสตาร์ทจากอันดับเดิมที่ทำได้ในสนามนั้นทันที และโดนลงโทษแบบเดียวกันนี้ในการแข่งขันสนามต่อไป

ห้ามเติมน้ำมันระหว่างแข่ง
bullet aมีการระบุอย่างชัดเจนถึงการห้ามเติมน้ำมันในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งนั่นหมายความว่า การเข้าพิตในระหว่างแข่งยังทำได้ แต่ก็เป็นแค่การเปลี่ยนยางเท่านั้น และในเมื่อห้ามมีการเติมน้ำมันในระหว่างแข่งขัน ตรงนี้ก็ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการยกเลิกกฎที่ห้ามรถแข่งเติมน้ำมัน หลังเสร็จสิ้นการควอลิฟาย และจะสามารถเติมน้ำมันได้อีกครั้ง ก็หลังจากการแข่งขันวันอาทิตย์ดำเนินไปแล้ว

bullet aพูดง่ายๆ คือ ในกฎปี 2010 หลังควอลิฟายเสร็จ ทุกทีมสามารถเติมน้ำมันได้ จะเต็ม หรือว่าพอดีกับการใช้งานในสนาม อันนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการคำนวณ และความแม่นของเท้าขวาในการกดคันเร่งของนักแข่งแล้ว
 
Fuel
 

น้ำมันเรื่องใหญ่ ส่งผลต่อเนื่องสู่ตัวรถ
bullet aและตรงนี้ก็ยังส่งผลต่อเนื่องมายังกฎทางด้านเทคนิค และถือเป็นความท้าทายบรรดานักออกแบบรถแข่งรุ่นปี 2010 อย่างแท้จริง เพราะทีมส่วนใหญ่จะมีการขยายขนาดของถังน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากของรุ่นปี 2009 ถึงเกือบเท่าตัว ซึ่งนั่นจะทำให้ตัวรถมีระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นจากรถแข่งรุ่นเดิมอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อย อันนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือการออกแบบแล้ว

bullet aว่ากันว่าทางออกของเรื่องนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ การเลื่อนในส่วนค็อกพิทของตัวรถไปทางด้านหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือไม่ก็ออกแบบชุดเกียร์ใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกแบบไหน
 
F1 Fuel Tanks
 

bullet aอย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น เพราะในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ในปี 1998 ยุคที่ทีม สจ๊วต และ แอโรว์ ยังอยู่ อลัน เจนกินส์ และ จอห์น บาร์นาร์ด นักออกแบบของทีมทั้งสองย้ายอ่างน้ำมันเครื่องจากจุดปกติในรถแข่งทั่วไป ซึ่งอยู่ต่อจากเครื่องยนต์ก่อนถึงเสื้อเกียร์ (รูปซ้าย ลูกศรแดง) มาอยู่ในตำแหน่งใหม่ คือ ด้านหลังของค็อกพิต (รูปขวา ลูกศรแดง) ตรงนี้มีประโยชน์ตรงที่ตำแหน่งของอ่างน้ำมันเครื่องอยู่ใกล้จุดศูนย์ถ่วง หรือ CG ของตัวรถ และให้ประโยชน์ในด้านการกระจายน้ำหนัก แถมยังทำให้ตัวรถมีน้ำหนักลดลงเพราะว่าการใช้ท่อส่งน้ำมันที่สั้นกว่า ซึ่งนั่นคือ ตำแหน่งที่อ่างน้ำมันเครื่องอยู่ในรถแข่งมาจนถึงยุคปัจจุบัน และอาจจะเป็นจุดที่ก่อให้เกิดปัญหา ในกรณีของการขยายขนาดของถังน้ำมันเชื้อเพลิง

bullet aและนี่คืออีกปัญหาที่แต่ละทีมจะต้องเจอในการจัดเลย์เอาท์ของตัวรถใหม่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะโดยรวม
 
F1 Fuel Tanks
 
bullet aเมื่อมองจากด้านบนจะพบกับความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับปี 2010 (เบอร์ 4) มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ระยะฐานล้อของรถแข่งแต่ละคันคาดว่าน่าจะยาวขึ้นในระดับ 150 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2009 เสื้อเกียร์ (เบอร์ 5) ก็ถูกออกแบบให้สั้นลง
 
F1 Fuel Tanks
 
bullet aเมื่อมองจากทางด้านข้างจะเห็นความแตกต่างเช่นกัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงถูกเพิ่มขนาดจาก 120 ลิตรในปี 2009 มาเป็น 235 ลิตรสำหรับปี 2010 และจากความต้องการกระตุ้นให้แต่ละทีมใช้ระบบ KERS นั่นทำให้ FIA ต้องขยับน้ำหนักต่ำสุดของตัวรถจาก 605 กิโลกรัมมาเป็น 620 กิโลกรัม นอกจากนั้นในปี 2010 ยังห้ามใช้แผ่นปิดล้อซึ่งเคยเป็นแฟชั่นที่ฮิตในปี 2009  และในเมื่อการเข้าพิตไม่ต้องมีการเติมน้ำมัน ตัวเลขของเวลาในการทำงานของพิตครูว์น่าจะลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งจากเดิมเฉลี่ยที่ 7 วินาที แต่เข้าพิตเฉพาะเปลี่ยนยาง เวลาน่าจะต่ำกว่า 4 วินาที
 
F1 Fuel Tanks
 
bullet aเมื่อมองจากทางด้านหน้า รถแข่ง 2010 จะแตกต่างเพราะมีการกำหนดให้ใช้ยางหน้าซึ่งมีหน้ากว้างลดลงจากปี 2009 และตัวถังด้านท้ายก็มีขนาดกว้างขึ้น เพราะต้องรองรับกับขนาดถังน้ำมันที่กว้างขึ้น และจากการที่ยางหน้ามีหน้ากว้างลดลงจะส่งผลต่อการยึดเกาะ

bullet aซึ่งตรงนี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ FIA นำยางสลิกกลับมาใช้แทนที่ยาง Groove ตั้งแต่ปีที่แล้ว อีกทั้งจากการที่ยางหน้ามีหน้าแคบขึ้น จะทำให้ทีมงานที่ออกแบบเกี่ยวกับเรื่องแอโรไดนามิกของตัวรถต้องทำงานหนักขึ้น เพราะช่องว่างระหว่างแชสซีส์หรือตัวถังกับยางด้านในสุดของล้อหน้าจะมีความกว้างมากขึ้นกว่าเดิม
800
R E L A T E D - N E W S : ข่าวในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตที่เกี่ยวข้อง
 
MOTORSPORT : Round up F1 มกราคม 2010 : ตอนนี้ ใครทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร
MOTORSPORT : 2010 Formula One season เริ่มต้นปี 2010 กับความเคลื่อนไหวใน F1
MOTORSPORT : Honda HSV-010GT มาดูรายละเอียดแบบเต็มๆ กัน
800
allstat  
 
50
 
LB
   
 
RB