i want to believe
LT Bizzes News RT
50
 
เป็นไปตามคาด...บัตตันย้ายรวมพลที่แม็คลาเรน
800
Friday, 20 November, 2009 0:03 AM
 
00
 
bullet aแม้รอสส์ บรอว์น แห่งทีมบรอว์น จีพี จะออกมากล่าวว่า โอกาสที่ เจนสัน บัตตัน แชมป์โลก F1 คนล่าสุดจะอยู่กับทีมต่อไปในปี 2010 มีมากเกิน 90 % นั้น แต่ทว่าในอีก10 % ที่เหลือก็ไม่ใช่จะไม่มีโอกาสของการย้ายทีมเสียเลย เอาเป็นว่าแม้จะบอกว่าชัวร์ขนาด 99.99999% แต่อีก 0.00001% ที่เหลือก็ยังถือว่าเป็นโอกาสไม่ใช่หรือ และในที่สุดข่าวที่ว่าแม็คลาเรน จะกลายเป็นทีมที่มีนักแข่งอังกฤษพันธุ์แท้ ก็เป็นจริงจนได้ เมื่อจัดการดึงบัตตันเข้ามาเสริมทัพในตำแหน่งที่เป็นจุดบอดของทีม แทนที่ เฮียกกิ โควาไลเนน

bullet aลางร้ายของข่าวนี้มาเยือนตั้งแต่ก่อนหน้านี้เมื่อสัก 4-5 วันที่แล้ว เมื่อบัตตันออกเดินทางไปเยี่ยมโรงงานของแม็คลาเรน แม้จะสวมหมวกแก๊ปของทีมบรอว์น จีพี แต่ของอย่างนี้มันออกจะดูแหม่งๆ เพราะนอกจากการใช้เครื่องยนต์ของค่ายดาว 3 แฉกร่วมกันแล้ว ดูเหมือนไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่บัตตันจะต้องเดินทางไปเยี่ยมโรงงานถึง Working นอกจากการเจรจาเพื่อหาทีมใหมีที่ใหญ่กว่า

 
1
 
• ที่สุดก็ได้ร่วมงานกันสมใจอยากระหว่างเจนสัน บัตตัน (ขวา) และลูอิส แฮมิลตัน (ซ้าย) ในทีมแม็คลาเรน
 
bullet aแถมข่าวที่ริชาร์ด ก็อดดาร์ด ผู้จัดการส่วนตัวที่กล่าวในหนังสือพิมพ์ The Guardian ที่ว่า ‘ผมบอกตั้งหลายครั้งก่อนหน้าแล้วว่า บัตตันต้องการขับรถแข่งที่มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้เขาเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง เราได้พูดคุยกับบรอว์นสำหรับอนาคตในปี 2010 มานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัวสักที’

bullet aการประกาศว่าอยากหาทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์อาจจะดูดีในมุมมองของการประชาสัมพันธ์ ที่บางอย่างการพูดความจริง เป็นเรื่องที่สาธารณชนยอมรับไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้บัตตันต้องเดินหน้าออกจากบรอว์น จีพีที่ช่วยผลักดันจนถึงตำแหน่งแชมป์โลกนั้นก็เพราะการไม่ได้รับค่าเหนื่อยที่เขา (คิดว่าแชมป์โลก) ควรจะได้รับ

bullet aสมัยที่ยังรับเงินเดือนจากฮอนด้า แม้จะไม่ได้เป็นนักแข่งระดับ Big Name หัวแถว แต่บัตตันก็รับค่าเหนื่อยแพงเอาเรื่องเหมือนกัน เมื่อเปรียบเทียบกับดีกรีและสถิติในการแข่งขัน F1 กับนักแข่งที่มีประสบการณ์คนอื่น ซึ่งเขาแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย โดยเฉพาะสถิติในด้านชัยชนะ

bullet aแต่เมื่อฮอนด้าจมลงในปี 2008 และบรอว์นเข้ามากู้สถานการณ์ การลดค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่จำเป็น และถ้าบัตตันต้องการลงแข่งต่อ เขาก็จำเป็นที่จะต้องลดเงินด้วย จากเดิมที่รับ 5 ล้านปอนด์ หรือ 275 ล้านบาทต่อปีสมัยอยู่กับฮอนด้า ก็ลงมาอยู่ที่ 165 ล้านบาทในปี 2009 กับการสวมชุดนักแข่งสีขาวของบรอว์น จีพี
 
2
 
• แรกๆ ก็ออกแนวหวาน แต่หลังจากนั้น เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเฟอร์นันโด อลองโซ่ (ซ้าย) กับแฮมิลตันก็รุนแรงเรื่อยๆ
 
3
 
• การที่บัตตันย้ายทีมถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะเขาต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมการทำงานที่ต่างออกไป และที่สำคัญคือ การไม่ได้รับการยอมรับหรือนับถือจากทีมงานของแม็คลาเรน (จนกว่าจะทำให้เห็น) เหมือนกับสมัยที่อยู่ในทีมบรอว์น จีพี
 
bullet aและเมื่อมีตำแหน่งแชมป์โลกปี 2009 มาเป็นเครื่องหมายเพิ่มมูลค่าในด้านค่าตัว ทีมเล็กๆ อย่างบรอว์น จีพี คงต้องหาเงินกันหัวหมุน มาจ่ายเป็นค่าตัวของเขา เพราะว่ากันว่าบัตตันเรียกร้องค่าเหนื่อยต่อปีในระดับ 6 ล้านปอนด์ หรือ 330 ล้านบาท ซึ่งมันก็สมควรกับความเป็นแชมป์โลกของเขา แต่อาจจะไม่เหมาะกับทีมที่เพิ่งตั้งไข่ และมีสถานการณ์เงินที่ไม่มั่นคงอย่างบรอว์น จีพี และการเดินหน้าเข้าสู่ทีมใหญ่เท่านั้น คือทางออกเดียวที่จะตอบสนองความต้องการทั้งในเรื่องเงินและกล่องของเขาได้อย่างลงตัว

bullet aสำหรับบัตตันการเข้าร่วมกับทีมแม็คลาเรนไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะในปี 1998 ในปีที่เขาเป็นนักแข่งดาวรุ่งและได้รับรางวัล McLaren Autosport BRDC Young Driver Award ที่จัดโดยหนังสือ Autosport  แห่งอังกฤษ เขาก็ได้รับเชิญให้ไปขับทดสอบรถแข่งของทีมแม็คลาเรนด้วย ในฐานะส่วนหนึ่งของรางวัลนี้

bullet aและเรื่องเล่าที่ออกแนวว่า ‘โลกมันกลม’ คือ ระหว่างที่เขาขับทดสอบและนำรถแข่งเข้ามาที่พิตเลย บัตตันได้มีโอกาสพบกับนักข่าวและก็รอสส์ บรอว์น ซึ่งบรอว์นกล่าวกับบัตตันว่า ‘ผมหวังว่าจะได้เห็นคุณอีกนะ’ และบัตตันก็กลับมาว่า ‘แน่นอน คุณจะได้เห็นผมแน่’

bullet aแม้จะไม่ได้ระบุว่าจะเจอกับบรอว์น หรือแม็คลาเรน แต่เรื่องนี้ก็เป็นจริงทั้ง 2 แง่ คือ บรอว์นได้เจอกับบัตตัน เมื่อฮอนด้าดึงตัวบรอว์นเข้ามาพัฒนาทีมในปี 2008 และในอีกแง่ที่เป็นจริงคือ บัตตันได้มาเจอกับทีมแม็คลาเรนอย่างที่เขาพูดเอาไว้
 
4
 
• ครั้งสุดท้ายที่แม็คลาเรนกลายเป็นจุดรวมแชมป์โลกคือ ในปี 1988-1989 ในยุคของไอร์ตัน เซนน่า (ซ้าย) และอแลง พรอสต์ (ขวา) แม้แม็คลาเรนจะยิ่งใหญ่ และนักแข่งทั้ง 2 สามารถคว้าแชมป์โลกในปีที่ตัวเองในทีมแม็คลาเรน แต่ในเรื่องความสัมพันธ์ในทีมกลับแย่มาก
 
5
 
• (ซ้าย) ภาพประวัติศาสตร์ การชนกันในรอบที่ 46 ของรายการเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ที่สนามซึซึกะระหว่างพรอสต์ และเซนน่า แสดงให้เห็นถึงการขับเคี่ยวอย่างดุดันจนบางทีภาพรวมของทีมอาจได้รับผลกระทบ (ขวา) ภาพล้อเลียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าเฟอร์นันโด อลองโซ่ และลูอิส แฮมิลตันในปี 2007
 
bullet aอย่างไรก็ตามงานนี้มีเรื่องที่น่ากลัวที่หลายคนหวั่นๆ ตามมา และเรื่องตรงนี้เคยฝากรอยด่างเอาไว้ในวงการ F1 และตัวทีมแม็คลาเรนด้วย นั่นคือ การนำเสือ 2 ตัวเข้ามาอยู่ในถ้ำเดียวกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นก็คงเป็นในปี 1988-1989 สมัยที่อแลง พรอสต์อยู่กับไอร์ตัน เซนน่า ซึ่งผลจบลงโดยที่ทั้งคู่ร่วมงานกันได้เพียง 2 ปี และฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดคือ การที่รถแข่งของทั้งคู่ชนกันในรายการเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ ซึ่งในปีต่อมาพรอสต์ย้ายทีมออกไปอยู่กับเฟอร์รารี่หลังจากที่คว้าแชมป์โลกในปี 1989

bullet aการขับเคี่ยวกันระหว่างเสือ 2 ตัว บางทีอาจจะดีถ้าผู้ควบคุมทีมมีบารมีมากพอที่จะกำราบอยู่ แต่ถ้าทำไม่ได้ ผลตอบแทนอาจจะคือความบรรลัยก็เป็นได้ และหลายฝ่ายกลัวเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคของแม็คลาเรนที่มีมาร์ติน วิทช์มาร์ชคุมอยู่ ซึ่งเขายังมีบารมีไม่แก่กล้าพอเหมือนกับที่รอน เดนนิสมี

bullet aส่วนในยุคที่เพิ่งเกิดขึ้น แม้ในปี 2007 แฮมิลตันยังไม่ได้เป็นแชมป์โลก แต่การเข้ามาของเฟอร์นันโด อลองโซ่ แชมป์โลก 2 สมัย ก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไม่น้อย เพราะอีกคนคือเด็กปั้นที่เป็นลูกรัก ส่วนอีกคนคือ แชมป์โลก 2 สมัย แต่กลับมาสถานะในทีมเหมือนกับลูกเมียน้อย ผลก็คือ ทั้งคู่ระหองระแหงกันจนมีเรื่องกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง...ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในทำนองนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า และผลในปีนั้นคือ แม็คลาเรนชวดแชมป์โลก เพราะโดนคิมิ ไรก์โคเนน และเฟอร์ราซี่ซิวแชมป์โลกทั้ง 2 ส่วนไปครอง

bullet aการย้ายทีมของบัตตันแน่นอนว่าจะต้องมีเสียงวิจารณ์ตามมา และเซอร์ แจ็คกี้ สจ๊วต แชมป์โลกชื่อดัง3 สมัยในระหว่างปี 1969-1973 และอดีตเจ้าของทีมสจ๊วต เรซิ่ง ให้ความเห็นว่า การย้ายทีมในครั้งนี้ของบัตตันถือเป็นการตัดสินใจที่ผิด
 
 
 
• ภาพเหตุการณ์ในรอบที่ 46 ในรายการเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ 1989  ซึ่งเป็นการชนกันระหว่างพรอสต์กับเซนน่า ที่อยู่กับทีมแม็คลาเรน และรถแข่งของเซนน่าสตาร์ทติดขึ้นมา และขับเข้าพิตจนกระทั่งเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายได้ และลงแข่งขันต่อ จนกระทั่งกลับมาเป็นผู้ชนะ แต่สุดท้ายเขาก็โดนลงโทษโดยทาง FIA
 
 
• เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮังกาเรี่ยน กรังด์ปรีซ์ 2007 ถือเป็นจุดปะทะเดือดกันระหว่างอลองโซ่ กับแฮมิลตัน และหลังจากการจบการแข่งขันในสนามนี้ ทำให้แม็คลาเรนประกาศว่า อลองโซ่สามารถย้ายทีมได้เลย หากต้องการ ทั้งที่เขามีสัญญาอยู่กับทีมถึงปี 2009
 
bullet a‘บัตตันอยู่กับทีมนี้มาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น B.A.R. รวมแล้วก็ 6 ปี จนน่าจะเรียกว่าเป็นทีมของเขาเอง แต่การย้ายมาอยู่ในทีมแม็คลาเรนที่แฮมิลตันอยู่มานานถึง 3 ปี และยังมีดีกรีเป็นแชมป์โลกเหมือนกัน น่าจะทำให้เขาอยู่ในสถานะที่ลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานร่วมกับทีมงานเพื่อปรับแต่งรถแข่งให้ตรงกับความต้องการของเขา ซึ่งตรงนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะปรับจูนกันลงตัว และเหตุการณ์อาจคล้ายกับที่เกิดขึ้นกับอลองโซ่ก็ได้’

bullet a‘ผมคิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ผิดของบัตตัน ถ้าผมเป็นบัตตัน ผมคงเลือกที่จะเจรจาและหาสัญญาที่ลงตัวที่สุดเพื่ออยู่กับบรอว์น จีพีต่อไป เพราะผมรู้จักวัฒนธรรมการทำงานของพวกเขาแบบว่ามองตาแล้วรู้ใจ แถมยังได้รับการนับถือจากรอสส์ บรอว์น และทีมช่าง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องย้ายไปอยู่กับแม็คลาเรน สถานะตรงนี้จะแตกต่างออกไป เพราะทีมแม็คลาเรนก็มีวัฒนธรรมในการทำงานของตัวเอง ซึ่งตัวบัตตันเองก็อาจจะไม่เคยเจอมาก่อน และเขาต้องทำงานหรือขับรถตามรูปแบบที่ควรจะเป็นตามคำสั่งของทีม ไม่สามารถใช้อารมณ์หรือมีอิสระในการทำงานเหมือนกับที่เคยอยู่กับบรอว์น จีพี’ สจ๊วตกล่าวทิ้งท้าย

bullet aก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า บทสรุปสุดท้ายของบัตตันจะเหมือนกับชะตากรรมที่อลองโซ่เจอมาหรือไม่
 
800
RELATED NEWS :
 
F-1 NEWS : Jean Todt กับบทบาทใหม่ใน FIA
 
800
50
 
LB
allstat
Watch this
RB