i want to believe
LT Bizzes News RT
50
 
แชมป์โลก F1 คนใหม่ กับแชมป์ WRC จะมาลุย F1
800
Thursday, 29 October, 2009 1:14 AM
 
 
bullet aความเคลื่อนไหวของแวดวงมอเตอร์สปอร์ต ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ คงหนีไม่พ้นการได้ข้อสรุปในเรื่องที่ว่า ใครได้เป็นแชมป์โลกในรายการไหนกันบ้าง โดยทั้งการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน และ แรลลี่โลก หรือ WRC ที่อยู่ในความสนใจของคนไทย ต่างก็ทราบกันไปแล้วว่าใครคือแชมป์โลก

bullet aมาที่รายการ F1 กันก่อน แชมป์โลกทั้งประเภทนักแข่งและทีมผู้ผลิตตกเป็นของอังกฤษ โดย เจนสัน บัตตัน คว้าแชมป์ในประเภทนักแข่ง และตัวเขากับเพื่อนร่วมทีมอย่าง รูเบนส์ บ าร์ริคเคลโล่ ช่วยกันโกยคะแนนและผลักดันให้ทีมน้องใหม่อย่าง บรอว์น จีพี ขยับขึ้นมาคว้าแชมป์โลกประเภททีมผู้ผลิต

bullet aตรงนี้หลายคนบอกว่า น่าเสียใจแทน ฮอนด้า เพราะถ้าฮอนด้าไม่ถอดใจออกจากการแข่งขัน F1 และยังฝืนลงแข่งเหมือนกับที่โตโยต้าทำ พวกเขาอาจไปถึงแชมป์โลกตามที่ฝันเอาไว้ เพราะการเข้ามาของ รอสส์ บรอว์น ในปลายปี 2007 นั้น บรอว์นยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เลย

 
 

bullet aเนื่องจากในช่วงนั้น เขาเข้ามาร่วมทีมในเดือนพฤศจิกายน และโปรเจ็กต์การพัฒนารถแข่ง F1 สำหรับปี 2008 ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว หน้าที่ของบรอว์นก็คือการแก้ปัญหาในการแข่งขันปี 2008 และพัฒนารถแข่งสำหรับปี 2009 แต่ฮอนด้าประกาศถอนทีมในเดือนธันวาคม 2008 เขาก็เลยอดนำผลงานที่ตัวเองปั้นมากับมือลงแข่งในปี 2009 ภายใต้ชื่อทีมฮอนด้า แต่หันไปเทคโอเวอร์ทีมฮอนด้าเดิมและจับมือกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการลุย F1 ปี 2009 เพื่อลงแข่งภายใต้ชื่อ บรอว์น จีพี

bullet aตรงนี้อีกหลายคนให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นทีมฮอนด้าเอง บรอว์นอาจไปไม่ถึงดวงดาวก็ได้ เพราะเครื่องยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นชื่อในเรื่องสมรรถนะและความทนทานอยู่แล้ว

bullet aก็ว่ากันไป ซึ่งจะว่าไปแล้วก็พอมีส่วนบ้าง เพราะอย่าง ฟอร์ซ อินเดีย ซึ่งใช้เครื่องยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เหมือนกันก็มีผลงานดีขึ้นผิดหูผิดตาจากปี 2008 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ของเฟอร์รารี่ และดีอย่างไม่น่าเชื่ออีก 1 สนาม โดยสามารถคว้าโพล โพซิชั่นในการออกสตาร์ท และจบการแข่งขันรายการเบลเยี่ยม กรังด์ปรีซ์ในอันดับที่ 2

 
4
 

bullet aแต่บางคนก็มองว่า บรอว์น จีพีโชคดีที่เข้ามาในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเรื่องกฎการแข่งขันพอดี โดยเฉพาะเรื่องในเชิงวิศวกรรม เช่น ยาง Slick และสปอยเลอร์หลังแบบใหม่ อีกทั้งทีมใหญ่ๆ ยังมองระยะยาวไปที่การพัฒนาระบบ KERS ซึ่งในปีนี้ยังไม่มีการบังคับใช้กันทุกทีมในปี 2009 แต่จะบังคับใช้ในอีก 2 ปีถัดไป ก็เลยใช้สนามแข่งปี 2009 ในการทดสอบก่อน ผลงานก็เลยออกมาดีบ้างแย่บ้าง ทำให้ทีมระดับรองๆ สามารถขยับขึ้นมาและไล่บี้ได้อย่างสูสี

bullet aกลับมาที่บัตตันกันต่อ การคว้าแชมป์โลกของเขาถือเป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นนักแข่ง F1 ที่เริ่มต้นกับทีมวิลเลี่ยมส์ ใช้เครื่องยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ในปี 2000 ตอนนั้น สื่อมวลชนของอังกฤษ พากันตั้งความหวังกับเขาเอาไว้มาก ว่าจะเป็นนักแข่งดาวรุ่งที่สามารถพาแชมป์โลกกลับมาสู่อังกฤษได้ หลังจากที่ เดมอน ฮิลล์ เป็นคนอังกฤษแท้ๆ คนสุดท้ายที่ทำได้ในปี 1996

 
2
 

bullet aแต่ดูเหมือนว่า F1 จะยิ่งใหญ่กว่า การแข่งขันแบบล้อเปิดที่นั่งเดี่ยว ซึ่งเขากวาดรางวัลเป็นว่าเล่น บัตตันกลายเป็นนักแข่งพเนจรคนหนึ่งของวงการ เพราะหลังไม่สามารถแจ้งเกิดได้กับวิลเลี่ยมส์ ก็โดนโยนไปให้กับทีม เบเนตตอง (ในตอนนั้น) ยืมตัวอยู่ 1 ซีซั่นก่อนย้ายขาดไปร่วมทีมในปี 2002 แบบเต็มตัว ในยุคที่เบเนตตองขายทีมให้กับ เรโนลต์ แต่ในปี 2003 เขาก็ต้องย้ายทีมอีกครั้งมาอยู่กับ B.A.R. เพราะการเข้ามาของ เฟอร์นันโด อลองโซ่ เด็กปั้นของ ฟลาวิโอ เบรียโตเร บอสส์ใหญ่ของทีมเรโนลต์ ที่ถูกดันให้เป็นนักแข่งเต็มตัวหลังจากอยู่ในฐานะ Test Driver มาเป็นนักแข่งเต็มตัว

bullet aบัตตันอยู่กับฮอนด้าในยุคของ B.A.R. จนมาถึงการเทคโอเวอร์เต็มตัวของฮอนด้าในปี 2006 และก็ร่วมหัวจมท้ายกับทีมต่อไป แม้ว่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อ บรอว์น จีพี โดยถึงกับยอมหั่นค่าเหนื่อยของตัวเอง และพวกเขาก็สร้างปาฏิหาริย์ในวงการ F1 ทันทีเมื่อลงแข่งสนามแรกที่ออสเตรเลีย เมื่อคว้าโพล โพซิชั่น และรถแข่งอีกคันออกสตาร์ทในอันดับ 2 ก่อนที่จะจบการแข่งขันในอันดับ 1-2 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับจากปี 1954 ที่ทีมน้องใหม่สามารถทำผลงานแบบเพอร์เฟ็คต์เช่นนี้ โดยผลงานในครั้งนั้น เป็นของเมอร์เซเดสในรายการนัดเปิดสนามของปีที่เฟรนช์ กรังด์ปรีซ์

bullet aในปีนี้บัตตันคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์มาครองถึง 6 สนาม และทุกครั้งที่ลงแข่งจะมีคะแนนติดมือกลับมามากบ้างน้อยมาก โดยที่ออกจากการแข่งขันเพียงสนามเดียวในรายการที่เบลเยี่ยม ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2008 เขาออกจากการแข่งขันถึง 4 สนาม และจบการแข่งขันโดยมีคะแนนติดมือกลับมาเพียงแค่ 1 สนามเท่านั้นเอง

bullet aเรื่องที่น่าสนใจสำหรับการคว้าแชมป์โลก F1 ของบัตตันคือ เขาเป็นนักแข่งที่ลงแข่งขันรายการกรังด์ปรีซ์มากสนามที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ F1 ก่อนที่จะคว้าแชมป์โลกประเภทนักแข่ง โดยบัตตันต้องลงแข่งมากถึง 169 สนาม หรือรวมแล้ว 9 ปี ถึงจะบรรลุจุดสูงสุดในอาชีพในปีที่ 10

 
 

bullet aขณะที่แชมป์โลกที่ผ่านๆ มา มักประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะเป็น มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ที่คว้าแชมป์หลังลงแข่งเพียง 3 ปีเศษๆ หรือ เฟอร์นันโด อลองโซ่ และ ลูอิส แฮมิลตัน ที่ลงแข่งเพียง 3 ปี และ 2 ปีตามลำดับ ส่วน คิมิ ไรก์โคเนน และ มิก้า ฮักคิเนน ก็นานหน่อย 6 และ 7 ปีตามลำดับ

bullet aส่วนเจ้าของสถิตินี้คือ ไนเจล แมนเซลล์ เพื่อนร่วมชาติของบัตตัน ซึ่งนักแข่งหนวดหินคว้าแชมป์โลกครั้งแรกของตัวเองในปี 1992 หลังเสร็จสิ้นรายการที่ฮังการี และเมื่อนับรวมจำนวนสนามที่ลงแข่งแล้วมีตัวเลขอยู่ที่ 176 สนาม

bullet aการคว้าแชมป์โลกของบัตตัน ทำให้เขาเนื้อหอมขึ้นมาทันที เพราะแม้ว่าทางบรอว์น จีพีจะพยายามรั้งตัวเขาเอาไว้ แต่มีหลายทีมเหมือนกันที่พร้อมจะเปิดสมุดเช็กดึงตัวเขาเข้ามา โดยเฉพาะ แม็กลาเรน ซึ่งมีการระบุว่าคู่หูของแฮมิลตันกำลังว่าง เพราะ เฮียกคิ โควาไลเนน กำลังจะโดนเด้งออกจากทีม และการได้บัตตันมาร่วมทีมจะถือเป็นคู่ที่เพอร์เฟ็คมาก เพราะมีนักแข่งอังกฤษแท้ๆ 2 คนในทีมที่เป็นสัญชาติอังกฤษ

 
3
 
• เซบาสเตียน โล๊บ โดนเบรกในการเข้าร่วม F1 แล้ว เมื่อทาง FIA ปฏิเสธไม่ออกใบอนุญาต Superlicense ให้ ทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงแข่งรายการที่อาบูดาบีในสัปดาห์นี้
 

bullet aย้ายจากสังเวียนทางเรียบ F1 มาที่ความเคลื่อนไหวในทางฝุ่นอย่าง WRC หรือ World Rally Championship กันบ้าง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีความเกี่ยวข้องเหมือนกัน โดยเฉพาะกับ เซบาสเตียน โล๊บ แชมป์โลก WRC 6 สมัย ซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 6 ด้วยการเข้าวินสนามสุดท้ายรายการ Wales Rally จนทำให้มีคะแนนเบียดกลับมาแซงหน้าคู่ปรับอย่าง มิกโก เฮอร์โวเนน ของฟอร์ดไปแบบน่าเจ็บใจ

bullet aเรื่องของเรื่องคือ นอกจากการลงแข่งทางฝุ่นแล้ว โล๊บยังเคยเข้าร่วมการแข่งขันทางเรียบด้วย โดยรับจ็อบลงแข่งรายการ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมง มาแล้ว 2 ครั้งกับทีม เปสคารา และเมื่อต้นปี 2009 ก็ไปนั่งเทสต์รถแข่ง F1 ของทีม เรดบูลส์ อีกด้วย...พอช่วงใกล้จบซีซั่นและ F1 มีทีมน้องใหม่เข้าร่วมการแข่งขันถึง 4 ทีมทำให้มีตำแหน่งนักแข่งว่างถึง 8 คน ก็เลยมีข่าวว่าหลายทีมสนใจดึงโล๊บเข้าไปร่วมสังกัด โดยเฉพาะทีม USF1 ที่เคยมีข่าวพัวพันอยู่กับ แดนิก้า แพทริก มาก่อนจะเกิดอาการแห้วรับประทานไป เพราะแพทริกต่อสัญญากับต้นสังกัดเก่า และลงแข่งอินดี้คาร์ต่อไปอีก 3 ปี

bullet aนั่นก็รวมถึงเรื่องที่ทีม STR จะดึงตัวโล๊บมาร่วมการแข่งขัน F1 สนามสุดท้ายที่ Abu Dahbi เพราะว่าเจ้าของทีม เป็นบริษัทเดียวกับที่เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของโล๊บ ในการแข่งขันแรลลี่โลก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทาง FIA ปฏิเสธที่จะออกใบขับขี่ Superlicense ให้กับโล๊บเพื่อใช้ในการแข่งขัน F1

bullet aผลคือ ในตอนนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคงอดเห็นโล๊บในการแข่งขัน F1 ปีนี้ แต่สำหรับปีหน้า คำตอบ คือ ไมแน่ เพราะถ้านักแข่งวัย 35 ปีทำตามเงื่อนไขในการเก็บชั่วโมงบินในการขับรถแข่ง F1 เหมือนกับที่ทีมซอเบอร์ทำกับคิมิ ไรก์โคเนน ไม่แน่ทาง FIA อาจจะออกใบอนุญาตนี้ให้ก็ได้

 
800
RELATED NEWS :
 
F1-NEWS : Massa is Back ข่าวดีสำหรับบรรดา Tifosi
 
WORLD TRIVIA : Honda เลือกพัฒนาเครื่อง Jazz ลงแข่งล้อเปิด FF (Formula Ford)
 
800
50
 
LB
allstat
Watch this
RB