| |
| Last update •
Tuesday, 6 April, 2010 9:00 PM |
| |
 |
| |
ศักราชความสำเร็จของออดี้ถึงคราวสะดุดอีกครั้ง เมื่อพวกเขาพลาดโอกาสที่การคว้าแชมป์การแข่งขันมาราธอนอย่างเลอมังส์ 24 ชั่วโมง ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นประจำทุกปี โดยชัยชนะในปีนี้ตกเป็นของทีมโรงงานเจ้าถิ่นอย่างเปอโยต์ และนับเป็นอีกครั้ง ที่เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล สามารถประกาศคว้าชัยในสนามแข่งทางเรียบรายการนี้
อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้ คือ จุดสิ้นสุดยุคแห่งความยิ่งใหญ่ของออดี้ ใช่หรือไม่ คำตอบมีอย่างชัดเจนว่า ‘คงไม่ใช่’ เพราะอย่างน้อยในช่วงปี 2003 ออดี้ก็เคยพลาท่าให้ในลักษณะนี้มาแล้วกับการกลับมาของเบนท์ลีย์ บอยส์ ซึ่งตรงนั้นถือเป็นจุดด่างพร้อยในด้านสถิติการคว้าแชมป์ของเลอมังส์ของออดี้ และสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขาพอสมควร ซึ่งพวกเขาทำได้ติดต่อกันนานถึง 3 ปีนับจาก 2000 และน่าจะทำได้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แต่ก็มาพลาดท่าเสียแชมป์ให้กับทีมเบนท์ลีย์
ตรงนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องแปลกหรือบังเอิญก็ว่าได้ เหมือนกับวัฏจักรที่มีวงรอบของมันเอง เพราะเบนท์ลีย์ต้องใช้เวลา 3 ปีกว่าจะล้มบัลลังก์ของออดี้ลงได้นับจากพวกเขาประกาศกลับเข้ามาร่วมการแข่งขันเลอมังส์ในปี 2001
ส่วนความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของออดี้ ก็เกิดขึ้น 3 ปีหลังจากที่เปอโยต์เข้าร่วมการแข่งขันด้วยเช่นกัน โดยผู้ผลิตจากฝรั่งเศสรายนี้เข้าร่วมเลอมังส์ในปี 2007 และเพิ่งจะมีโอกาสสัมผัสแชมป์เป็นครั้งแรกก็ในปีนี้ โดยตลอดเวลาที่ลงแข่ง ออดี้ และเปอโยต์กลายเป็นทีมโรงงานที่ต่างขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดตลอดมาบนสังเวียนการแข่งขันมาราธอน
นอกจากชัยชนะของเปอโยต์แล้ว ยังถือว่าเป็นอีกปีที่เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลประสบความสำเร็จในการแข่งขัน เพราะนับจากที่ออดี้ประกาศเปลี่ยนตัวแข่งจาก R8 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินวี8 หลังจบการแข่งขันในปี 2005 และใช้ตัวแข่งเทอร์โบดีเซลรุ่น R10 TDI ในปี 2006 แล้ว ก็ได้กลายเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่เป็นทีมโรงงานรายอื่น หันมาสนใจพัฒนาเพื่อส่งเข้าร่วมการแข่งขันในคลาสสูงสุดของเลอมังส์
จริงอยู่ที่ว่าในปีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลเข้าร่วมการแข่งขันเลอมังส์ แต่เป็นครั้งแรกที่ขุมพลังประเภทนี้ประสบความสำเร็จ และพบกับชัยชนะ
|
| |
 |
| |
ทั้งออดี้และเปอโยต์ต่างก็ขับเคี่ยวในการแข่งขันเลอมังส์อย่างดุเดือดมาตลอด และในปีที่แล้วถือเป็นปีที่มีความสูสีและเร้าใจอย่างมาก เพราะรถแข่งของออดี้จบการแข่งขันก่อนหน้ารถแข่งของเปอโยต์เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น
ขณะที่ในปีนี้ว่ากันว่า เคล็ดลับในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จของเปอโยต์และตัวแข่ง 908 HDi FAP นั้น นอกจากเครื่องยนต์วี12 อันทรงพลังแล้ว ยังอยู่ที่การนำแนวคิด HY หรือ Hybrid Electric ที่คล้ายกับระบบ KERS ที่กำลังสร้างปัญหาในวงการแข่งขันรถสูตร 1 หรือ F1 มาใช้กับการแข่งขันเลอมังส์
ระบบนี้เป็นการนำพลังที่สูญเปล่าจากการเบรกหรือถอนคันเร่ง มาเปลี่ยนเป็นการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในระบบ และตัวรถสามารถนำกระแสไฟฟ้านี้มาปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเพิ่มกำลังในการขับเคลื่อน
อีกประการคือ ออดี้เปลี่ยนตัวแข่งอีกครั้งจาก R10 มาเป็น R15 TDI ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายจุด โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักตัวรถที่เบาขึ้น บวกกับเครื่องยนต์วี12 5,500 ซีซีซึ่งแรงขึ้นจากสเปกในปี 2008 ซึ่งดูแล้วน่าจะได้เปรียบ
แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ความได้เปรียบในเชิงจินตนาการเท่านั้น เพราะเมื่อลงสู่สนามจริง เปอโยต์ 908 กลับทำผลงานได้ดีกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนเข้าวินเป็นคันแรกหลังครบ 24 ชั่วโมงของการแล่น ด้วยระยะทาง 3,247 ไมล์ หรือ 5,224 กิโลเมตรจาก 382 รอบสนาม โดยที่รถแข่งของออดี้เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 3 โดยทำจำนวนรอบน้อยกว่ารถแข่งหมายเลข 9 คันที่ชนะเลิศของเปอโยต์ซึ่งขับโดยเดวิด แบรบแฮม, มาร์ก เยเน และอเล็กซานเดอร์ วูร์สถึง 7 รอบสนามด้วยกัน
แถมยังแทบจะเป็นผู้นำตลอดการแข่งขันเลย เพราะว่ารถแข่งหมายเลข 9 นี้ขึ้นเป็นผู้นำตั้งแต่ตอน 3 ทุ่มของการแข่งขันวันแรก คือ 13 มิถุนายนจนกระทั่งถึงเวลา 15.00 น.ของการแข่งขันอีกวันหนึ่ง อีกทั้งรถแข่งของเปอโยต์ 2 ใน 3 คันจากทีมโรงงานจบการแข่งขันด้วยชัยชนะ 1-2 ในคลาสสูงสุดของเลอมังส์ และเป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 16 ปีของค่ายสิงห์ผยองหลังจากที่เคยสำเร็จมาแล้ว 2 ครั้งติดต่อกันในปี 1992-1993 และถือเป็นครั้งแรกนับจากปี 1993 เช่นกันที่ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าถิ่นเป็นผู้ชนะเลิศรายการนี้
การแข่งขันในปีนี้ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน ท่ามกลางผู้ชมมากกว่า 234,000 คนในสนาม และมีรถแข่งเข้าร่วม 55 คันจาก 4 คลาสด้วยกันคือ LMP1 ตามด้วย LMP2, LMGT1 และ LMGT2 โดย LMP1 เป็นรุ่นสูงสุดที่บริษัทรถยนต์ส่งทีมโรงงานเข่าร่วมการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้มีรถจบการแข่งขัน 34 คัน และทุกคลาสจะแข่งพร้อมกันโดยใช้วิธีออกสตาร์ทแบบ Rolling Start หรือขับออกตัวไปเลยหลังผ่านรอบวอร์มอัพจนครบ 1 รอบ เหมือนกับพวกรถแข่งฝั่งอเมริกา เช่น อินดี้คาร์ NASCAR แต่ต่างจากการแข่งทั่วไป เช่น F1 ซึ่งจะสตาร์ทจากจุดหยุดนิ่ง และในปีนี้ ลูก้า ดิ มอนเตเซโมโล ประธานเฟียต กรุ๊ป และเฟอร์รารี่ได้รับเชิญมาให้ตีธงเริ่มการแข่งขัน
ส่วนการจัดอันดับหลังการแข่งขันจะมีทั้งแบบ Overall คือ ดูอันดับรวมของทุกคันและทุกคลาส ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่รถแข่งที่อยู่ในคลาสเล็กกว่า เช่น LMGT1 หรือ 2 จะกลายเป็นผู้ชนะเลิศในประเภท Overall แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้ง 2 คลาสนี้จะจบการแข่งขันโดยมีอันดับสูงกว่ารถแข่งในคลาส LMP1 หรือ 2 ส่วนอีกอย่างคือ การแบ่งผู้ชนะเลิศตามคลาสที่ตัวเองส่งรถเข้าร่วมการแข่งขัน
ในปีนี้ รถแข่งที่เข้าวิน 9 อันดับแรกเป็นของคลาส LMP1 โดยที่อันดับ 10 เป็นของคลาส LMP2 ซึ่งเท่ากับว่าพอร์ช อาร์เอส สปายเดอร์ของทีม เอสเซ็กซ์กลายเป็นผู้ชนะเลิศในคลาส LMP2 ไป
ส่วนคลาส LMGT1 ที่ชนะเลิศในคลาสตัวเองนั้นเป็นรถแข่งเชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ C6.R จากทีมโรงงาน แต่เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 15 ของอันดับรวม ส่วนผู้ชนะเลิศในคลาส LMGT2 เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 18 ของอันดับรวม เป็นรถแข่งเฟอร์รารี่ เอฟ430จีที ของทีมริซี่ คอมเพ็ตติซิโอเน่
ตารางผลการแข่งขัน สามารถโหลดเป็น [ Click > PDF ไฟล์ < Click ] ได้ที่นี่ครับ |
| |
 |
| Le Mans 2009 GALLERY : Click to Enlarge |
| |
 |
 |
 |
 |
 |
| image 01 |
image 02 |
image 03 |
image 04 |
image 05 |
 |
 |
 |
 |
 |
| image 06 |
image 07 |
image 08 |
image 09 |
image 10 |
 |
 |
 |
 |
 |
| image 11 |
image 12 |
image 13 |
image 14 |
image 15 |
 |
 |
 |
 |
 |
| image 16 |
image 17 |
image 18 |
image 19 |
image 20 |
|
| |
จากซ้ายไปขวา
01 - เปอโยต์คว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 16 ปีมาครองได้สำเร็จ แถมยังเป็นเข้าวินในแบบ 1-2 อีกด้วย โดยอันดับ 3 เป็นรถแข่งของออดี้
02 - การแข่งขันเดินทางมาถึงเวลา 15.00 น.ของวันที่ 14 มิถุนายนเท่ากับเสร็จสิ้นการแข่งขันครบ 24 ชั่วโมง พร้อมกับชัยชนะในแบบ 1-2 ของทีมเปอโยต์
03 - สำหรับทีมออดี้ซึ่งเปลี่ยนมาใช้รถแข่งรุ่นใหม่ R15TDI ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคันแรกเข้าเส้นชัยอันดับที่ 3 ส่วนอีกคันจบการแข่งขันในอันดับที่ 13
04 - เลอ มังส์ไม่ได้เป็นแค่การแข่งขัน แต่เป็นมหกรรมที่คนมารวมตัวกันอย่างมากมาย และในปีนี้มีผู้ชมในสนามมากกว่า 234,000 คน
05 - นอกจากนักแข่งแล้ว ทีมงานจะต้องต่อสู้กับความง่วงนอนในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
06 - กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ในสนามแข่งเลอมังส์อีกครั้งหลังจากคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 1993 สำหรับทีมเปอโยต์
07 - แม้จะแข่งกันนานถึง 24 ชั่วโมง แต่การทำงานภายในพิตของแต่ละทีมก็ยังต้องแข่งกับเวลาเหมือนเดิม
08/09 - สีสันที่ขาดไม่ได้สำหรับการแข่งรถ
10 - แม้บริษัทแม่จะแย่ แต่ทางเชฟโรเลตก็ยังเข้าร่วมการแข่งขันเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาด้วยตัวแข่งคอร์เว็ตต์ C6.R
11 - ถ้วยรางวัลเลอมังส์ 24 ชั่วโมงซึ่งเป็นที่ปรารถนาของนักแข่ง
12 - บรรดาสปอนเซอร์ที่สนับสนุนการแข่งขันมาปรากฎกายกัน และสร้างสีสันให้กับงานได้เป็นอย่างดี
13/14 - ในช่วงพาเหรดนักแข่งมีการนำรถสปอร์ตและรถแข่งคลาสสิคมาขับโชว์ตัวให้บรรดาแฟนๆ ได้ยลโฉมกัน
15 - บรรยากาศภายในพิตของทีมเปอโยต์ก่อนเริ่มการแข่งขัน
16/17 - เรียกความสนใจในช่วง Pit WalkThrough ด้วยการจัดแสดงการทำงานของบรรดา Pit Crew ให้ชมกัน
18 - ไม่ว่าจะเป็นคลาสไหน รถแข่งทุกคันจะเข้าร่วมการแข่งขันในช่วงเวลาเดียวกัน
19 - เชฟโรเลต คอร์เว็ตต์ C6.R ไม่พลาดตำแหน่งแชมป์ในคลาส LMGT1 ของปีนี้
20 - ต้องอึดทั้งคนและรถ เพราะขับกันกลางคืนแบบนี้ แม้จะมี 3 คนผลัด แต่โอกาสหลับในก็มีสูงเหมือนกัน |
| |
 |
 |