 |
| |
| เรื่อง : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย |
Wednesday, 25 January, 2012 0:12 AM |
|
 |
| |
|
| |
นับเป็นเวลาถึง 125 ปี ที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จารึกประวัติศาสตร์ไว้บนท้องถนนด้วยการประดิษฐ์รถ Benz Patent-Motorcar รถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1886 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าสรรค์สร้างนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่เพียบพร้อมไปด้วยความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำใน 5 ด้าน อันได้แก่ ผู้นำนวัตกรรมด้านการผลิตรถยนต์ ผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ผู้นำนวัตกรรมด้านความสะดวกสบาย ผู้นำนวัตกรรมด้านดีไซน์ และผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยียนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานของนวัตกรรมการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างสมรรถนะสูงสุดให้แก่การขับขี่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาส่วนประกอบต่างๆ ของตัวรถและเครื่องยนต์ ตลอดจนการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่จำกัด และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลกร้อน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน
สิ่งสำคัญที่ทำให้รถยนต์สามารถทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะและสมบูรณ์แบบ คงหนีไม่พ้นเทคโนโลยีการขับเคลื่อน อาทิ เครื่องยนต์อันทรงพลัง เทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบเครื่องยนต์ให้มีสมรรถนะดียิ่งขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเป้าหมายสำคัญของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการพัฒนายานยนต์รุ่นต่างๆ |
| |
 |
| |
 |
| |
| • Mercedes-Benz 6/25 HP และ 10/40HP ที่ใช้เทคโนโลยีการอัดอากาศ Supercharging |
 |
| |
ปี 1920 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน เพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ การค้นพบในครั้งนั้นก่อให้เกิดเทคโนโลยีการอัดอากาศแบบ Supercharging ที่ส่งให้ 6/25 HP และ 10/40HP มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนมากยิ่งขึ้น
และในปีต่อๆ มา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังคงเดินหน้าคิดค้น พัฒนานวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งยานยนต์ที่มีสรรถนะที่เป็นเลิศ อาทิ การเปิดตัว Mercedes-Benz 260D ในปี 1936 ซึ่งถือเป็นรถยนต์นั่งโดยสารส่วนบุคคลคันแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล |
| |
 |
| |
 |
| |
| • Mercedes-Benz 260D รถยนต์นั่งโดยสารส่วนบุคคลคันแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล |
 |
| |
ต่อมาในปี 1954 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวรถยนต์ระดับตำนาน Mercedes-Benz 300SL ที่มีการใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ผสานกับเทคโนโลยีไดเร็คอินเจ็คชั่นเป็นครั้งแรก และไม่เพียงเท่านั้น การพัฒนาของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการพัฒนารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบชาร์จ ครั้งแรกในปี 1977 รถยนต์นั่งโดยสารที่ใช้เครื่องยนต์ CDI หรือ (Charge Diesel Injection) ในปี 1997 เรื่อยมาจนถึงเทคโนยี BlueDIRECT เครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกนำมาใช้กับรถบรรทุกในปี 2005 และรถยนต์นั่งโดยสารส่วนบุคคลในปี 2006 |
| |
 |
| |
 |
| |
| • Mercedes-Benz 300SL ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ และเทคโนโลยีไดเร็คอินเจ็คชั่นเป็นครั้งแรก |
 |
| |
นอกจากเรื่องสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้แสดงให้เห็นถึงความพยายาม และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับพลังงานทางเลือกเช่นกัน โดยในปี 1906 เทคโนโลยีไฮบริด จากพลังงานแบตเตอรี่อิเล็คทรอนิคส์ได้ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อนำมาใช้ควบคู่กับน้ำมันเชื้อเพลิง ถัดมาช่วงปลายปี 1960 ความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานทางเลือก ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง |
| |
 |
| |
 |
| |
| • เครื่องยนต์ CDI หรือ Charge Diesel Injection และเทคโนยี BlueDIRECT เครื่องยนต์สมรรถนะสูง ที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
 |
| |
จนกระทั่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกยานยนต์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัว NECAR 1 รถที่ใช้พลังงานจากระบบ Fuel Cell ในปี 1994 จากนั้นก็ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2010 อิเล็คทริคคาร์ที่ใช้พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกันถึง 3 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Benz A-Class E-Cell, Vito E-Cell และ B-Class F-Cell
การสร้างสรรค์รถยนต์ในซีรีส์ต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ นำมาซึ่งแนวคิด BlueEFFICIENCY ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำมาปรับใช้กับการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพทางด้านสมรรถนะ ความรับผิดชอบที่มีต่อสภาพแวดล้อม และทรัพยากรของโลกเข้าด้วยกัน |
| |
 |
| |
| • Mercedes-Benz NECAR 1 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Fuel Cell คันแรกของเบนซ์ |
 |
| |
ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนให้เห็นได้จากกว่า 600 สิทธิบัตร นวัตกรรมการขับเคลื่อนจากพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี 1960 โซลูชั่นต่างๆ ที่ได้ถูกคิดค้นพัฒนา ต่างเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ดีขึ้น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการทดสอบอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ปี 1982 และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของทางบริษัท เป็นผลพวงมาจากการทำวิจัยด้านพลังงานทางเลือกอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลาเกือบร้อยปี
ล่าสุดในปี 2008 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง และมีความเหมาะสมกับรถยนต์อิเล็คทริคคาร์แบบไฮบริด โดยรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ในปี 2009 คือ Mercedes-Benz S400 Hybrid ซึ่งได้รับการตอบรับจากวงการยานยนต์เป็นอย่างดี
ปัจจัยสำคัญในการเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือ ทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีทีมนักวิจัยและนักพัฒนาเพื่อการค้นคว้า พัฒนา และประดิษฐ์ยานยนต์ล้ำหน้าใหม่ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 18,800 คนทั่วโลก ซึ่งทุกคนล้วน ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย การลดความสูญเสียจากการขับขี่ ตลอดจนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ซึ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด กับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน และมลพิษออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมถึงการจัดการกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับโลก |
| |
 |
| |
 |
| |
| • Mercedes-Benz A-Class E-Cell และ B-Class F-Cell |
 |
| |
ระบบรีไซเคิล ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมให้คงอยู่ โดยรถยนต์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อย่างสะดวก เมื่อหมดสภาพการใช้งาน อาทิ กันชน แผงควบคุมช่วงล่าง โดยถูกออกแบบมาให้เป็นวัสดุที่ถอดออกได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อระบบรีไซเคิล
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เข้าร่วมโครงการการจัดเก็บอะไหล่ ส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ โดยในปี 2009 โครงการนี้ได้รวบรวมอะไหล่ของรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ใช้แล้วกว่า 31,064 ตัน และยังมีการรวบรวมสารลดความร้อนภายในรถยนต์หรือ Coolant กว่า 1.1 ล้านลิตร รวมถึงน้ำมันเบรคกว่า 807,000 ลิตร เพื่อนำมาผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง
ความเป็นผู้นำของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นผู้ที่ประดิษฐ์รถยนต์คันแรกของโลก แต่จะอยู่ในทุกความทุ่มเทของการทำงาน ที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นระยะเวลากว่า 125 ปี เพื่อรักษาความเป็นเลิศ และตอกย้ำความเป็นหนึ่งในทุกๆ ด้าน ไม่เพียงแต่สมรรถนะและคุณภาพของรถยนต์ แต่ยังรวมถึงดีไซน์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นวัตกรรมอันล้ำสมัยต่างๆ ที่จะได้รับการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และที่สำคัญคือ จิตสำนึกสาธารณะที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและโลกของเรา
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะยังคงสานต่อพันธกิจเหล่านี้ต่อไปอย่างมุ่งมั่น เพื่อดำรงความแข็งแกร่งของแบรนด์ และชื่อเสียงที่มีมาอย่างช้านานในประวัติศาสตร์ยานยนต์ของโลก • |
| |