 |
|
| |
 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 |
Wednesday, 21 December, 2011 0:02 AM |
|
 |
| |
|
| |
ในงาน 2011 โตเกียว มอเตอร์โชว์ มาสด้า เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ Mazda Takeri Concept เครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D พร้อม 2 ตัวช่วยหลักเพิ่มความประหยัดให้เครื่องยนต์สันดาปภายใน 1 คือ ระบบ i-Stop ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะจอดรอ และ 2 คือระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรค Regenerative breaking system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลำดับที่ 2 ของแผนงาน Building Block หรือขั้นตอนการพัฒนาระบบ Regenerative breaking system โดย มาสด้า เรียก 'ตัวช่วย' ใหม่ของเทคโนโลยีระบบชาร์จไฟกลับล่าสุดนี้ว่า i-ELOOP หรือ Intelligent Energy Loop
ระบบ Regenerative brake เริ่มใช้ในรถยนต์ช่วงปี 2008 โดยเป็นเทคโนโลยีที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตคุ้นเคยกันดี นั่นคือระบบ KERS หรือ Kinetic Energy Recovery Systems ในรถ F1 นั่นเอง ทีมแรกที่ทดลองใช้อย่างเป็นทางการคือ Red Bull Racing แต่ที่เห็นผลอย่างจริงจังในระยะแรกคือ ระบบ HY หรือ Hybrid Electric ในตัวแข่ง Peugeot 908 HDi FAP ที่คว้าแชมป์แบบขาดลอยใน 2009 Le Mans ด้วยระบบชาร์จไฟกลับสำหรับปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงประสิทธิภาพ |
| |
 |
| |
อย่างที่เรารู้กัน ปัจจุบันระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรค - ยกคันเร่ง ถูกใช้งานในรถยนต์ไฮบริด หรือรถที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ (BEV - Battery electric vehicle) อย่างแพร่หลาย หน้าที่ของมันคือการชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่แพค เพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าให้มอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อน
ในทางกลับกัน ระบบ i-ELOOP ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในเครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะ แนวคิดคือการชาร์จไฟกลับไปยังตัวเก็บประจุ หรือ Capacitor แทนแบตเตอรี่ ใช้สำหรับแยกป้อนกำลังไฟให้ระบบเครื่องเสียง, อุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง หรือจุดสำคัญอย่างระบบปรับอากาศ ซึ่งช่วยยืดระยะเวลาการทำงานของระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ มาสด้า ให้ข้อมูลว่า จากการทดสอบระบบ i-ELOOP ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 10%
i-ELOOP ใช้อัลเตอร์เนเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ แปรผันกำลังไฟได้ในช่วง 12 - 25 โวลท์ หมายถึงอัลเตอร์เนเตอร์ตัวใหม่นี้ สามารถสร้างกระแสไฟได้ในระดับ 25 โวลท์ จากนั้นจะส่งไปเก็บยังคาปาซิเตอร์แรงต้านทานต่ำแบบ Double Layer หรือ EDLC - Electric Double Layer Capacitor เมื่อระบบต้องการใช้ไฟ เช่นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติทำงาน (ยกตัวอย่างจอดติดไฟแดง) ระบบแปลงไฟกระแสตรง DC-DC converter จะทำการลดแรงดันไฟจาก 25 โวลท์ในคาปาซิเตอร์เป็น 12 โวลท์ ก่อนจะจ่ายไปยังระบบต่างๆ ที่ต้องการ เช่น แอร์, วิทยุ หรืออื่นๆ
มาสด้า ให้ข้อมูลว่า ข้อดีของคาปาซิเตอร์ที่เหนือกว่าแบตเตอรี่คือ มันสามารถชาร์จ-ดิสชาร์จได้ภายในไม่กี่วินาที นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชาร์จแบตเตอรี่ในรถยนต์ได้ในกรณีที่ต้องการ ที่สำคัญคือการหน่วงเวลาให้ระบบ i-Stop ทำงานได้นานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั่นเอง
มาสด้า เตรียมบรรจุให้ i-ELOOP เป็นหนึ่งในเรนจ์ของเทคโนโลยี SkyActiv (หมวดเครื่องยนต์ดีเซล SkySctiv D) และจะเริ่มติดตั้งเทคโนโลยีนี้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป
มาลองคิดกันแบบชาวบ้าน รถไฟฟ้าของมาสด้าที่ว่ามาสายกว่าผู้ผลิตรายอื่น อาจจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่อีกก็ได้ อย่างเช่นแนวคิดในการใช้คาปาซิเตอร์จ่ายไฟนี้ หากปรับปรุงไปใช้กับรถยนต์ EV อาจจะได้ผลดีกว่ารถไฟฟ้าจากผู้ผลิตอื่นๆ ที่ใช้แผงโซลาร์เซล์ติดตั้งเอาไว้บนหลังคาเพื่อแยกจ่ายกระแสไฟให้ระบบไฟฟ้าในรถ ณ ปัจจุบันนี้ก็เป็นได้ • |
| |
|
|
|
 |
|
| |
|
| |
 |
 |
Copyright © 2009 MT Team | online automotive news and web video. all rights reserved | www.motortrivia.com | e-mail : motortrivia@hotmail.com  |
| |
|
|
| |
|
|