 |
| |
|
Monday, 5 April, 2010 11:20 PM
|
 |
| |
|
| |
ตอนแรกหลายคนอาจจะมองว่า EcoBoost เป็นเรื่องไกลตัวที่ดูแล้ว คงยากที่คนไทยจะได้สัมผัส ไม่ต่างจากระบบ TSI ของ โฟล์คสวาเกน หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อยู่ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งวางขายในต่างประเทศ แต่บอกได้เลยว่า จากการที่ฟอร์ดนำแนวคิดนี้มาใช้กับเครื่องยนต์บล็อกเล็กอย่าง 4 สูบ แถมยังอยู่ในคอมแพ็กต์คาร์อย่างโฟกัสใหม่ และก็รวมถึงจะวางอยู่ในเอสยูวีขนาดกลางอย่าง เอ็กซ์โพลเรอร์รุ่นใหม่ EcoBoost จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวคนไทยอีกต่อไปอย่างแน่นอน
วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน EcoBoost กันดีกว่า...
ต้นแบบที่ของลินคอล์นที่ชื่อว่า MKR Concept ซึ่งเปิดตัวในปี 2007 ถือว่าเป็นผลผลิตแรก ที่ทำให้ชาวโลกได้รู้จักกับ แนวคิดการพัฒนาเครื่องยนต์แบบใหม่ของฟอร์ด ที่ออกมาตอบสนองต่อความต้องการด้านความประหยัดน้ำมัน และมีมลพิษในไอเสียที่ลดลง เพียงแต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงของต้นแบบรุ่นนี้ ยังไม่ได้ใช้ชื่อ EcoBoost เหมือนปัจจุบัน แต่เป็น TwinForce |
| |
 |
| |
 |
| |
| • ลินคอล์น MKR ต้นแบบรุ่นแรกที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แนวคิดใหม่ซึ่งกลายเป็นที่มาของระบบ EcoBoost |
 |
| |
อย่างที่ทราบกันดีว่า ในสหรัฐอเมริกาชื่นชอบการขับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ เยอะทั้งจำนวนกระบอกสูบ และความจุ ซึ่งในยุคที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาไม่แพงเหมือนกับในอดีต ปัญหาในเรื่องความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ จนกระทั่งเมื่อกระแสความต้องการรถยนต์ที่มีความประหยัดน้ำมันมีเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2007-2008 รถยนต์ใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์ใหญ่ก็เลยมาเจอเข้ากับปัญหาอย่างจัง
ทางออกของเรื่องนี้สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น เช่น ไครสเลอร์ และ จีเอ็ม คือ การพัฒนาระบบไฮบริดออกมารองรับ ซึ่งทั้ง 2 ค่าย ร่วมกับ เดมเลอร์ และ บีเอ็มดับเบิลยู จับมือกันพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่กันมาตั้งแต่ปี 2005 ขณะที่ฟอร์ดมีระบบไฮบริดสำหรับรถยนต์ขนาดกลางเท่านั้น ส่วนรถยนต์ไซส์ใหญ่ยังไม่มี ก็เลยมองหาทางออกอื่น ซึ่งก็มาจบลงตรงนี้ ที่การทำให้เครื่องยนต์บล็อกเล็กซีซีน้อย สามารถเบ่งกล้ามจนทำให้มีแรงม้าเทียบเท่ากับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่กว่า ด้วยการติดระบบอัดอากาศอย่าง เทอร์โบ และนั่นเป็นที่มาของแนวคิด EcoBoost
อย่างที่บอกข้างต้นในตอนแรก เทคโนโลยีนี้ยังไม่ใช้ชื่อ EcoBoost ในการจัดแสดงครั้งแรก แต่เพิ่งจะมาเปลี่ยนเอาก็เมื่อเปิดตัวกับต้นแบบ ลินคอล์น MKT ในปี 2008 และก็เปิดตัวขายเป็นครั้งแรกในรถยนต์ในเครือฟอร์ดที่ทำตลาดอยู่ในอเมริกาเหนือ
ถ้าจะบอกว่าไอเดียนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับฟอร์ดก็คงไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2007 โฟล์คสวาเกน สร้างกระแสความน่าสนใจ ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Twincharger หรือ TSI ด้วยการวางอยู่ในรุ่น กอล์ฟ MK V ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นนี้มีแนวคิดเดียวกับ EcoBoost คือ การเบ่งกล้ามให้กับเครื่องยนต์บล็อกเล็กด้วยการติดระบบอัดอากาศ ซึ่งเครื่องยนต์ TSI ของโฟล์คฯ เป็นแบบ 4 สูบ ที่มีความจุเพียง 1,400 ซีซี แต่มีกำลังขับเคลื่อนตั้งแต่ 140-180 แรงม้าแล้วแต่รุ่น |
| |
 |
| |
| • เปิดตัวในปี 2006 เครื่องยนต์ TSI ของโฟล์คสวาเกน ได้รับรางวัลใหญ่อย่างเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 |
 |
| |
หลายคนมองว่าเครื่องยนต์เทอร์โบน่าจะมีอายุการใช้งานที่สั้น และดูแล้วน่าจะกินน้ำมันมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงและผลิตด้วยชิ้นส่วนที่มีความแข็งแกร่ง ปัญหาในเรื่องนี้จึงหมดไป ส่วนเรื่องความประหยัดน้ำมัน
จริงอยู่ที่อาจจะไม่เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ที่มีซีซีเท่ากันแบบหายใจเอง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งาน ซึ่งต้องการพลังขับเคลื่อนในบางเวลา ตรงนี้ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว เพราะถ้าขับปกติโดยที่เทอร์โบไม่ทำงาน ก็ไม่ต่างอะไรจากเครื่องยนต์ 1,400 ซีซีทั่วไป ทั้งในเรื่องกำลัง และความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ถ้าต้องการพลังขับเคลื่อนขึ้นมาเมื่อไร ก็กระแทกคันเร่งให้เทอร์โบทำงาน สิ่งที่ได้มาคือ กำลังและแรงบิด ที่เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 4 สูบ 2,000 ซีซีเลยทีเดียว เรียกว่าผู้ขับเลือกได้ว่าจะอยากแรงหรือประหยัด |
| |
 |
| |
| • โฟกัสใหม่ที่เปิดตัวในดีทรอยต์ นอกจากรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาแล้ว ยังมีขุมพลัง EcoBoost แบบ 1,600 ซีซีให้เลือกใช้ด้วย |
 |
| |
ในขณะที่โฟล์คฯ โด่งดังอยู่กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ฟอร์ดได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ ซึ่งในต้นแบบรุ่นแรกที่ใช้ชื่อว่า TwinForce นั้น ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบวี6 แต่มีกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์วี8 6,000 ซีซี แถมยังมีความประหยัดน้ำมันกว่า 15% และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
สำหรับรุ่นขายจริงของ EcoBoost เริ่มต้นกับขุมพลังอย่างวี6 ในตระกูล Duratec35 ซึ่งตัวเสื้อสูบได้รับการเคลือบผิวแบบ Plasma Transferred Wire Arc (PTWA) พร้อมกับติดตั้งระบบจ่ายน้ำมันแบบไดเร็กต์อินเจ็กชัน หรือ Di ซึ่งสามารถจ่ายแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ในระดับสูงสุด 2,150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และใช้เทอร์โบรุ่น GT15 ของ แกร์เร็ตต์ 2 ตัว ซึ่งสามารถหมุนรอบสูงสุดที่ 170,000 รอบ/นาที และรองรับบูสต์สูงสุด 12 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ทำให้สามารถประจุอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้มากกว่าเครื่องยนต์แบบเดียวกันแต่ไม่มีเทอร์โบ ถึง 25% |
| |
 |
| |
| • 2009 Ford Flex |
 |
| |
หลังจากเปิดตัวในต้นแบบ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดฟอร์ดก็สามารถนำเครื่องยนต์ EcoBoost วางในรถยนต์ที่ขายในตลาดได้เมื่อต้นปี 2009 โดยเริ่มกับ ลินคอล์น MKS ตามด้วย ฟอร์ด เฟล็กซ์, ฟอร์ด ทอรัส SHO และ ลินคอล์น MKT ซึ่งเครื่องยนต์ที่วางใน ทอรัส SHO มากับความแรง 365 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 50.4 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบต่อนาที ส่วนอีก 3 รุ่นมีกำลังลดลงมาอยู่ที่ 355 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 48.4 กก.-ม. ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที
คิดแล้วผลที่ได้คือ กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์บล็อกใหญ่แบบวี8 แต่มีความประหยัดน้ำมัน 20% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านทางไอเสีย 15% โดยฟอร์ดเคลมว่า เทคโนโลยี EcoBoost ของตัวเองมีทั้งกำลัง และความประหยัดน้ำมัน ใกล้เคียงกับขุมพลังไฮบริด และเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล แต่ทว่ามีความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า และสามารถปรับให้รองรับกับ การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น E85 ได้ |
| |
 |
| |
| • นอกจากเครื่องยนต์วี6 แล้ว EcoBoost ยังมีแบบ 4 สูบรุ่นใหม่ซึ่งเตรียมติดตั้งในเอ็กซ์โพลเรอร์ใหม่ที่จะเปิดตัวในปีหน้า |
 |
| |
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าทำไมภายในปี 2012 ฟอร์ดถึงตั้งเป้าผลิตเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยี EcoBoost ในสหรัฐอเมริกาให้มีตัวเลขในระดับ 750,000 บล็อกต่อปี และ 1.3 ล้านบล็อกต่อปีสำหรับตลาดโลก อีกทั้งภายในปี 2013 หรืออีกไม่กี่ปีนี้เอง 90% ของรถยนต์ที่ขายอยู่ในตลาดทั่วโลกรวมถึงสหรัฐอเมริกาจะต้องมีเครื่องยนต์ EcoBoost เป็นทางเลือกอีกด้วย
เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนี้ แนวคิด EcoBoost ก็เลยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องยนต์วี6 เท่านั้น ในขุมพลังแบบ 4 สูบก็มีการวางแผนนำมาใช้ด้วย และโฟกัสใหม่ก็ประเดิมกับเทคโนโลยีใหม่นี้ |
| |
|
| |
| • (ซ้าย) ภาพแสดงการทำงานของเครื่องยนต์ EcoBoost (ขวา) ทดลองสัมผัสสมรรถนะของ EcoBoost ในรถยนต์ของ ลินคอล์น รุ่น MKS |
| |
|
| |
|
| |
| • VDO แสดงการทำงานของเครื่องยนต์และเทอร์โบ ในขุมพลัง EcoBoost |
 |
| |
เครื่องยนต์ EcoBoost แบบ 4 สูบความจริงแล้วเปิดตัวครั้งแรกกับต้นแบบ ฟอร์ด เอ็กซ์โพลเรอร์ อเมริกาในปี 2008 แต่เป็นแบบ 4 สูบ 2,000 ซีซี ซึ่งรีดกำลังออกมาได้ 275 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 38.7 กก.-ม. โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้ นอกจากจะรีดกำลังด้วยเทอร์โบแล้ว ยังติดตั้งระบบวาล์วแปรผันแบบ 2 ฝั่ง หรือ Twin-Independent Variable Cam Timing (Ti-VCT) เข้ามาด้วย ทำให้มีความประหยัดน้ำมันดีขึ้น 10-20% ขณะที่มีกำลังเทียบเท่ากับเครื่องยนต์วี6 3,000 ซีซี โดยว่ากันว่าบล็อกที่จะทำตลาดขายจริงนั้น น่าจะมีกำลังในระดับ 203 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 30.6 กก.-ม. ที่ 1,750-4,500 รอบต่อนาที
สำหรับในโฟกัสใหม่ ว่ากันว่าเครื่องยนต์ EcoBoost แบบ 4 สูบเป็นบล็อกที่มีความจุ 1,600 ซีซี ซึ่งคาดว่าน่าจะมีกำลังในระดับ 150-180 แรงม้าเหมือนกับบล็อกต้นแบบที่วางในต้นแบบ ลินคอล์น C Concept และตรงนี้ก็ต้องรอดูต่อไปว่าสเปกของ EcoBoost 1,600 ซีซี จะอยู่ที่เท่าไร
เชื่อเลยว่าโอกาสที่เมืองไทยจะได้สัมผัสเมื่อโฟกัสใหม่แบบโมเดลเชนจ์เข้ามาขาย (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลางปี 2011) ก็คงมีขุมพลังแบบนี้มาให้สัมผัสด้วย • |
| |