 |
| |
| เรื่อง : AE86 |
Wednesday, 2 July, 2009 11:19 PM |
|
 |
| |
|
| |
ในที่สุด ผลผลิตบนแท่นเทคโนโลยีที่ มาสด้า เอามาโชว์ให้เห็นใน โตเกียว มอเตอร์โชว์ เมื่อปี 2007 ก็กลายเป็นจริงแล้ว กับระบบ i-Stop ดับเครื่องเมื่อรถติด ที่จะช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับการลดการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศ ในขณะที่รถจอดติดอยู่กับที่ ซึ่งแนวทางนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป ในการติดตั้งให้กับรถยนต์ในกลุ่ม B-Segment
แนวคิดนี้มีการทำงานไม่ต่างจากระบบ Automatic Start/Stop คือ ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อจอดติดกับที่ และเมื่อเข้าเกียร์ เครื่องยนต์จะกลับมาสตาร์ทติดอีกครั้ง ซึ่งเป็นการประยุกต์แนวทางการทำงานของระบบไฮบริด เพื่อนำมาใช้กับรถยนต์ปกติ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อน
เพียงแต่ระบบ i-Stop ของ มาสด้า จะต่างออกไปในเรื่องของการออกแบบระบบ และส่วนประกอบภายใน เพราะ มาสด้า บอกว่า เครื่องยนต์จะกลับมาสตาร์ทอีกครั้ง โดยอาศัยเเรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นของเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งยังมีการหมุนต่อไปอีกนิด (แม้ว่าเครื่องยนต์จะดับไปแล้ว) จากการจัดวางตำแหน่งของลูกสูบ และไดชาร์จให้อยู่ในอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการสตาร์ทใหม่อีกครั้ง |
| |
 |
| |
| • ลำดับขั้นการทำงานของระบบ i-Stop ซึ่งจะจุดเครื่องยนต์ให้ทำงานอีกครั้งโดยอาศัยแรงจุดระเบิด |
 |
| |
นั่นหมายความว่า ลูกสูบจะถูกดันลงไปให้อยู่ในตำแหน่งตรงกลางของกระบอกสูบ เพื่อเก็บอากาศเข้ามาอยู่ในห้องเผาไหม้ และตัวห้องเผาไหม้เองก็มีขนาดที่เหมาะสม ในการป้องกันไม่ให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยที่ลิ้นปีกผีเสื้อจะมีการเปิดขึ้นเล็กน้อย ต่างจากเครื่องยนต์ปกติที่จะปิดสนิทเมื่อดับเครื่องยนต์ และตรวจสอบความแม่นยำของตำแหน่งด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับมุมของเพลาข้อเหวี่ยง
เมื่อระบบรับทราบว่าผู้ขับกำลังจะต้องการเคลื่อนที่ ผ่านทางการเหยียบคลัตช์เพื่อเข้าเกียร์ ระบบก็จะมีการสั่งน้ำมันให้จ่ายเข้าสู่ห้องเผาไหม้ (เครื่องยนต์เป็นแบบ Di หรือ Direct Injection) และมีการจุดระเบิด เพื่อดันให้ลูกสูบเคลื่อนที่ลงไปจนสุดในตำแหน่งศูนย์ตายล่าง และจะเป็นการช่วยปลุกให้ไดสตาร์ททำงาน เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยโดยใช้เวลาที่เร็วมาก เพียง 0.35 วินาทีเท่านั้น หรือครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ในระบบเดิมๆ |
| |
 |
| |
| • เมื่อเครื่องยนต์ดับ แรงเฉื่อยที่ยังเหลืออยู่จะดันลูกสูบให้อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเพื่อพร้อมที่จะจุดระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง |
| |
 |
| |
| • เมื่อเข้าสู่โหมด i-Stop ผู้ขับจะทราบได้โดยดูจากแผงมาตรวัด |
 |
| |
แนวคิดนี้เป็นการประยุกต์จากตัวต้นแบบที่มีชื่อว่า SISS - Smart Idle Stop Start ซึ่ง มาสด้า นำออกจัดแสดงเมื่อปี 2007 โดยในรุ่นที่ทำตลาดจริงมีการปรับปรุงให้ระบบมีความแม่นยำและฉับไวในการทำงาน จึงมีความรวดเร็วและเงียบในการทำงานมากกว่าระบบ Start/Stop แบบเดิมๆ ถึง 2 เท่าตัว
มาสด้า เผยว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เครื่องยนต์สามารถกลับมาสตาร์ทใหม่อีกครั้งโดยอาศัยการจุดระเบิดครั้งแรกนั้น ต้องมีเงื่อนไข 3 อย่างด้วยกัน คือ เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ Di หรือ Direct Injection ซึ่งระบบนี้อยู่ในเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 2,000 ซีซี DISI ตามด้วยการหลงเหลือของอากาศสะอาดภายในห้องเผาไหม้ ที่มีมากพอสำหรับการจุดระเบิดเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ขึ้นมาอีกครั้ง และประสิทธิภาพของสมองกลควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องมีความแม่นยำในการทำงาน และความฉับไวในการทำงาน ที่จะต้องมีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเครื่องยนต์ถูกสตาร์ทขึ้นมาอีกครั้ง
แน่นอนว่าในรุ่นที่ติดตั้งระบบนี้เข้าไป จะมีความประหยัดน้ำมันมากกว่า Mazda3 รุ่น 2.0 ถึง 14% โดยจากการทดสอบของสหภาพยุโรปพบว่า เมื่อดับเครื่องยนต์ในขณะที่จอดติดตาม ไฟเขียว - ไฟแดง ในเมือง จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 5%
ระบบนี้มีติดตั้งในมาสด้าใหม่ ทั้งเวอร์ชัน JDM ที่ขายในบ้านตัวเองด้วยชื่อ แอกเซล่า และ 3 สำหรับตลาดยุโรป ส่วนในบ้านเรา ซึ่งคาดว่า 3 ใหม่ น่าจะเปิดตัวในปีหน้า ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกันหรือไม่ • |