ปอร์เช่ พานาเมอรา ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์รถสปอร์ตแห่งเมืองสตุ๊ตการ์ทเปิดตลาดรถยนต์ 4 ประตู และก็เป็นครั้งแรกเช่นกัน สำหรับหลายเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับรถยนต์ 4 ประตูในสไตล์แกรน ทัวริสโม หรือ GT รุ่นนี้
พานาเมอราถูกเปิดตัวออกมาครั้งแรก ในงานเซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ 2009 เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ในประเทศจีน และถือเป็นรถยนต์ 4 ประตูมาดสปอร์ตที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากลูกค้าทั่วโลก เพราะถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของปอร์เช่ที่พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลกมาสู่การพัฒนารถยนต์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น หลังจากที่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2002 กับการเปิดตัวเอสยูวีรุ่นคาเยนน์
นอกจากความสวยและความแรง ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้าแล้ว ยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เป็นครั้งแรก เช่น
ระบบสตาร์ทและดับเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ หรือ Automatic Stop/Start ขณะจอดติดอยู่กับที่ เหมือนกับรถยนต์ไฮบริดซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับเกียร์อัตโนมัติ โดยปกติแล้วระบบนี้มีติดตั้งอยู่ในซิตี้คาร์ของแบรนด์ยุโรปหลายรุ่น เช่น ซีตรอง C3 แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดา ซึ่งระบบนี้จะช่วยลดการปล่อยไอเสียออกสู่อากาศ เช่นเดียวกับการลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
แพนอากาศด้านหลังปรับระดับความสูงอัตโนมัติ แบบ Active four-way ตามความเร็วเพื่อสร้างแรงกดและความเพรียวลมให้กับตัวถังตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งมีติดตั้งในพานาเมอรา เทอร์โบ ซึ่งระบบนี้คนส่วนใหญ่คุ้นตากับพอร์ช 911 หรือเคย์แมนกันมาแล้ว แต่ถือเป็นครั้งแรกสำหรับการนำมาใช้ในรถยนต์ 4 ประตูในสายการผลิต
ในส่วนของระบบช่วงล่าง ได้รับการออกแบบเพื่อผสานจุดเด่น 2 ประการทั้งในด้านการยึดเกาะและความนุ่มนวล ซึ่งตรงนี้พอร์ชได้นำระบบ PASM หรือช่วงล่างแบบปรับระดับได้มาได้กับพานาเมอราเหมือนกับที่เคยใช้อยู่ในเวอร์ชันต่างๆ ของ 911 โดยสามารถเลือกระดับความนุ่มแข็งได้ทางปุ่มที่ติดตั้งอยู่ในห้องโดยสาร
นอกจากนั้น ตัวระบบช่วงล่างแบบ Air Suspension รุ่นนี้ยังมีการออกแบบให้สามารถเพิ่มปริมาณลมเข้าสู่ในระบบมากเป็นพิเศษเมื่อมีความต้องการ โดยระบบนี้จะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรุ่นเทอร์โบ และเป็นออพชั่นสำหรับพานาเมอรารุ่นอื่น แถมยังมีระบบ PDCC หรือระบบควบคุมการทรงตัวช่วยในการป้องกันการลื่นไถลโดยเฉพะในส่วนของล้อหลัง
สำหรับโครงสร้างและชิ้นส่วนตัวถังต้องบอกว่า ปอร์เช่ได้นำแนวคิดในการพัฒนารถสปอร์ตมาใช้กับพานาเมอรา แต่มีการเพิ่มคุณสมบัติด้านความสะดวกสบายเข้าไปด้วย และด้วยการปรับปรุงไลน์ผลิตที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนีให้มีความทันสมัย ทำให้ไลน์ผลิตแห่งนี้สามารถรองรับกับการนำวัสดุที่มีน้ำหนักเบา เช่น อะลูมิเนียม และแม็กนีเซียมมาใช้ในการผลิตตัวถัง
โดยอะลูมิเนียมซึ่งนำมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนตัวถังต่างๆ ของตัวรถ เช่น บานประตูซึ่งหล่อขึ้นรูปด้วยแรงดันสูง นั่นทำให้พานาเมอรา เอสมีน้ำหนักเบาเพียง 1,770 กิโลกรัมทั้งที่เป็นรถยนต์ 4 ประตูขนาดใหญ่แต่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งขนาดครอบครัว หรือ D-Segment Car เลยทีเดียว
รวมถึงใต้ท้องรถตลอดทั้งแนวของชุดขับเคลื่อน ตั้งแต่เกียร์ไปจนถึงเพลาหลังมีการติดตั้งแผ่นเรียบปิดเอาไว้เพื่อลดแรงต้านอากาศ รวมถึงกระแสลมที่ไร้ทิศทางใต้ท้องรถซึ่งจะทำให้ตัวรถเกิดอาการท้ายยกได้ ช่วยเพิ่มทั้งในเรื่องของความประหยัดน้ำมันและการทรงตัวในย่านความเร็วสูง
ในด้านความสะดวกสบายก็เพียบพร้อมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในส่วนของระบบปรับอากาศซึ่งสามารถเลือกปรับได้ 4 ส่วนตามจุดของเบาะนั่ง หรือที่เรียกว่า 4-Zone Automatic Air Condition ขณะที่ห้องโดยสารให้ความเงียบในขณะเดินทางเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งระดับหรู แม้ว่าภาพลักษณ์ของพานาเมอราจะมาในแนวสปอร์ต GT แบบ 4 ประตูก็ตาม
เช่นเดียวกับเครื่องเสียง ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่นำระบบเสียงของ Burmester ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบเครื่องเสียงชั้นนำของเยอรมนี โดยมีการติดตังลำโพงถึง 16 ตัว และซับวูฟเฟอร์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้มีกำลังขับของระบบเสียงออกมามากกว่า 1,000 วัตต์
พานาเมอราทำตลาดแล้วโดยมี 3 ทางเลือก คือ รุ่นพานาเมอรา เอส และพานาเมอรา 4เอส วางเครื่องยนต์วี8 4,800 ซีซีแบบ DFI หรือ Direct Fuel Injection มีกำลังสูงสุด 400 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที ต่างกันแค่รุ่นแรกเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหลัง และรุ่นหลังเป็นแบบ 4 ล้อตลอดเวลา มีอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง 5.2 และ 4.8 วินาที ส่วนความเร็วปลายเท่ากันที่ 281 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนอีกรุ่นจะเริ่มขายในเดือนตุลาคมปีนี้ เป็นพานาเมอรา เทอร์โบ ขุมพลังแบบเดียวกัน แต่มีการติดตั้งเทอร์โบคู่เข้าไป เพิ่มกำลังเป็น 500 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที มีอัตราเร่ง 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง 4 วินาที และความเร็วปลายเท่ากันที่ 302 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ทั้ง 2 รุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์ที่เรียกว่า Porsche-Doppelkupplungsgetriebe (PDK) หรือแบบคลัตช์คู่ ซึ่งมีจำนวนจังหวะเดินหน้า 7 จังหวะ และเป็นระบบเกียร์ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอบสนองทั้งความสะดวก สบายและสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ลงตัว และเปิดตัวครั้งแรกกับรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของ 911 เมื่อปลายปีที่แล้ว
ปอร์เช่ตั้งเป้าผลิตพานาเมอราเอาไว้ที่ 20,000 คัน สำหรับส่งขายทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักมีการตั้งราคาเอาไว้ที่ 89,800-132,600 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 3.14-4.64 ล้านบาท แต่สำหรับบ้านเราซึ่งมีข่าวว่าจะเริ่มขายปลายปีนี้ ราคาคงเกิน 15 ล้านบาทอย่างแน่นอน
|