 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 • ภาพจาก : michelinchallengebibendum.com |
Thursday, 2 June, 2011 0:39 AM |
|
 |
| |
|
| |
มิชลิน จัดงานนิทรรศการยานยนต์เพื่อโลกอนาคต Michelin Challenge Bibendum และมีการแข่งขันแรลลี่ให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ได้ร่วมแสดงนวัตกรรมการขับเคลื่อนใหม่ๆ เพื่อโลกของเรา ชูความประหยัด และมลพิษต่ำเป็นหลัก โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Inter-City Passenger Cars และ Urban Vehicles ซึ่งแยกย่อยออกเป็น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบโปรโตไทป์ - โปรดัคชั่น, รถยนต์ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ไปจนถึงรถรุ่นพิเศษที่ใช้พลังงานจาก ไฮโดรเจน (Fuel Cell) ไปจนถึง โซลาร์ เซลล์
รายการนี้ แน่นอนสปอนเซอร์ใหญ่ก็คือ มิชลิน บริษัทผู้ผลิตยางจากฝรั่งเศสนั่นเอง ถือเป็นอีกหนึ่งรายการใหญ่ ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์นานาชาติให้ความสนใจ ส่งรถเข้าร่วมโชว์เทคโนโลยีกรีนๆ ของตนอย่างสม่ำเสมอ รายการแรกเกิดขึ้นในปี 1998 โดยจุดประสงค์เดิมคือ จัดแรลลี่ฉลองวันเกิดให้กับเจ้า Bibendum ที่เครมองต์ ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นจึงพัฒนารูปแบบการจัดงาน และมีการแข่งขันแรลลี่เทคโนโลยีประหยัดพลังงานรวมอยู่ในงานด้วยจนถึงปัจจุบัน
สำหรับรายการในปีนี้ ถือเป็นการจัดอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 แล้ว งานมีขึ้นที่ประเทศเยอรมันในวันที่ 18 - 22 พฤษภาคม ณ สนามบินเก่า Berlin Tempelhof Airport การแข่งขันปีที่ผ่านๆ มา ถูกสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, บราซิล ส่วนในเยอรมัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2002 การแข่งขันมีทั้งหมดหลากหลายรุ่น มอเตอร์ทริเวีย ขอคัดผลของ 3 รุ่นแรกในหมวด Inter-City มารายงานครับ ส่วนรุ่นที่ 4 ในหมวดนี้เป็นรถรุ่นพิเศษ หรือรถทดลอง มีชิงชัยกันแค่ 2 คัน ตามกติกาจะเป็นรถจากบริษัทหรือองค์กรก็ได้ ปีนี้มีรถทดลองพลังโซลาร์เซลล์ Belenos SOLAR จากฝรั่งเศส และ Monotracer-E พลังแบตเตอรี่จากสวิตเซอร์แลนด์ |
| |
 |
| |
| Intercity Rally ประเภท Electric Drive Prototype |
| |
รุ่น Intercity คือ ยานพาหนะสำหรับเดินทางระหว่างเมือง จำกัดผู้ขับและผู้โดยสารไม่เกิน 2 คน ใช้ความเร็วสูงสุดเกิน 120 กม./ชม. ได้ และต้องวิ่งด้วยระยะทางไม่ต่ำกว่า 200 กม. โดยเป็นรถไฟฟ้าแบบใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่, ฟิว เซลส์ หรือ ไฮบริดแบบ Series แต่ต้องเป็นรถโปรโตไทป์เท่านั้น มีรถลงชิงชัยทั้งหมด 6 คัน ผลการแข่งขัน รถไฟฟ้าจากญี่ปุ่นเป็นผู้กำชัย
• [ 1 ] Toyota FCHV adv รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ไฮบริด ขับโดย Bernhard Gruenewald
• [ 2 ] Audi Q5 HFC รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิว เซลส์ ขับโดย Andeas Metzmaier
• [ 3 ] SAIC Roewe 750 รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิวเซลล์ จากบริษัท Rongwei หรือ หลงเหว่ย ประเทศจีน ขับโดย Rongqing Sun
• Audi Q5 HFC รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Immanuel Kustchera
• SAIC Roewe 750 รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิวเซลล์ + ระบบไฟฟ้า ขับโดย Chen Zhang
• Peugeot EX-1 รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Stephane Caillet |
| |
 |
| |
| • Toyota FCHV adv |
 |
| |
| Intercity Rally ประเภท Electric Drive Production |
| |
รุ่นนี้มีข้อจำกัดเช่นเดียวกันกับรุ่นแรก เพียงแต่ต้องเป็นรถที่อยู่ในสายการผลิตเท่านั้น มีรถลงชิงชัยทั้งหมด 7 คัน ผลการแข่งขันคือ
• [ 1 ] Renault Z.E. รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Gregory FARGIER
• [ 2 ] Tesla Roadster Sport 2.5 รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Jan WIHMS
• [ 3 ] Opel Hydrogen4 รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิว เซลส์ ขับโดย Jurgen ZILLER
• Mercedes-Benz B-Class F-CELL รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิว เซลส์ ขับโดย Alexander ZOERNER
• Mercedes-Benz B-Class F-CELL รถไฟฟ้าแบบ ไฮโดรเจน ฟิว เซลส์ ขับโดย Markus PENNER
• Tesla Roadster 2.0 รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Patrick ZANKL
• Tesla Roadster 2.5 รถไฟฟ้าแบบ แบตเตอรี่ ขับโดย Udo VERGES |
| |
 |
| |
| • Renault Z.E. |
 |
| |
| Intercity Rally ประเภท ICE Prototype |
| |
รุ่น ICE หรือ Internal Combustion Engine (เครื่องยนต์สันดาปภายใน) ขยับขยายทางเลือกของการขับเคลื่อนกว้างขึ้น โดยต้องมีเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก พลังงานทางเลือกอย่างก๊าซธรรมชาติ CNG และ LPG ก็เลยถูกจับรวมอยู่ในข่ายนี้ รุ่นนี้มีรถทั้งหมด 5 คัน ผลการแข่งขันชัยชนะเป็นของเจ้าบ้านอย่าง Audi AG พลัง CNG |
| |
• [ 1 ] Audi A3 TCNG รถพลังงานทางเลือก เบนซิน/CNG ขับโดย Yannick DILLEN
• [ 2 ] Ford Escape PHEV รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ขับโดย Volker EIS
• [ 3 ] Opel Corsa ecoFlex รถพลังงานทางเลือก เบนซิน/LPG ขับโดย Frank MERTENS
• Toyota Prius PHV รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ขับโดย Yumi KAWABATA
• Volkswagen Golf R500+ รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ขับโดย Martin ZIEGLER |
| |
 |
| |
| • Audi A3 TCNG |
 |
| |
| Intercity Rally ประเภท ICE Production |
| |
รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่มีเรนจ์กว้างที่สุด เพราะยังเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งก็คือบรรดาโปรดัคชั่นคาร์ทั้งหลายนั่นเอง แต่ก็ใช่ว่าใครจะคิดส่งรุ่นยอดนิยมลงมาโชว์ตัวเฉยๆ อย่างน้อยต้องเป็นรุ่นที่ผู้ผลิตเองคัดสรรมาแล้วว่า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียต้องไม่น้อยหน้าใคร
ปีนี้รถที่ลงขับเคี่ยวกันมีถึง 16 คัน ผู้ที่คว้าชัยแบบ 1 - 2 กลับไม่ใช่รถที่น่าจะชนะ (เมื่อดูจากรายชื่อ) แต่กลับเป็นสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างค่าย Porsche ทั้ง 2 คันรวด |
| |
• [ 1 ] Porsche Panamera S Hybrid รถไฮบริด เบนซิน ขับโดย Marco Fleckner
• [ 2 ] Porsche 911 Carrera เครื่องยนต์เบนซิน ขับโดย Martin ROTH
• [ 3 ] Volvo V50 DRIve รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Per JOHANSSON
• Opel Astra ecoFlex รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Henry DINGER
• Audi A8 3.0 TDI รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Stefan EICHHORNER
• Audi Q5 hybrid รถไฮบริด เบนซิน ขับโดย Jan BECKER
• Mercedes-Benz S 250 Cdi BlueEFFICIENCY เครื่องยนต์ดีเซล ขับโดย Christoph MUELLER
• Ford Fusion Hybrid รถไฮบริด เบนซิน ขับโดย Monika WAGENER
• Citroen C4 e-HDi Tendance รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Veit HOFRICHTER
• Peugeot 308 e-HDi รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Marcus KAEUBLEN
• Citroen DS3 e-HDi รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Simone MORAWIETZ
• Peugeot 508 e-HDi รถไฮบริด ดีเซล ขับโดย Simon HEIL
• Lexus CT 200h รถไฮบริด เบนซิน ขับโดย Susuku HIROTA
• Volvo V60 Plug-in Hybrid รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ดีเซล ขับโดย Lars SANDEK
• Volkswagen Passat TSI EcoFuel รถเบนซิน + CNG ขับโดย H. TELZLAFF
• Volkswagen Touran Eco-Fuel รถเบนซิน + CNG ขับโดย Daniel TISMER Dirk STEINBOCK |
| |
 |
| |
| • Porsche Panamera S Hybrid |
 |
| |
| MCB: New Car Reveal |
| |
อีกหนึ่งในไฮไลท์ของงาน และสำคัญขึ้นทุกปี คือการเปิดตัวรถรุ่นต่างๆ ที่มากับเทคโนโลยีล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า, รถยนต์ไฮบริด, รถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด บางรุ่นก็มีแนวโน้มสำหรับการขึ้นไลน์ผลิตจริง อย่าง Porsche ก็ทำการเปิดตัวต้นแบบรุนสำคัญ อย่าง Porsche Boxster E แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และ 2 ล้อ ในงานนี้
นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย เช่น Eco-Driving Challenge แบบทีม ระยะทาง 300 กิโลเมตร เส้นทางเบอร์ลิน - บรานเดนบวร์ก โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้รถที่ทาง มิชลิน จัดไว้ให้ แบ่งเป็น Audi A8 และ Citroen DS3 อย่างละ 10 คัน คันละ 2 คน ซึ่งน่าจะเป็นการแข่งแรลลี่แบบไม่ดุเดือดมากนัก รางวัลก็เป็นประเภทยางจาก มิชลิน หรือบัตรกำนัลต่างๆ จากผู้ร่วมสนับสนุน |
| |
 |
| |
| • ตัวเด่นของงานนี้ Venturi Volage โรดสเตอร์ 2 ที่นั่งพลังไฟฟ้า บอดี้คาร์บอนไฟเบอร์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยเทคโนโลยีของ มิชลิน ที่เรียกว่า 'Michelin Active Wheel' มอเตอร์, ระบบกันสะเทือนไฟฟ้า และชุดคาลิเปอร์เบรค จะถูกติดตั้งอิสระแยกออกจากกันไว้ที่ล้อแต่ละล้อ ส่งพลังด้วยแบตเตอรี่ ลิเธียม-โพลีเมอร์ 45 กิโลวัตต์-ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. วิ่งทำระยะทางต่อการชาร์จได้ถึง 320 กิโลเมตร (ที่ความเร็ว 90 กม./ชม.) |
| |
 |
| |
| • ซีตรอง เปิดตัว Citroen Hypnos พร้อมระบบขับเคลื่อนใหม่ HYmotion4 (เดิมคือ HYbrid4) เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบดีเซล ใช้ขับหน้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า 50 แรงม้าใช้ขับหลัง การทำงานงานยังเป็นลักษณะเดิมแบบ HYbrid4 คือ ขับ 4 ล้อในบางจังหวะ ในช่วงแรก ระบบนี้จะได้รับการติดตั้งอยู่ในรถ 4 รุ่นคือ Citroen Hypnos และ Citroen C4 WRC ส่วนคู่หูใน PSA อย่างเปอโยต์ จะใช้ใน Peugeot RC และ Peugeot Prologue |
| |
 |
| |
| • ไมโครบัสรูปทรงน่ารักจากผู้ผลิตสัญชาติเยอรมัน Mia Electric ในชื่อรุ่น Mia Micro.Bus ใช้แบบเตอรี่แบบ LiFePO4 หรือ ลิเธียม-ไอรอน ฟอสเฟท 8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ 90 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ความเร็วสูงสุด 110 กม./ชม. น่าเอามาวิ่งแทนรถกระป๊อในบ้านเราจริงๆ |
| |
 |
| |
| • ออดี้ โชว์ตัวรถพลังไฟฟ้าตระกูล e-tron ทั้ง A1 และ A3 ใช้แบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน 26.5 กิโลวัตต์ |
| |
 |
| |
| • ไอเดียดีมั๊ย? ต้องบอกว่า 'น่าจะดี' สำหรับ VIPA (Autonomous Individual Passenger Vehicle) รถโดยสารขนาดจิ๋วไร้คนขับความเร็วต่ำ ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายผู้โดยสารจากจุด A ไปยังจุด B แบบไป-กลับ รายละเอียดขอแยกไปอีกไฟล์ ดีกว่าครับ...น่าสนใจดี |
 |
| |
สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนื่อจากการแข่งขัน และส่วนของการจัดแสดงนวัตกรรมต่างๆ คือ การจัดเวิร์คชอปให้เหล่านักเรียน จากโรงเรียนต่างๆ ในประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นได้เรียนรู้ถึงประโยชน์จากการขับประหยัด การขับอย่างถูกวิธี ซึ่งจะส่งผลให้เด็กๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นอย่างมีความเข้าใจ ในความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
โปรแกรมที่ มิชลิน เรียกว่า Student Day นี้ จะมีขึ้นถึง 3 ใน 5 วันของการจัดงาน นอกจากนี้ก็ยังมีนิทรรศการต่างๆ อีกมากมาย สำหรับให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ตั้งแต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขับเคลื่อน ไปจนถึงเทคโนโลยีสำหรับผู้ทุพลภาพ อย่างปีนี้ก็มีนิทรรศการเด่นของแบรนด์เยอรมันเองอย่าง 125 years of automotive history จาก Mercedes-Benz
เห็นอย่างนี้แล้วก็ได้แต่แอบอิจฉา บ้านเราน่าจะมีมหกรรมอะไรในลักษณะนี้บ้าง โลกหมุนไปอย่างไม่หยุดยั้งทุกวัน มอเตอร์ทริเวีย อยากเห็นอะไรที่มันจริงจังในเรื่องกรีนๆ กับเขาบ้างเหลือเกิน • |
| |