 |
| |
| เรื่อง : ARIA 54 |
Monday, 2 May, 2011 0:12 AM |
|
 |
| |
|
| |
อันนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ทำให้ชาร์จพอยท์แบบไวร์เลสของ WiTricity Corporation นั้นไม่ธรรมดาขึ้นมาทันที เพราะนั่นหมายถึงหากเทคโนโลยีนี้ใช้งานได้สะดวกในชีวิตจริง เราอาจได้เห็นเทคโนโลยีแบบไร้สาย ในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถไฮบริดรุ่นต่อไปของค่าย โตโยต้า
ที่ว่าไม่ใหม่ เพราะมีหลายบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีลักษณะนี้ ซึ่ง WiTricity ก็เป็นหนึ่งในนั้น การที่ Toyota Motor Corporation ตัดสินใจลงทุนร่วมในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายๆ วิสัยทัศน์ของ โตโยต้า เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในด้านการอำนวยความสะดวก ให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และในปี 2010 Delphi เป็นเจ้าแรกที่แสดงความสนใจ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนเทคโนโลยีของ WiTricity
ย้อนกลับไปในปี 2007 ชื่อ WiTricity (wireless + electricity) คือชื่อโปรเจคท์ของ Massachusetts Institute of Technology (หรือ MIT นั่นเอง) ที่ใช้ในการพัฒนาวิธีรีชาร์จแบตเตอรี่สำหรับแลปท๊อป หรือโทรศัพท์มือถือ โดยส่งคลื่นพลังงานผ่านอากาศ หลักการทำงานคร่าวๆ ก็คือ การส่งความถี่ของคลื่นพลังงานจากจุดกำเนิด ไปยังวัตถุที่เป็นตัวรับ หากวัตถุที่เป็นตัวรับ-ส่ง มีคลื่นความถี่ตรงกัน (Resonance) ก็จะสามารถถ่ายเทพลังงานให้กันได้ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์มาก หากเทคโนโลยีนี้สามารถทำงานได้ดี และมีประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน (คือต้องมากพอสำหรับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าโน๊ตบุ๊คมาก)
อย่างน้อยๆ ก็ลดความยุ่งยากของการใช้เคเบิลแบบเดิมไปได้หนึ่งล่ะ ไม่ก็นึกภาพโต๊ะทำงานสะอาดๆ ที่มีเพียงแค่มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด และเมาส์ ไม่มีสายไฟอะไรให้ขัดหูขัดตาอีกต่อไป แม้แต่สายพาวเวอร์
WiTricity เผยว่า การใช้หลักการทำงานแบบ Magnetic Resonance นี้ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากกว่าการใช้เทคโนโลยีไร้สายแบบ Electromagnetic Induction หรือการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตของผู้พัฒนารายอื่นๆ |
| |
 |
| |
| • หลักการทำงานของ WiTricity ผู้เขียนขอให้ฝ่ายศิลป์มอเตอร์ทริเวียลองเอาภาพ Prius แปะเข้าไปเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่า เทคโนโลยีนี้จะถูกติดตั้งลงใน Prius เป็นคันแรกนะครับ คือยังไม่มีข้อมูลว่า โตโยต้า จะใช้โมเดลใดในการทดสอบ |
 |
| |
แต่ก็ยังมีจุดที่หลายๆ ความคิดเห็นแสดงความกังขาออกมาว่า เมื่อเทียบกับการเสียบปลั๊กชาร์จ การใช้ไวร์เลสอย่างไรก็ต้องมีพลังงานบางส่วนสูญเสียไป เพราะโดยปกติการส่งพลังงานผ่านอากาศ ระยะทางระหว่างตัวรับ-ส่ง ยังคงมีการสูญเสียพลังงานไปบางส่วนระหว่างทาง แต่ WiTricity ก็เคลมว่า ณ เวลานี้ เทคโนโลยีของ WiTricity สามารถใช้งานได้เต็มที่ถึง 95% หรือมีพลังงานสูญเสียระหว่างทางเพียง 5% เท่านั้น
สรุป... ตอนนี้เรารับรู้กันไปก่อนว่า 'อาจจะ' ได้เห็นเทคโนโลยีนี้ใช้งานอย่างจริงจังในรถไฟฟ้า มอเตอร์ทริเวีย ก็นำเสนอให้อ่านกันเพลินๆ พอสังเขป ในอนาคตอันใกล้ ถ้ามีผลทดสอบในต่างประเทศให้เห็นกันชัดๆ ระหว่างการใช้ เคเบิล กับ ไวร์เลส ค่อยว่ากันอีกที ว่าแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
เพราะยังมีอีกหลายตัวแปรที่เรายังไม่มีข้อมูลชัดๆ ในข่าวนี้ เช่น ต้นทุนการผลิต (ซึ่งมีผลต่อราคารถ) ระยะเวลาในการชาร์จ (ซึ่งมีผลต่อการใช้งานจริง) ค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกันต่อการรีชาร์จ 1 ครั้ง (ซึ่งมีผลต่อเงินในกระเป๋า) ไปจนถึงราคาในการติดตั้งจุดชาร์จพอยท์ (ซึ่งมีผลต่อการลงทุนของผู้ให้บริการ เช่น ปั๊ม, ที่จอดรถ, ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ) ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแบบส่วนบุคคล เช่น ในโรงรถที่บ้าน
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ในอนาคต เช่น ตัวต้นแบบของ Rolls-Royce อย่าง 102EX Concept ก็เพิ่งนำเสนอเทคโนโลยีการรีชาร์จแบบไวร์เลสไปเหมือนกัน เพียงแต่ว่าของ Rolls-Royce คือเทคโนโลยีแบบ Electromagnetic Induction ซึ่งย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ WiTricity เคลมไว้ว่า เทคโนโลยีแบบ Resonance ของตนทำงานได้ดีกว่า
จริงหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไปครับ... ไม่แน่ อาจจะมีเทคโนโลยีที่ใหม่กว่านี้ก็ได้ • |
| |