| |
 |
| |
|
Friday, 29 October, 2010 0:19 AM
|
 |
| |
|
| |
หลังจาก มิชลิน ในประเทศอังกฤษ ตระเวนจัดแคมเปญ Fill Up With Air ตรวจสภาพยาง และแรงดันลมยาง ให้กับผู้ใช้รถตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจ 4,753 ราย และมีการประมาณกันว่า ถ้าผู้ขับกว่า 5,000 รายนี้ ตรวจสอบลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้กว่า 145 ตันต่อปี และช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ รวมกันทั้งปีกว่า 57,000 ลิตร ประหยัดเงินได้ 330,000 บาท นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางให้ยาวนานออกไปอีก ช่วยประหยัดค่าเปลี่ยนยางได้อีกทางหนึ่งด้วย
และถ้านำตัวเลขที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง ไปเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดในอังกฤษจะพบว่า ถ้าทุกคนเติมลมยางตามกำหนด จะประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ประมาณ 20,600 ล้านบาทต่อปี และลดคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้ 1 ล้านตันต่อปี
พูดถึงข้อดีของ การเติมลมยางให้ได้มาตรฐาน แล้ว ลองมาดูข้อเสียของการปล่อยให้ลมยางอ่อนเกินกำหนดกันบ้าง เช่น แฮนด์ลิ่งของรถแย่ลง, ลดความปลอดภัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพิ่มความสึกหรอให้ระบบกันสะเทือน และระบบบังคับเลี้ยว ส่งผลให้มีการสึกหรอมากกว่า และเร็วกว่าปกติ ต้องเสียเงินซ่อมแซมมากขึ้น |
| |
 |
| |
จากการจัดแคมเปญนี้ทำให้พบว่า ผู้ขับมากกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ปล่อยให้ลมยางอ่อนกว่ากำหนด และมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ขับโดยมียางอย่างน้อย 1 เส้นที่มีการรั่วซึม และสำคัญที่สุดคือ อย่าวัดแรงดันลมยางด้วยสายตา เพราะจากภาพประกอบด้านบน มียางเส้นหนึ่งที่ลมยางอ่อนกว่ามาตรฐานถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่ออก ต้องใช้เครื่องวัดลมยางที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
การจัดลำดับของแรงดันลมยาง
- Acceptable เมื่อลมยางอ่อนกว่ากำหนด 3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
- Temporarily acceptable เมื่อลมยางอ่อนกว่ากำหนด 4-7 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
- Dangerous เมื่อลมยางอ่อนกว่ากำหนด 8-14 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
- Very dangerous เมื่อลมยางอ่อนกว่ากำหนดมากกว่า 14 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว • |
| |
 |
: อ่านข่าวทั้งหมดในแวดวงยางรถยนต์ คลิ๊กที่นี่ครับ : Tires News Section |
 |
 |
|
| |
|
|
|