 |
| |
|
Friday, 7 January, 2011 0:57 AM
|
 |
| |
|
| |
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เตรียมขึ้นสายการผลิต BMW Vision EfficientDynamics ซึ่งจะเป็นการเปิดศักราชเทคโนโลยี Diesel + Plug-in ActiveHybrid จาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดย BMW Vision EfficientDynamics เผยโฉมสู่สาธารณชนครั้งแรกในงาน แฟรงค์เฟิร์ท มอเตอร์โชว์ 2009 โดยได้รับเสียงชื่นชม และการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของดีไซน์ที่สง่างาม สมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
BMW Vision EfficientDynamics
วิสัยทัศน์ ‘ยานยนต์แห่งอนาคต’ สู่ความเป็นจริง
BMW Vision EfficientDynamics เป็นรถสปอร์ต 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ที่ได้รับทั้งรางวัลต่างๆ ทั้งในด้านดีไซน์อันสวยงาม และเทคโนโลยีที่ล้ำยุค รูปทรงที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวของ BMW Vision EfficientDynamics แฝงไว้ด้วยคุณสมบัติด้าน แอร์โร่ไดนามิกส์ ที่เหนือชั้น โดยมีค่าสัมประสิทธิแรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) เพียง 0.22 เท่านั้น อีกทั้งความสง่างาม ยังผสานเข้ากับประโยชน์ใช้สอยได้อย่างลงตัว อาทิ ประตูแบบปีกผีเสื้อ ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงของผู้โดยสารด้านหลังเป็นไปได้อย่างสะดวก |
| |
 |
| |
| • BMW Vision EfficientDynamics ในวันเปิดตัวที่แฟรงค์เฟิร์ท ปี 2009 |
 |
| |
BMW Vision EfficientDynamics ใช้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่เรียกว่า Diesel + Plug-in ActiveHybrid ซึ่งเป็นการผสมผสานการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ เข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hybrid Synchronous Motor สำหรับขับเคลื่อนล้อคู่หน้า และระบบ Full Hybrid สำหรับขับเคลื่อนล้อคู่หลัง ซึ่งทั้งสามระบบ สามารถผลิตกำลังรวมได้สูงสุดถึง 328 แรงม้า
ด้วยนวัตกรรม ActiveHybrid นี่เอง ที่ทำให้ BMW Vision EfficientDynamics สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.8 วินาที ยิ่งไปกว่านั้น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ยังทำได้ถึง 26.6 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนอัตราการคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เฉลี่ยเพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ภายใต้มาตรฐานการวัดค่าเฉลี่ย EU Cycle
เทคโนโลยี Plug-in ActiveHybrid
ชาร์จไฟจากปลั๊กปกติในเวลา 2.5 ชั่วโมง ระยะทำการ 700 กิโลเมตร
ระบบการบริหารพลังงานและขับเคลื่อนที่เหนือชั้นของ BMW Vision EfficientDynamics ผสานกับการผลิตกำลังโดยระบบ Brake Energy Re-generation ช่วยให้ BMW Vision EfficientDynamics เป็นสุดยอดทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน โดยระบบ Plug-in ActiveHybrid นี้ สามารถชาร์จจากปลั๊กไฟบ้านปกติ ระยะเวลาในการชาร์จต่อครั้ง เพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง
BMW Vision EfficientDynamics ใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium-Polymer ซึ่งมีน้ำหนักเบา วางตามแนวยาวของแชสซีส์ เพื่อให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เพิ่มเนื้อที่ใช้สอยในห้องโดยสาร และห้องเก็บสัมภาระ นอกจากนี้ BMW Vision EfficientDynamics ยังสามารถวิ่งด้วยโหมด Zero-emission Motoring ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ทำระยะทางได้กว่า 50 กิโลเมตร และหากใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมีถังน้ำมันความจุ 24 ลิตร จะสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ถึง 700 กิโลเมตร |
| |
 |
| |
ก้าวที่มั่นใจของ BMW Group
ในฐานะ The world’s most sustainable car company
การตัดสินใจเดินหน้าผลิตรถสปอร์ตที่อยู่บนพื้นฐานของ BMW Vision EfficientDynamics ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Sustainability หรือ อนาคตที่ยั่งยืน ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป อย่างมั่นใจ สมฐานะ world’s most sustainable car company ซึ่ง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ถึง 6 ปีซ้อน อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดความเป็นผู้นำ ตลาดรถหรูแนวสปอร์ต ที่เป็นพื้นฐานของบริษัทมาตั้งแต่เริ่มต้น
รถสปอร์ตที่อยู่บนพื้นฐานของ BMW Vision EfficientDynamics เป็นการต่อยอดปรัชญา EfficientDynamics ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานของรถยนต์รุ่นต่างๆ ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในวันปัจจุบัน ซึ่งในรถยนต์ทุกรุ่นของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้มีการผนวกรวมเทคโนโลยี EfficientDynamics ต่างๆ เช่น ระบบแอร์โร่ไดนามิกส์, ระบบโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา, ระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะ และระบบเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง
นอกจากนั้นยังมีรถยนต์ไฮบริดภายใต้เทคโนโลยี ActiveHybrid อีก 2 รุ่น คือ BMW ActiveHybrid 7 และ BMW ActiveHybrid X6 ในขณะเดียวกันวิศวกรของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็มีการพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เช่น MINI E และ BMW ActiveE ซึ่งจะนำลงวิ่งในโครงการนำร่องสำหรับวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองขนาดใหญ่ เหมือนกับ MINI E ในปีนี้ โดยทั้งสองรุ่นนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาไปสู่ MCV Megacity Vehicle ซึ่งจะเข้าสู่สายการผลิตในปี ค.ศ. 2013
ที่มา : บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย • |